เสียงหอบหายใจที่ดังระรัวราดรดความเงียบงันภายในห้องดินอัดแคบๆ นี้ ไม่ใช่เสียงของคนไข้ที่กำลังจะหายดี แต่เป็นเสียงแห่งความสิ้นหวังที่ถูกกดทับไว้ด้วยความยากจน
"แม่ครับ... ทนอีกนิดนะ"
เสียงกระซิบของหลี่ว์ฮุ่ยสั่นเทา มือเรียวบางที่หยาบกร้านตามวัยและงานหนักพยายามใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นเช็ดตามขมับและลำคอให้มารสามี นางพยายามซ่อนหยดน้ำตาไม่ให้ร่วงหล่นลงบนใบหน้าซีดเซียวที่ริมฝีปากแห้งผากจนแตกเป็นร่อง เลือดซิบๆ ไหลออกมาทุกครั้งที่ผู้เป็นแม่พยายามสูดลมหายใจเข้าลึกๆ อาการหอบหืดรุนแรงและโรคปอดเรื้อรังที่เรื้อรังมาตั้งแต่ยุคเปลี่ยนผ่านนี้ ไม่มีแม้แต่เงินจะซื้อยาแผนปัจจุบันแม้แต่เม็ดเดียว โรงพยาบาลคอมมูนในอำเภอก็ไล่พวกเขากลับมาเพราะจ่ายค่ามัดจำไม่ไหว
ในยุคปี 1970 ที่ข้าวยากหมากแพง ชีวิตคนยากจนมีค่ายิ่งกว่าผักปลาเสียอีก หากไม่มีเส้นสาย ไม่มีเงินตรา ความตายก็เป็นเพียงอีกหนึ่งสถิติที่ถูกกวาดทิ้งไว้ข้างทาง
เฉินเว่ยยืนนิ่งอยู่ที่มุมห้อง สายตาคมกริบดั่งใบมีดกวาดมองสภาพแวดล้อมโดยรอบ ความทรงจำของร่างเดิมกำลังหลั่งไหลผสานเข้ากับจิตวิญญาณแห่งอดีตเจ้าสำนักผู้ยิ่งใหญ่ในยุทธภพ เขารู้ซึ้งดีว่าในยุคสมัยนี้ ชีวิตมนุษย์เปราะบางยิ่งกว่ากระดาษสา แต่สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าความยากจนคือความสิ้นหวังในแววตาของคนรอบข้าง
ปัง!
ประตูไม้เก่าๆ ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับร่างของหลี่ว์ฮุ่ยที่หันมามองเขาด้วยแววตาที่ผสม Pนความโกรธและความตัดพ้อ
"เฉินเว่ย! คุณยังยืนใจลอยอะไรอยู่อีก แม่กำลังจะ... แม่กำลังจะหายใจไม่ออกแล้วนะ!" เสียงของภรรยาสสาวขาดห้วง นางอดกลั้นความอัดอั้นตันใจมานานหลายเดือน ตั้งแต่สามีที่เคยเอาแต่ดื่มเหล้าเคล้านารีและเกียจคร้านพลิกผันมาเป็นคนเงียบขรึม นางไม่รู้เลยว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่
เฉินเว่ยไม่ตอบคำถาม เขาก้าวเท้าเดินเข้าไปด้วยจังหวะที่มั่นคงและเยือกเย็น ราวกับภูเขาไท่ซานที่ต่อให้ฟ้าถล่มก็ไม่สะเทือน ร่างสูงใหญ่เข้าไปคุกเข่าลงข้างเตียงไม้ไผ่ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด
"ถอยหน่อยครับฮุ่ย" น้ำเสียงของเฉินเว่ยทุ้มนุ่มแต่มีพลังอำนาจบางอย่างที่บังคับให้หลี่ว์ฮุ่ยต้องชะงักและยอมถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว
"คุณจะทำอะไร... แม่เป็นแบบนี้เพราะยาหมดเขตมาสามวันแล้ว คุณไม่มีเงินซื้อยาหรอก อย่าทำให้อาการท่านแย่ไปกว่านี้เลย" หลี่ว์ฮุ่ยพยายามย้อมมือยื้อแขนเขาไว้ แต่นางกลับต้องชะงักเมื่อสบเข้ากับดวงตาของสามี
ดวงตานั้น... มันไม่ใช่ดวงตาของคนไร้ค่าที่นางคุ้นเคย แต่มันเป็นแววตาของพญาอินทรีที่มองทะลุปรุโปร่งทุกสิ่ง เป็นความนิ่งสงบที่น่าเกรงขามจนน่าขนลุก
เฉินเว่ยไม่สนใจคำทัดทาน นิ้วมือเรียวยาวดั่งหยกขาวของเขาพุ่งออกไปดั่งสายฟ้าแลบ กดลงบนจุดชีพจรสำคัญที่ข้อมือซ้ายของหญิงชราอย่างแม่ยาย
*ชีพจรเต้นรัว ปอดชื้น อุณหภูมิร่างกายต่ำ ชีพจรชี่ติดขัดเนื่องจากความเย็นเข้าแทรกแซง... นี่คืออาการของลมปราณปอดรั่วไหลและเสมหะอุดตันขั้นรุนแรง*
ในสายตาของแพทย์แผนปัจจุบัน นี่คือภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันร่วมกับปอดอักเสบที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจและยาฉีดราคาแพง แต่ในสายตาของอดีตเจ้าสำนักผู้เชี่ยวชาญร้อยพิษพันวิถี นี่คือความเจ็บป่วยทางพลังที่สามารถแก้ไขได้ด้วย "เข็มเงิน" และ "จุดชีพจร"
เฉินเว่ยควักห่อผ้าสีดำเก่าๆ ออกมาจากอกเสื้อ เมื่อคลี่ออกเผยให้เห็นเข็มเงินสั้นยาวเรียงรายเป็นระเบียบ แววตาของเขาประกายแสงวับวาวขึ้นมาวูบหนึ่ง
"คุณ... คุณจะเอาเข็มพวกนั้นแทงแม่เหรอ!" หลี่ว์ฮุ่ยกรีดร้องด้วยความตกใจ นางเคยได้ยินเรื่องหมอเถื่อนที่ใช้เข็มสะบั้นชีวิตคนมานักต่อนัก "หยุดนะ! ถ้าแม่เป็นอะไรไป ฉันไม่เอาคุณไว้แน่!"
"ถ้าไม่ทำตอนนี้ อีกสิบนาทีข้างหน้า ท่านจะขาดอากาศหายใจจนตายอย่างทรมาน คุณอยากเลือกให้แม่อยู่หรือไปล่ะครับ?" เฉินเว่ยเอמהตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบขาด บาดลึกถึงขั้วหัวใจของภรรยาจนนางสะอื้นไห้ ปิดปากแน่นด้วยความหวาดกลัว
ไม่มีเวลาให้ลังเลอีกต่อไป เฉินเว่ยสูดลมหายใจเข้าลึก รวบรวมพลังปราณที่เหลืออย้อนกลับมาหล่อเลี้ยงที่ปลายนิ้ว
*ฟึ่บ! ฟึ่บ! ฟึ่บ!*
เสียงแหวกอากาศเบาหวิวราวกับปีกแมลงวัน เข็มเงินสามเล่มแรกพุ่งเข้าปักลงที่จุด "สั้นซู" (Shanzhong) และ "เฟ่ยซู" (Feishu) บนแผ่นหลังและหน้าอกของหญิงชราอย่างแม่นยำราวกับจับวาง ความเร็วระดับนี้ต่อให้เป็นหมอหลวงในวังหลวงก็ยังต้องอ้าปากค้าง
หลี่ว์ฮุ่ยเบิกตากว้างจนแทบถล่น นางไม่กล้าหายใจ เสียงร้องไห้สะอื้นถูกกลืนหายไปในลำคอเมื่อเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา
ทันทีที่เข็มเล่มสุดท้ายฝังลงไป ร่างที่เคยเกร็งกระตุกและใบหน้าที่เขียวคล้ำเพราะขาดออกซิเจนของหญิงชราเริ่มผ่อนคลายลงอย่างช้าๆ เสียงหายใจที่เคยดังฟืดฟาดราวกับเสียงสูบลม เริ่มกลับมาสม่ำเสมอขึ้นทีละน้อย สีหน้าที่ซีดเผือกเริ่มมีเลือดฝาดจางๆ กลับมาแต้มที่ริมฝีปาก
"แคะ... แค่ก!"
หญิงชราสำลักออกมาเบาๆ พร้อมกับขับเสมหะสีดำคล้ำก้อนใหญ่หลุดออกมาจากลำคอ หลี่ว์ฮุ่ยรีบคว้าผ้าเช็ดหน้าเข้าไปเช็ดให้อย่างลิบลน น้ำตาที่เคยไหลพรั่งพรูด้วยความเสียใจ บัดนี้เปลี่ยนเป็นหยาดน้ำตาแห่งความตะลึงงันจนพูดไม่ออก
"แม่... แม่หายใจโล่งแล้ว..." หลี่ว์ฮุ่ยพึมพำออกมาเบาๆ นางหันกลับมามองสามีด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนเกินกว่าจะบรรยาย ผู้ชายคนนี้... ไปเรียนวิชาแพทย์ประหลาดนี้มาจากไหน? ทำไมมือคู่นี้ถึงมั่นคงและแม่นยำราวกับปาฏิหาริย์?
เฉินเว่ยค่อยๆ ดึงเข็มเงินทั้งสามเล่มออกอย่างนุ่มนวล บรรจงเช็ดทำความสะอาดด้วยความระมัดระวัง เขาไม่ได้แสดงท่าทีดีใจหรือโอ้อวดใดๆ ทั้งสิ้น ใบหน้ายังคงเรียบเฉยราวน้ำนิ่งในบึงลึก
"อาการของแม่สงบลงแล้วครับ แต่อีกสามวันต้องฝังเข็มชุดที่สองเพื่อขับพิษที่ตกค้างในปอดออกให้หมด" เฉินเว่ยกล่าวเรียบๆ พลางเก็บเข็มเข้าห่อผ้า
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศภายในห้องกำลังผ่อนคลายลง เสียงทุบประตูก็พังผืดดังสนั่นหวั่นไหวจากด้านนอก พร้อมกับเสียงหัวเราะเยาะเย้ยของชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งที่ดังแทรกเข้ามา
"เปิดประตูโว้ย! เฉินเว่ย ไอ้ขยะพนันแกหัวหดอยู่ที่ไหน! วันนี้ถ้าแกยังไม่มีเงินใช้หนี้สามสิบหยวน ค่าเช่านาและดอกเบี้ย กูจะยحที่นอนและเมียสวยๆ ของแกไปขัดดอกแทน!"
เสียงนั้นทำให้หน้าของหลี่ว์ฮุ่ยเผือดสีลงทันที ร่างบางสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวอีกครั้ง
เฉินเว่ยหรี่ตาลง รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างเยือกเย็น เขาขยับตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง กระดูกข้อต่อลั่นกรอบราวกับเสียงคำรามของพยัคฆ์
"ดูท่าทาง... เจ้าหนี้จะมาเร็วกว่าที่คิดนะครับ" เฉินเว่ยกล่าวเบาๆ พลางก้าวเดินไปที่ประตูด้วยฝ่าเท้าที่หนักแน่น
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับผมในตอนนี้นะครับ
เซียนยุทธภพพลิกมิติ ลุยธุรกิจยุค 70•ตอนที่ 2
วิชาแพทย์โบราณช่วยชีวิต
ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนยุทธภพพลิกมิติ ลุยธุรกิจยุค 70 นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!