"ถ้าแกกล้าขยับเครื่องจักรชิ้นนี้แม้แต่นิ้วเดียว ศาลาประชาคมวันนี้จะไม่มีที่ให้พวกแกยืนซุกหัวนอน!"
เสียงตบโต๊ะไม้สนจนถาดชาสั่นกระเด็นดังลั่นห้องประชุมใหญ่ กลิ่นอายความโกรธเกรี้ยวและกลิ่นใบชาคั่วไหม้ลอยตลบอบอวล ปะปนกับความกดดันที่แผ่ออกมาจากชายวัยกลางคนร่างท้วม สวมเสื้อคลุมผ้าฝ้ายสีหม่นกระดุมจีน—ผู้ใหญ่บ้านจ้าว ผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแห่งหมู่บ้านหง Hงและเครือข่ายสหกรณ์การเกษตรเก่ามานานกว่าสองทศวรรษ
เฉินเว่ยชะงักค้างไปชั่วเสี้ยววินาที ดวงตาดำขลับหรี่ลงอย่างเฉียบคม รังสีอำมหิตพวยพุ่งขึ้นจากร่างในพริบตาเดียว!
บรรยากาศในห้องประชุมอุณห็ภูมิลดฮวบลงจนน่าใจหาย สมาชิกในคณะกรรมการหมู่บ้านหลายคนถึงกับกลืนน้ำลายฝืดคอโดยไม่รู้ตัว พวกเขาต่างรู้ดีว่าสายตาคู่ที่กำลังจ้องมองผู้ใหญ่บ้านจ้าวนั้น ไม่ใช่สายตาของชาวนาหนุ่มผู้ยากไร้ในยุคเจ็ดสิบ แต่เป็นสายตาของนักล่าที่พร้อมปลิดชีพเหยื่อได้ทุกเมื่อ
เฉินเว่ยไม่ได้ขยับตัวแม้แต่น้อย เขายังคงนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่เก่าๆ มือข้างหนึ่งหมุนถาดกระเบื้องเคลือบสีขาวลายครามเล่นอย่างใจเย็น นิ้วเรียวยาวเคาะลงบนขอบถาดเป็นจังหวะสม่ำเสมอ... ตึ๊ก... ตึ๊ก... ทุกเสียงเคาะเปรียบเสมือนเข็มนาฬิกาแห่งความตายที่นับถอยหลังความอดทนของอีกฝ่าย
"ผู้ใหญ่บ้านจ้าว..." เฉินเว่ยเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่ากังวานลึกราวกับมาจากหุบเขาพันปี "ท่านกำลังใช้คำสั่งของสหกรณ์ หรือใช้อำนาจส่วนตัวที่กลัวว่า 'ความลับ' ในสมุดบัญชีสามเล่มนั้นจะถูกแสงสว่างแผดเผาจนหมดกันแน่?"
เปรี้ยง!
ราวกับมีสายฟ้าฟาดลงกลางห้อง ใบหน้าอ้วนท้วมของผู้ใหญ่บ้านจ้าวแปรเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำสลับแดงก่ำในพริบตา เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนเต้นตุบๆ มือหนาสั่นเทาชี้หน้าเฉินเว่ย
"ไอ้... ไอ้เด็กเหลือขอ! แกกล้าดียังไงมากล่าวหาฉัน! เครื่องจักรปั่นด้ายและเครื่องสีข้าวพลังงานไอน้ำพวกนี้ มันคือภัยคุกคามต่อวิถีชีวิตดั้งเดิมของพวกเรา! บรรพบุรุษทำนาด้วยเคียวและแรงงานคนมาเป็นร้อยปี จู่ๆ แกจะเอาเหล็กไหลไร้จิตวิญญาณพวกนี้มาแย่งงานคนในหมู่บ้านเหรอ? แกมันเห็นแก่ตัว คิดแต่จะกอบโกยผลประโยชน์เข้ากระเป๋าตัวเอง!"
เสียงคำรามของผู้ใหญ่บ้านจ้าวถูกสมุนบริวารที่ยืนล้อมรอบห้องส่งเสียงขานรับทันที เกิดเสียงฮือฮาและเสียงด่าทอกดดันจากกลุ่มคนหัวเก่าที่นั่งอยู่แถวหลัง พวกเขาคือกลุ่มแรงงานอาวุโสและสมาชิกสหกรณ์รุ่นเดอะที่เสียผลประโยชน์ หากเทคโนโลยีใหม่เข้ามาแทนที่ระบบผูกขาดเดิมที่พวกเขาเคยสูบเลือดเนื้อชาวบ้าน
หลี่มู่ฮุ่ย ซึ่งยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหลังเฉินเว่ย ก้าวออกมาครึ่งก้าว สายตาของนางคมกริบไม่แพ้สามี มือเรียวกำชายเสื้อแน่นเพื่อระงับความตื่นตระหนก แต่น้ำเสียงที่เปล่งออกมากลับหนักแน่นและเยือกเย็นยิ่ง
"วิถีชีวิตดั้งเดิมที่ท่านพูดถึง คือการที่ชาวบ้านต้องยอมขายผลผลิตครึ่งหนึ่งให้พวกท่านในราคาถูกเป็นเศษทานกระนั้นหรือคะ ผู้ใหญ่บ้านจ้าว?" หลี่มู่ฮุ่ยยิ้มหยันที่มุมปาก "หรือว่าสิ่งที่พวกท่านกลัวจริงๆ ไม่ใช่เครื่องจักร... แต่กลัวว่าชาวบ้านจะลืมตาอ้าปากได้ จนไม่มีใครยอมก้มหัวกู้เงินนอกระบบจากพวกท่านอีกต่อไปต่างหาก!"
"นางผู้หญิงปากจัด! ที่นี่ไม่มีสิทธิให้ผู้หญิงสอดปากพูดจา!" ชายร่างสูงใหญ่ ลูกน้องคนสนทรของจ้าว ตบโต๊ะลุกขึ้นยืนพร้อมเงื้อมือหมายจะพุ่งเข้าหาหลี่มู่ฮุ่ยเพื่อข่มขวัญ
แต่ทว่า... ช้าเกินไป!
ชั่วพริบตาที่เงานั้นขยับ เฉินเว่ยไม่ได้แม้แต่จะลุกขึ้นยืน เขาสะบัดปลายนิ้วเพียงเบาๆ เศษไม้จิ้มฟันที่วางอยู่บนโต๊ะพุ่งแหวกอากาศออกไปด้วยความเร็วสูงราวกับกระสุนปืน!
ปั๊ก!
"โอ๊ย!"
เศษไม้จิ้มฟันฝังลึกเข้าที่ข้อมือของชายร่างยักษ์จนเลือดสีแดงสดซึมทะลุเสื้อ แรงกระแทกมหาศาลทำให้เขาหงายหลังล้มตึงชนเข้ากับชั้นวางเอกสารล้มระเนระนาด เสียงข้าวของแตกกระจายดังสนั่นหวั่นไหว
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมห้องประชุมทันที ทุกคนอ้าปากค้างด้วยความตื่นตะลึง พวกเขาไม่แม้แต่จะมองทันด้วยซ้ำว่าเฉินเว่ยใช้อาวุธหรือวิธีใดในการจัดการชายร่างยักษ์ผู้นั้น รังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากร่างของเฉินเว่ยในตอนนี้ หนักหน่วงเสียจนทำให้ทุกลมหายใจของคนในห้องติดขัดราวกับถูกบีบคอ
"กฎของข้ามีอยู่ว่า..." เฉินเว่ยค่อยๆ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เงาของเขาแผ่ทาบทับร่างของผู้ใหญ่บ้านจ้าวที่นั่งตัวสั่นเทา "ใครก็ตามที่กล้าชักสีหน้าใส่ภรรยาของข้า หรือกล้าแตะต้องทรัพย์สินในโครงการพัฒนาเศรษฐกิจยุคใหม่นี้... จุดจบของมันจะไม่ใช่แค่การล้มลงไปนอนกับพื้นอย่างแน่นอน"
สายตาดำขลับคู่นั้นกวาดมองไปรอบห้องราวกับพญายมราชเลือกเหยื่อ ไม่มีใครกล้าสบตา ไม่มีใครกล้าส่งเสียงขู่คำรามอีกต่อไป แม้แต่ผู้ใหญ่บ้านจ้าวยังต้องถอยหลังกรูดจนสะโพกกระแทกพนักเก้าอี้ เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มใบหน้าอ้วนท้วม
"พวก... พวกแกคิดว่าจะชนะพวกเราได้เหรอ?" ผู้ใหญ่บ้านจ้าวเค้นเสียงสั่นเครือออกมาอย่างยากลำบาก "จำไว้... พรุ่งนี้เช้า ทางอำเภอจะส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบใบอนุญาตโรงงานของแก! หากไม่มีเอกสารรับรองจากส่วนกลาง เครื่องจักรพวกนี้จะถูกยึดเป็นของหลวง และพวกแกทั้งหมดจะต้องติดคุกฐานทำลายเศรษฐกิจส่วนรวม!"
เฉินเว่ยเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มเยارเยือกผุดขึ้นที่มุมปากอย่างน่าสะพรึงกลัว
"ใบอนุญาตจากส่วนกลางงั้นหรือ?" เฉินเว่ยหัวเราะในลำคอเบาๆ "ท่านผู้ใหญ่บ้าน ท่านช่างมั่นใจเหลือเกินว่าคนของอำเภอจะฟังคำสั่งของท่าน... โดยไม่รู้เลยว่าตอนนี้ 'ใคร' กำลังเดินทางมาที่หมู่บ้านแห่งนี้"
สิ้นคำพูดของเฉินเว่ย เสียงเครื่องยนต์รถยนต์จี๊ปทหารรุ่นหายากก็ดังกระหึ่มฝ่าสายหมอกยามสายเข้ามาจอดเทียบท่าหน้าศาลาประชาคม เสียงรองเท้าคอมแบตกระทบพื้นดังเป็นจังหวะพร้อมเพรียง ทหารยศนายพันผู้หนึ่งเดินนำหน้าเจ้าหน้าที่ตรวจสอบจากส่วนกลางก้าวเข้ามาในห้องประชุมอย่างองอาจ พร้อมกับแฟ้มเอกสารตราครุฑสีทองเล่มหนาในมือ
ผู้ใหญ่บ้านจ้าวหน้าถอดสีทันที ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจสุดขีดเมื่อเห็นใบหน้าของนายทหารผู้นั้นชัดเจน
"ทะ... ท่านผู้กองหลิน! มา... มาที่นี่ได้อย่างไรกันครับ?"
นายทหารยศนายพันไม่แม้แต่จะชายตามองผู้ใหญ่บ้านจ้าว เขาก้าวตรงมาหยุดยืนตรงหน้าเฉินเว่ย ก่อนจะยกมือวันทยาหัตถ์ทำความเคารพอย่างนอบน้อม ทำเอาทุกคนในห้องอ้าปากค้างจนคางแทบหลุด
"ท่านเฉินเว่ย! คำสั่งพิเศษจากเบื้องบนมาถึงแล้วครับ เอกสารรับรองสิทธิ์การพัฒนาเทคโนโลยีและเขตเศรษฐกิจพิเศษเสรี ได้รับการอนุมัติและลงนามโดยท่านรัฐมนตรีโดยตรงเรียบร้อยแล้วครับ!"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางพลิกชะตายุค 70 ไปด้วยกันนะครับ!
เซียนยุทธภพพลิกมิติ ลุยธุรกิจยุค 70•ตอนที่ 23
การต่อต้านจากผู้มีอำนาจเก่า
ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนยุทธภพพลิกมิติ ลุยธุรกิจยุค 70 นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!