เสียงก๊อกน้ำเหล็กขึ้นสนิมในมุมห้องครัวทรุดโทรมดังเอี๊ยดอ๊าด หยดน้ำสีสนิมไหลรินลงสู่ถังไม้เก่าทีละหยด... ติ๋ง... ติ๋ง...
เฉินเว่ยยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าอ่างล้างหน้าสายตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทอดมองเงาสะท้อนของตนเองในกระจกเงาบานเล็กที่เต็มไปด้วยคราบฝุ่นหนาเตอะ ร่างกายที่สะท้อนอยู่ในนั้นช่างอ่อนแอและน่าสมเพชในสายตาของอดีตเจ้าสำนักผู้เคยเหยียบย่างข้ามผ่านหุบเขาสวรรค์ กล้ามเนื้อลีบแบน ไหล่ห่อกว้างไม่ถึงคืบ และร่องรอยความอดอยากที่ฝังรากลึกตามโหนกแก้ม นี่คือร่างของชายหนุ่มในยุคทศวรรษที่ 70 ที่แทบจะไม่มีแรงแม้แต่จะแบกกระสอบข้าวสารขึ้นเกวียน
"สภาพย่ำแย่เสียจนน่าขัน..." เฉินเว่ยพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่กังวานลึก ความเย็นชาพาดผ่านแววตาคู่คม
"พี่เว่ยคะ..."
เสียงหวานเจือความกังวลดังขึ้นเบาๆ ที่กรอบประตู หลี่มู่ฮุ่ยยืนถือผ้าขนหนูผืนเก่าสีซีดจางอยู่ในมือ ดวงตาคู่กลมโตมองสามีด้วยความรู้สึกที่อ่านยาก นางเห็นแววตาที่เปลี่ยนไปของเขาตั้งแต่วันที่ฟื้นไข้ แววตาที่ไม่ได้มีความหวาดกลัวต่อความยากจนข้นแค้น หรือความกดดันจากสายตาดูแคลนของคนในหมู่บ้านอีกต่อไป แต่มันคือแววตาของพญาอินทรีที่กำลังรอเวลาสางปีก
เฉินเว่ยหันกลับไป รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากเพื่อคลายความกังวลให้ภรรยา "เจ้าตื่นเช้าเสียจริง มู่ฮุ่ย"
"ข้า... ข้าเป็นห่วงท่าน ท่านดูแปลกไปตั้งแต่เมื่อวาน" นางก้าวเข้ามาใกล้ ชายตามองฝ่ามือของเขาที่วางอยู่บนขอบโต๊ะไม้ "ร่างกายของท่านเพิ่งจะหายไข้ป่า อย่าเพิ่งหักโหมงานหนักเลยครับ... เอ๊ย... หมายถึง อย่าเพิ่งฝืนตัวเองเลยนะคะ... เอ้ย... พี่หมายถึง อย่าเพิ่งทำอะไรเกินกำลัง" นางหน้าแดงขึ้นมาทันทีเมื่อเผลอใช้สรรพนามที่สามีชอบใช้
เฉินเว่ยหัวเราะในลำคอเบาๆ ความอบอุ่นสายหนึ่งไหลผ่านหัวใจที่ด้านชามานานนับร้อยปี เขาเอื้อมมือไปแตะไหล่บางของภรรยาเบาๆ "วางใจเถอะ ข้าแค่อยืดเส้นยืดสาย ร่างกายที่ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงในยุคสมัยที่ปลาใหญ่กินปลาเล็กเช่นนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับเนื้อบนเขียงที่รอวันถูกเชือดหรอกนะ"
คำพูดนั้นเรียบง่าย ทว่าทรงพลังจนหลี่มู่ฮุ่ยถึงกับชะงักงัน นางรู้สึกได้ถึงกระแสลมปราณที่แผ่ออกมาจากฝ่ามือของเขาโดยไร้ที่มา แม้จะเป็นเพียงชั่วพริบตาเดียว แต่มันก็ทำให้หัวใจของนางเต้นระส่ำอย่างไม่ทราบสาเหตุ
"ข้าจะไปฝึกสมาธิที่หลังบ้าน อย่าให้ใครมารบกวนเป็นอันขาด แม้แต่ผู้ใหญ่บ้านหลี่ก็ตาม"
น้ำเสียงของเฉินเว่ยเฉียบขาดไร้ซึ่งช่องให้โต้แย้ง หลี่มู่ฮุ่ยทำได้เพียงพยักหน้ารับช้าๆ อย่างจำยอม
ณ บริเวณลานดินด้านหลังบ้านพักซึ่งถูกล้อมรอบด้วยรั้วไม้ไผ่ผุพัง เฉินเว่ยทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิบนพื้นดินเย็นเฉียบ ท่ามกลางหมอกจางๆ ยามใกล้รุ่งของชนบทห่างไกล ลมหายใจเข้าออกของเขาเริ่มปรับเปลี่ยนจังหวะ มันไม่ใช่การหายใจเข้าปอดแบบมนุษย์ปุถุชนทั่วไป หากแต่เป็นการดึงเอาพลังงานบริสุทธิ์จากธรรมชาติรอบตัวเข้าสู่จุดตันtian (ตันเถียน) ตามเคล็ดวิชา "คัมภีร์บรรพกาลกลืนนภา" ที่ติดตัวเขาข้ามภพข้ามชาติมา
*ฟู่...*
ลมหายใจออกยาวเหยียดกลายเป็นไอสีขาวพวยพุ่งออกจากจมูก ทันใดนั้น กล้ามเนื้อทั่วร่างของเฉินเว่ยก็กระตุกเกร็ง เส้นเลือดดำปูดโปーンขึ้นตามลำแขนและลำคอ ราวกับมีหนอนตัวเล็กๆ นับพันกำลังไต่อยู่ใต้ผิวหนัง ความเจ็บปวดรวดร้าวราจะฉีกร่างเป็นชิ้นๆ แผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูรูขุมขน นี่คือกระบวนการ "ชำระไขกระดูก ล้างมลทินโลก" เพื่อขับพิษและเศษอาหารขยะออกจากร่างกายที่อ่อนแอของยุค 70
"อึก..." เฉินเว่ยกัดฟันแน่นจนกรามแทบแตก เหงื่อกาฬไหลพรั่งพรูออกมาจากFรมหน้าผากจนเสื้อผ้าเปียกชุ่มภายในเวลาไม่ถึงนาที
ในโลกยุค 70 ที่เต็มไปด้วยความขาดแคลน อาหารการกินไม่เพียงพอ สารอาหารในร่างกายของชาวบ้านล้วนต่ำเตี้ยเรี่ยดิน แต่วิชาเซียนระดับปรมาจารย์หาได้แค้นเคืองข้อจำกัดเหล่านี้ไม่ พลังปราณที่ถูกโคจรไปทั่วร่างเริ่มทำหน้าที่แทนยาอายุวัฒนะ มันกัดกินไขมันส่วนเกิน ซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่ฉีกขาด และหล่อหลอมกระดูกให้แข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้า
เสียงกระดูกลั่นกรอบดัง "กร๊อบ... กร๊อบ..." น่ากลัวราวกับกิ่งไม้แห้งหัก ร่างกายที่เคยผอมแห้งแรงน้อยค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้นอย่างช้าๆ ไหล่ที่เคยห่อกลับผึ่งผายตั้งตรง กล้ามเนื้อเรียงตัวกันอย่างสมส่วนราวกับผลงานศิลปะชิ้นเอกของประติมากรผู้ยิ่งใหญ่
นี่ไม่ใช่แค่การออกกำลังกาย แต่มันคือการ "ฝืนลิขิตสวรรค์" สร้างกายเนื้ออมตะขึ้นมาใหม่ท่ามกลางความแหง้นแล้งของยุคสังคมนิยมคอมมิวนิสต์!
ผ่านไปเนิ่นนานเท่าใดไม่มีใครล่วงรู้ จนกระทั่งแสงอาทิตย์สีส้มสาดส่องทะลุผ่านกลุ่มเมฆลงมาทาบทับแผ่นหลังเปลือยเปล่าของเฉินเว่ย หยาดเหงื่อบนผิวหนังของเขากลับกลายเป็นคราบไคลสีดำส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้ง ซึ่งนั่นคือของเสียและสารพิษสะสมที่ถูกขับออกมาจนหมดสิ้น
เฉินเว่ยลืมตาขึ้นช้าๆ
*เปรี้ยง!*
ประกายแสงสีทองสว่างวาบขึ้นในดวงตาทั้งสองข้างก่อนจะเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว เขายกมือขึ้นกำหมัดแน่น อากาศรอบฝ่ามือถึงกับเกิดเสียงระเบิดเบาๆ จากแรงดันลมปราณที่อัดแน่น พลัง พลังมหาศาลที่คุ้นเคยได้ไหลกลับคืนสู่ร่างของเขาแล้ว แม้จะยังไม่ถึงหนึ่งในสิบของชาติก่อน แต่นี่ก็เพียงพอที่จะทำให้เขากลายเป็น "ยอดมนุษย์" ในสายตาของคนยุคนี้อย่างแน่นอน
"ฮี่ๆๆ... นายท่านผู้ยิ่งใหญ่ เกรงว่าท่านคงจะใช้แรงมากเกินไปกระมัง ร่างกายมนุษย์ยุคนี้เปราะบางเสียยิ่งกว่ามดปลวก ระวังมันจะระเบิดใส่หน้าเอานะครับ"
เสียงหัวเราะเยาะเย้ยอันคุ้นเคยดังขึ้นในห้วงความคิด เฉินเว่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาไม่ได้สนใจเสียงรบกวนนั้น เพราะในขณะเดียวกัน หูอันเฉียบคมระดับเซียนของเขาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่กำลังเดินตรงเข้ามายังรั้วบ้านของเขา พร้อมกับเสียงสนทนาที่เต็มไปด้วยเจตนาร้าย
"เฮ้ย! ไอ้คุณเฉิน แกมุดหัวอยู่ที่ไหนวะ! วันนี้ถึงกำหนดส่งส่วยส่งออกข้าวสารประจำเดือนของคอมมูนแล้วนะเว้ย ถังเป่าหัวหน้าฝ่ายผลิตสั่งมา ถ้าบ้านแกไม่มีจ่าย มึงเตรียมตัวไสมือก้นครัวไปนอนในคอกหมูได้เลย!"
เสียงตะโกนหยาบคายดังลั่นพร้อมกับเสียงถีบประตูรั้วไม้ไผ่พังโครมลงมาอย่างไม่เกรงใจใคร
เฉินเว่ยค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างสง่างาม เขาหยิบเสื้อผ้าเก่าๆ มาสวมทับเรือนร่างที่บัดนี้เต็มไปด้วยมัดกล้ามทรงพลัง แววตาที่ทอดมองไปยังผู้มาเยือนเต็มไปด้วยความเยือกเย็นดุจน้ำแข็งพันปี
หน้าประตูลานบ้าน ปรากฏร่างของ "จ้าวเฉียง" อันธพาลประจำหมู่บ้านผู้เป็นมือขวาของถังเป่า พร้อมด้วยลูกสมุนถือท่อนไม้อีกสามคนกำลังเดินกร่างเข้ามาด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม
"ดูท่าทางไอ้ขี้โรค, วันนี้มันคงอยากลิ้มรสความเจ็บปวดแทนข้าวต้มชามแรกของวันสินะครับ..." จ้าวเฉียงแสยะยิ้ม แยกเขี้ยวขาวน่าเกลียด
เฉินเว่ยแค่นยิ้มมุมปาก ก้าวเท้าเดินออกไปรับหน้าทีละก้าวอย่างมั่น
--------------------------------------------------
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางพลิกชะตากรรมไปด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
เฉินเว่ยสายลุย
เซียนยุทธภพพลิกมิติ ลุยธุรกิจยุค 70•ตอนที่ 17
วิชาลมปราณและการฟื้นฟูร่างกาย
ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนยุทธภพพลิกมิติ ลุยธุรกิจยุค 70 นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!