เซียนยุทธภพพลิกมิติ ลุยธุรกิจยุค 70•ตอนที่ 1

ทะลุมิติสู่ยุคที่ข้าไม่รู้จัก

ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
เสียงทุบโต๊ะไม้สนดังสนั่นจนกาน้ำชาเคลือบอีนาเมลสั่นสะเทือน น้ำชาสีเข้มกระฉอกเปื้อนกระดาษหนังสือพิมพ์เก่าๆ ที่ปูลาดอยู่บนโต๊ะอาหาร สภาพแวดล้อมรอบตัวอบอวลไปด้วยกลิ่นอับของความชื้น กลิ่นสาบโคลนจากเสื้อผ้าฝ้ายหยาบ และกลิ่นเหม็นเปรี้ยวของข้าวต้มก้นหม้อที่แห้งกรัง นี่ไม่ใช่กลิ่นอายของตำหนักเมฆาคล้อย จุดสูงสุดแห่งยุทธภพที่ข้า—เฉินเว่ย เคยยืนหยัดอยู่ "ไอ้หลานอกตัญญู! แกจะเกาะตระกูลเฉินกินไปจนวันตายเลยหรือไงวะ! บ้านหลังนี้ พ่อแม่แกตายไปก็ควรตกเป็นสมบัติส่วนรวมของตระกูล ไม่ใช่ให้ไอ้คนพิการที่เดินแม้แต่ก้าวเดียวยังลำบากอย่างแกมานอนหายใจทิ้งไปวันๆ!" เสียงแหลมสูงบาดหูของ 'เฉินต้าเหอ' ผู้เป็นอาแท้ๆ แผดก้องจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน ใบหน้าของชายวัยกลางคนผู้มีรอยเหี่ยวย่นตามกาลเวลาบิดเบี้ยวด้วยความโลภ ดวงตาเล็กตี่จ้องมองมาที่ร่างบนเตียงไม้ไผ่ด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์ ราวกับกำลังมองดูซากสุนัขเน่าข้างถนน เฉินเว่ยยังคงหลับตา นิ่งสงบ ดึงสติที่กระจัดกระจายจากการทะลุมิติข้ามห้วงเวลาและความตายเข้ามาสู่ศูนย์กลาง ความทรงจำมหาศาลไหลบ่าเข้ามาในสมองดั่งกระแสน้ำเชี่ยว—ร่างนี้คือ "เฉินเว่ย" ชายหนุ่มวัยยี่สิบปีเศษในยุคสาธารณรัฐประชาชนจีนปี 1970 ยุคสมัยที่ข้าข้าวยากหมากแพง ผู้คนต้องปากกัดตีนถีบเพื่อเอาชีวิตรอดจากนโยบายคอมมูนและความยากจนข้นแค้น เพิ่งประสบอุบัติเหตุตกจากคานยุ้งฉางเมื่อสามวันก่อน จนขาซ้ายหักใช้งานไม่ได้ กลายเป็น "คนพิการ" ในสายตาของคนในหมู่บ้าน และเป็นภาระที่พวกญาติจอมปลอมจ้องจะฮุบเอาบ้านมุงจากหลังน้อยกับที่ดินแปลงเล็กๆ ไป "พี่รอง... ใจเย็นก่อนเถอะน่า" เสียงของป้าสะใภ้ 'จ้าวซื่อ' เอ่ยขึ้น น้ำเสียงดูเหมือนจะประนีประนอม แต่แววตากลับกวาดมองไปรอบห้องครัวทรุดโทรมราวกับกำลังตีราคาข้าวของทุกชิ้น "ยังไงพวกเราก็เป็นญาติกัน เจ้าเว่ยมันเดินเหินไม่ได้แล้ว ปล่อยให้มันอยู่คนเดียว เดี๋ยวก็อดตายคาบ้านอยู่ดี สู้ยกโฉนดบ้านหลังนี้ให้พี่ใหญ่ของแกเก็บรักษาไว้ แล้วให้เจ้าเว่ยย้ายไปอยู่กระท่อมปลายนาเก่าๆ ไม่ดีกว่าหรือ? อย่างน้อยก็มีข้าวประทังชีวิตไปวันๆ" คำพูดที่ดูเหมือนเมตตา แต่แท้จริงแล้วคือการขับไล่ไสส่งให้ไปตายทั้งเป็น! ในห้องคับแคบยังมีสายตาอีกคู่หนึ่งจับจ้องเหตุการณ์อยู่เงียบๆ 'หลี่มู่ฮุ่ย' ภรรยาที่แต่งเข้าบ้านมาได้เพียงครึ่งปี หญิงสาวร่างบอบบางในชุดเสื้อผ้าเก่าปะชุนยืนกอดอกพิงขอบประตู ใบหน้าเรียบเนียนแม้จะเปรอะฝุ่นควันไฟแต่ก็ฉายแววเด็ดเดี่ยว ดวงตากลมโตคู่นั้นไม่ได้แสดงความหวาดกลัวต่อความเกรี้ยวกราดของเฉินต้าเหอแม้แต่น้อย นางเพียงแค่กัดริมฝีปากแน่น มือเรียวเล็กที่ซ่อนอยู่ในกระเป๋าเสื้อกำหมัดเข้าหากันจนข้อต่อขาวซีด นางรู้อยู่แก่ใจว่าหากวันนี้ยินยอม พวกมันจะฮุบทุกอย่าง และหลังจากนั้น ชีวิตของนางกับสามีคงไม่ต่างอะไรจากทาสในเรือนเบี้ย เฉินเว่ยค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ ดวงตาคู่นั้น... ไม่ใช่ดวงตาของไอ้ขี้แพ้หรือคนพิการที่รอวันตายอีกต่อไปแล้ว มันคือดวงตาของอดีตเจ้าสำนักผู้ผ่านการฆ่าฟัน นองเลือด และยืนอยู่จุดสูงสุดแห่งความหนาวเหน็บมานับร้อยปี นัยน์ตาดำสนิทลึกล้ำราวกับหุบเหวไร้ก้นบึ้ง ทอประกายเย็นเยียบจนเฉินต้าเหอที่กำลังอ้าปากด่าทอถึงกับสะดุ้งเฮือก ชะงักคำพูดค้างไว้ในลำคอโดยไม่รู้ตัว ความกดดันอันไร้รูปร่างแผ่ซ่านออกจากร่างที่นอนพิงฝาไม้ไผ่ บรรยากาศภายในห้องที่เคยอึมครึมพล Jออุณหภูมิลดฮวบลงอย่างฉับพลัน ราวกับฤดูใบไม้ผลิถูกแทนที่ด้วยเหมันตฤดูอันโหดร้าย "แก... มองหน้าฉันแบบนั้นหมายความว่าไงไอ้เด็กเวร!" เฉินต้าเหอรู้สึกเสียวสันหลังวาบอย่างไม่มีสาเหตุ ความโกรธจึงถูกหยิบยกขึ้นมากลบเกลื่อนความกลัว "อย่ามาทำสายตาอวดดีใส่ฉันนะ! แกคิดว่าแกเป็นใคร แค่ไอ้ขาเป๋ไร้ค่าคนหนึ่ง ถ้าไม่มีครอบครัวฉันคอยมาดูแคลน... เอ๊ย คอยมาดูแล แกคงเน่าตายคาบ้านไปนานแล้ว!" เฉินเว่ยไม่รีบร้อนตอบ เขายันกายลุกขึ้นช้าๆ อาการปวดแปลบแล่นพล่านจากสะโพกลงสู่ขาซ้าย แต่ใบหน้าหล่อเหลากลับไม่แม้แต่จะบิดเบี้ยว เขากวาดสายตามองรอบห้องอย่างพิจารณา ยุค 1970 ยุคที่ทุกอย่างต้องใช้ตั๋วแลกซื้อ ยุคที่ข้าวยากหมากแพงแต่มันก็คือ "จุดเริ่มต้น" ของการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์จีน ยุคที่คนฉลาดและมองขาด จะสามารถสร้างอาณาจักรขึ้นมาจากกองขี้เถ้าได้ นี่คือสนามประลองรูปแบบใหม่ และเขาก็ไม่ได้สนใจตำแหน่ง "เจ้าสำนัก" บ้าบออะไรนั่นอีกแล้ว สิ่งที่เขาต้องการในตอนนี้คือการใช้ความรู้ ความเฉียบคม และวิชาที่ติดตัวมาพลิกชะตากรรมของครอบครัวนี้ เหยียบย่ำพวกเหลือบไรที่คิดจะมาเอาเปรียบ และก้าวขึ้นเป็นผู้กุมชะตาชีวิตของยุคสมัยนี้แต่เพียงผู้เดียว เฉินเว่ยขยับตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แม้ขาข้างหนึ่งจะยังต้องลงน้ำหนักน้อยกว่าปกติ แต่รัศมีน่าเกรงขามที่แผ่ออกมาทำให้เฉินต้าเหอและจ้าวซื่อถึงกับผถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยสัญชาตญาณ "เมื่อครู่นี้... อาใหญ่พูดว่าอะไรนะ?" เฉินเว่ยเอ่ยขึ้น น้ำเสียงทุ้มนุ่มแต่กังวานก้อง กังวานลึกจนบาดลึกเข้าไปในโสตประสาทของผู้ฟัง "บ้านหลังนี้... เป็นสมบัติส่วนรวมของตระกูลเฉินอย่างนั้นหรือ?" "ละ...โ</i>ลภมาก! ก็ใช่สิฟะ!" เฉินต้าเหอพยายามเชิดหน้าขึ้นเพื่อเรียกความมั่นใจกลับคืนมา แม้เหงื่อกาฬจะเริ่มซึมตามไรผม "พ่อแม่แกตายไป สมบัติทุกอย่างก็ต้องตกเป็นของญาติผู้ใหญ่ในตระกูลดูแล แกมันเป็นแค่ไอ้พิการ จะเอาปัญญาที่ไหนมาดูแลบ้านหลังนี้!" เฉินเว่ยแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันและเหยียดหยามแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ "ดูแล?" เฉินเว่ยสาวเท้าก้าวเข้าไปใกล้เฉินต้าเหอทีละก้าว สายตาคมกริบราวกับใบมีดโกนจ้องทะลุเข้าไปในจิตใจอันสกปรกของอีกฝ่าย "ที่อาใหญ่เรียกว่า 'ดูแล' คือการส่งลูกน้องมาขนข้าวสารในยุ้งฉางไปเมื่อเดือนก่อนอย่างนั้นหรือ? หรือคือการส่งจดหมายเวียนไปที่อำเภอเพื่อแอบอ้างสิทธิ์ครอบครองที่ดินแปลงนี้โดยที่เจ้าของบ้านยังไม่ตาย?" เฉินต้าเหอหน้าถอดสีทันที ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจสุดขีด เรื่องการแอบอ้างสิทธิ์ที่ดินเขากับภรรยาทำกันอย่างลับๆ แม้แต่คนในหมู่บ้านก็ยังไม่มีใครรู้ แล้วไอ้เด็กนี่... มันล่วงรู้ได้อย่างไรกัน?! "แก... แกพูดเหลวไหลอะไร! ฉันเป็นอาแกนะ กล้าดียังไงมาใส่ร้ายป้ายสี!" เฉินต้าเหอละล่ำละลักปฏิเสธ เสียงเริ่มสั่นพร่า "ข้าจะพูดเหลวไหลหรือไม่ อาใหญ่ย่อมรู้แก่ใจดีที่สุด" เฉินเว่ยหยุดยืนห่างจากชายวัยกลางคนเพียงก้าวเดียว ความสูงและแรงกดดันจากจิตวิญญาณนักสู้ทำให้เฉินต้าเหอต้องแหงนมองด้วยความหวาดหวั่น "จำเอาไว้... ของสิ่งใดที่เป็นของเฉินเว่ยผู้นี้ ต่อให้พวกแกมีสิบมือก็ไม่มีวันแย่งไปได้ แม้แต่เศษดินก้อนเดียว!" บรรยากาศในห้องตึงเครียดจนแทบจะระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ จ้าวซื่อหน้าเขียวคล้ำด้วยความโกรธ นางทนดูสามีเสียหน้าไม่ได้จึงแผดเสียงแหลมขึ้น "ไอ้เด็กเนรคุณ! แกกล้าอวดดีกับผู้ใหญ่เรอะ! วันนี้ถ้าแกไม่ยอมเซ็นชื่อโอนบ้าน ฉันจะไปฟ้องหัวหน้าคอมมูนให้มาขับไล่พวกแกออกจากหมู่บ้าน!" เฉินเว่ยหันไปมองจ้าวซื่อด้วยหางตา รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างชัดเจน เขาไม่ได้เอמהปากตอบโต้คำขู่ไร้สารៈนั้น แต่กลับหันไปมองหลี่มู่ฮุ่ยที่ยืนมองเขาด้วยแววตาซับซ้อน ท่ามกลางความเงียบงันที่น่าอึดอัด จู่ๆ ก็มีเสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ดังขึ้นที่หน้าประตูบ้าน พร้อมกับเสียงเคาะไม้กระแทกพื้นดังปึงปัง ตามมาด้วยเสียงตะโกนแหบแห้งแต่ทรงอำนาจของ "ผู้ใหญ่บ้านหลี่" ที่ดังทะลุเข้ามาในบ้าน "เฉินต้าเหอ! แกมาทำอะไรเสียงดังโวยวายอยู่ที่นี่! แล้วนั่น... เสียงใครบอกว่าจะขับไล่ใครนะ?!" เฉินต้าเหอยังไม่ทันได้หันไปอธิบาย สีหน้าของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นซีดเผือดราวกับกระดาษทิชชูเปียกน้ำ เมื่อเงาของใครบางคนก้าวพ้นธรณีประตูเข้ามาในแสงตะวันยามสาย บุคคลที่ก้าวเข้ามาหาใช่ผู้ใหญ่บ้านหลี่ตามที่คาดการณ์ไว้ไม่ หากแต่เป็นชายชราในชุดเสื้อคลุมสีเทาเก่าคร่ำคร่ำ ผู้สวมแว่นตากรอบทองเลนส์หนา และมีท่าทีเยือกเย็นราวกับหลุดออกมาจากภาพถ่ายโบราณ—ชายผู้ซึ่งกุมอำนาจเบ็ดเสร็จในการอนุมัติ "ตั๋วอุตสาหกรรม" และใบอนุญาตค้าขายทั้งหมดของอำเภอ! และที่สำคัญที่สุด... ในมือของชายชราผู้นั้น กำลังถือเอกสารสัญญาซื้อขายที่ดินแปลงที่เฉินต้าเหอกำลังหมายปองอยู่พอดี! ... *(โปรดติดตามตอนต่อไป)* --- ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางทะลุมิติไปกับผม แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนยุทธภพพลิกมิติ ลุยธุรกิจยุค 70 นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%