เซียนยุทธภพพลิกมิติ ลุยธุรกิจยุค 70•ตอนที่ 26

นวัตกรรมการแปรรูปอาหาร

ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
กลิ่นฉุนกึกของน้ำส้มสายชูกำลังผสมกับกลิ่นหอมหวานของกากน้ำตาลในหม้อดินเผาขนาดใหญ่ รลอยตลบอบอวลไปทั่วห้องครัวคับแคบของสหกรณ์หมู่บ้าน เฉินเว่ยใช้ไม้พายเนื้อหนาคนส่วนผสมของเสียบ๊วยและผลไม้ป่ารสเปรี้ยวจัดที่ชาวบ้านต่างพากันมองว่าเป็น ‘ขยะไร้ค่า’ จนขึ้นฟองปุดๆ แววตาคมกริบภายใต้แสงไฟสลัวจากตะเกียงน้ำมันก๊าดฉายประกายความเด็ดเดี่ยวอย่างไร้ความลังเล สำหรับคนในยุคปี 1970 ผลไม้ป่าที่ร่วงหล่นเน่าเสียตามพื้นป่าคือภาระที่เก็บกวาดทิ้ง แต่สำหรับอดีตเจ้าสำนักผู้ผ่านความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วน สิ่งเหล่านี้คือ ‘วัตถุดิบชั้นเลิศ’ ที่รอเวลาถูกปลุกชีพขึ้นมาสร้างมูลค่ามหาศาล “พี่เว่ย... กลิ่นมันเริ่มแปลกๆ แล้วนะครับ หัวหน้าฝ่ายผลิตจากคอมมูนอำเภอเดินตรวจดูรอบโรงงานแล้ว สีหน้าเขาไม่ค่อยสู้ดีเลย เขาบอกว่าถ้าเรายังดันทุรังเอาของเน่าเสียพวกนี้มาทำเป็นสินค้า อาจจะถูกร้องเรียนเรื่องความปลอดภัยของอาหารได้นะครับ” หลี่มู่ฮุ่ยเดินเข้ามาใกล้ พลางยื่นผ้าชุบน้ำหมาดๆ ให้สามี ดวงตาคู่งามฉายแววกังวลอย่างปิดไม่มิด มือเรียวบางที่ผ่านการทำงานหนักมานานสั่นเล็กน้อยยามจับชายเสื้อของเฉินเว่ยไว้ หล่อนไม่ได้กลัวความยากจน เพราะความยากจนคือสิ่งที่หล่อนเผชิญมาทั้งชีวิต แต่หล่อนกลัวว่าความพยายามและหยาดเหงื่อของสามีจะพังทลายลงในพริบตาจากสายตาจับผิดของพวกข้าราชการระดับอำเภอ เฉินเว่ยหยุดมือที่กำลังคนหม้อ กลิ่นไอร้อนระอุพุ่งเข้าปะทะใบหน้าคมคาย เขาหันมามองภรรยาด้วยแววตาที่เยือกเย็นและมั่นคงราวกับขุนเขา มือหนาวางไม้พายลงบนโต๊ะไม้ไผ่ ก่อนจะเอื้อมไปกุมมือที่เย็นเฉียบของมู่ฮุ่ยไว้เบาๆ เพื่อถ่ายทอดความอบอุ่น “ปล่อยให้พวกเขาพูดไปเถอะครับ มู่ฮุ่ย” น้ำเสียงทุ้มนุ่มแต่หนักแน่นดั่งประกาศิตดังขึ้น “คนทั่วไปมองเห็นแค่เศษซากที่เน่าเปื่อย แต่เซียน... มองเห็นทองคำที่ถูกฝังกลบ ความหวาดกลัวของคนพวกนั้นเกิดจากความไร้ความรู้ ความสำเร็จของเราในวันนี้ จะเป็นตบหน้าที่ฉาดใหญ่ที่สุดใส่พวกที่ชอบนั่งรอส่วนแบ่งบนโต๊ะทำงาน” ในจังหวะนั้นเอง ประตูไม้กระดานของโรงงานแปรรูปชั่วคราวก็ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้มารยาท เสียงรองเท้าบูทหนังย่ำลงบนพื้นดินโคลนดังปึงปัง “เฉินเว่ย! แกกำลังทำบ้าอะไรอยู่!” เสียงตะคอกของ ‘จางเฉียง’ รองหัวหน้าฝ่ายเสบียงประจำอำเภอผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเคี่ยวและคอร์รัปชันดังลั่น เขาเดินนำหน้าลูกน้องสองคนเข้ามาในห้องครัว สายตาดุดันกวาดมองหม้อดินเผาขนาดใหญ่และลังไม้ที่บรรจุขวดแก้วรีไซเคิลด้วยความดูถูกเหยียดหยาม “ทางอำเภอส่งพวกแกมาปฏิรูปการผลิต ไม่ใช่ให้มาต้มกวนขยะส่งกลิ่นเหม็นเน่าสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน! เอกสารขออนุญาตแปรรูปอาหารก็ยังไม่ผ่าน แถมยังเอาผลไม้ป่ารสชาติห่วยแตกพวกนี้มาหลอกลวงประชาชนอีก แบบนี้มันเข้าข่ายทำลายเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของคอมมูนนะเว้ย!” ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ลูกจ้างชาวบ้านที่กำลังช่วยงานอยู่รอบๆ ต่างพากันก้มหน้าหลบสายตาด้วยความหวาดกลัว รัศมีอำนาจกดดันจากข้าราชการระดับอำเภอไม่ใช่สิ่งที่ชาวบ้านธรรมดาจะต่อกรได้ง่ายๆ ทว่า เฉินเว่ยกลับไม่แม้แต่จะสะดุ้งสะเทือน เขายังคงยืนตัวตรงเป็นสง่า รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างเยือกเย็น ชายหนุ่มค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้โต๊ะทำงาน หยิบขวดแก้วทรงรีที่ผ่านการล้างทำความสะอาดจนใสปิ๊งขึ้นมาขวดหนึ่ง ภายในบรรจุของเหลวสีอำพันเข้มข้นที่เพิ่งเคี่ยวเสร็จใหม่ๆ และผ่านการกรองจนเนื้อเนียนละเอียด “รองหัวหน้าจางครับ ใจเย็นๆ ก่อนสิครับ” เฉินเว่ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงสุภาพ ทว่าแฝงความเฉียบคมไว้ทุกอณู “ท่านบอกว่านี่คือ ‘ขยะ’ งั้นหรือครับ? ท่านเคยมองให้ลึกกว่าเปลือกนอกบ้างไหมว่า ในยุคที่น้ำตาลทรายและข้าวสารหายากเช่นนี้ ประชาชนในเมืองหลวงและเมืองท่าทางใต้เขากำลังโหยหาสิ่งใดอยู่?” จางเฉียงแค่น 2 เสียงในลำคอ “ของป่าไร้ค่า จะมีค่าอะไรมากกว่าเศษดินโคลน! อย่ามาพูดจาหลอกเด็กหน่อยเลย เฉินเว่ย ถ้าแกยังไม่หยุดการกระทำนี้ ฉันจะใช้สิทธิ์ยึดอุปกรณ์ทั้งหมด และสั่งปิดโรงงานของแกในฐานะภัยสังคมเดี๋ยวนี้!” “ถ้าเช่นนั้น... เชิญชิมดูก่อนสักคำสิครับ แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะปิดหรือจะสนับสนุน” เฉินเว่ยไม่รอให้จางเฉียงปฏิเสธ เขารินน้ำเชื่อมเข้มข้นรสเปรี้ยวอมหวานที่ผสมผสานระหว่างบ๊วยป่าและผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ลงในถ้วยกระเบื้องเคลือบเล็กๆ ยื่นส่งให้ด้วยท่าทีสง่างามราวกับฮ่องเต้กำลังพระราชทานโอสถทิพย์ จางเฉียงขมวดคิ้วมุ่นด้วยความรังเกียจ แต่ด้วยศักดิ์ศรีของการเป็นเจ้าหน้าที่รัฐและต้องการหาข้อบกพร่องมาเล่นงานเฉินเว่ยให้ตายคามือ เขาจึงคว้าถ้วยกระเบื้องนั้นขึ้นมาซดรวดเดียวหมด ความเงียบสงัดเข้าครอบงำอีกครั้ง ทุกสายตาจับจ้องไปที่สีหน้าของรองหัวหน้าจาง ในตอนแรก ดวงตาของจางเฉียงหรี่ลงด้วยความเตรียมพร้อมที่จะด่าทอ แต่ทว่า... ทันทีที่รสชาติเปรี้ยวอมหวานละมุนลิ้นตัดกับความเค็มและกลิ่นหอมของเครื่องเทศสูตรลับเฉพาะกระจายไปทั่วโพรงปาก ความรู้สึกสดชื่นราวกับยืนอยู่กลางทุ่งหญ้าในฤดูใบไม้ผลิก็พุ่งพล่านขึ้นมา รสชาติที่ซับซ้อน กลมกล่อม และกระตุ้นต่อมรับรสได้อย่างรุนแรง ทำให้ชายผู้เย่อหยิ่งถึงกับนิ่งค้างไปชั่วขณะ ริมฝีปากที่อ้าจะด่าทอเมื่อครู่ปิดสนิทโดยอัตโนมัติ หลี่มู่ฮุ่ยลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างตื่นเต้น หล่อนแอบมองปฏิกิริยาของอีกฝ่ายด้วยหัวใจที่เต้นระส่ำ “นี่มัน... รสชาติอะไรกัน...” จางเฉียงพึมพำออกมาเบาๆ อย่างลืมตัว ดวงเบิกกว้างด้วยความทึ่ง มันไม่ใช่รสชาติของผลไม้เน่าเสียอย่างที่เขากล่าวหา แต่มันคือ ‘ซอสปรุงรสผลไม้’ ที่มีความเข้มข้นและสามารถนำไปจิ้มกับเนื้อย่าง หรือละลายทำเป็นเครื่องดื่มชูกำลังยามทำงานหนักได้อย่างยอดเยี่ยม! “นี่คือ ‘นวัตกรรมการแปรรูปอาหาร’ ครับ” เฉินเว่ยกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงทรงพลัง แววตาสบประสานกับจางเฉียงอย่างไร้ความเกรงกลัว “ผลไม้ที่เก็บกินสดไม่ได้ นำมาผ่านกระบวนการหมักและเคี่ยวด้วยความร้อนจนกลายเป็นซอสถนอมอาหาร เก็บรักษาไว้ได้เป็นปี เพิ่มมูลค่าจากศูนย์หยวนให้กลายเป็นขวดละสองหยวนได้ทันที... รองหัวหน้าจางครับ ท่านคิดว่า ตลาดมืดในเมืองใหญ่ หรือแม้แต่สหกรณ์การค้าประจำมณฑล จะต้องการสินค้าที่ช่วยเพิ่มรสชาติให้อาหารอันจืดชืดในยุคนี้มากแค่ไหนกันครับ?” จางเฉียงมองหน้าเฉินเว่ยสลับกับขวดน้ำเชื่อมสีอำพันในมือ ความโลภและความทะเยอทะยานเริ่มฉายชัดขึ้นในแววตาของข้าราชการผู้ฉฉ้อฉล เขารู้ทันทีว่าสิ่งนี้ไม่ใช่แค่สินค้าธรรมดา แต่มันคือ ‘ขุมทรัพย์’ ที่สามารถทำเงินมหาศาล และถ้าเขาฉลาดพอ เขาสามารถกอบโกยผลประโยชน์จากมันได้มหาศาลเช่นกัน “เฉินเว่ย... แกนี่มันร้ายกาจจริงๆ” จางเฉียงหัวเราะออกมาเสียงแห้ง แววตาเปลี่ยนจากความดูถูกเป็นความเจ้าเล่ห์ “แต่การผลิตสินค้าจำนวนมากแบบนี้ ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล และที่สำคัญ... ทางการยังไม่ได้ออกใบอนุญาตอย่างเป็นทางการ ถ้าฉันรายงานเรื่องนี้ขึ้นไปล่ะก็... แกก็รู้นะว่าจะเกิดอะไรขึ้น” การข่มขู่เชิงผลประโยชน์เริ่มต้นขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าที่คาด เฉินเว่ยยิ้มเย็นในใจ เขารู้ดีว่าสุนัขย่อมต้องการเศษเนื้อชิ้นโตเพื่อแลกกับการไม่เห่าห่า ในยุคสมัยที่กฎหมายยังหลวมและอำนาจรัฐกระจายศูนย์ การเจรจาต่อรองด้วยผลประโยชน์คือหนทางเดียวที่จะเอาตัวรอด “ถ้าเช่นนั้น... เรามาตกลงกันแบบลูกผู้ชายดีกว่าครับรองหัวหน้าจาง” เฉินเว่ยโน้มตัวเข้าไปกระซิบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา แต่ทรงพลังพอที่จะทำให้จางเฉียงต้องตั้งใจฟัง “ท่านอำนวยความสะดวกเรื่องใบอนุญาตและการขนส่งข้ามเขต ส่วนผม... จะแบ่งส่วนแบ่งยอดขายให้ท่านสิบเปอร์เซ็นต์ทุกสิ้นเดือน และที่สำคัญ... สูตรการผลิตนี้ จะมีเพียงท่านกับผมเท่านั้นที่รู้ดีที่สุด” จางเฉียงนิ่งอึ้ง หัวใจเต้นแรงด้วยความโลภ สิบเปอร์เซ็นต์จากธุรกิจที่กำลังจะเติบโตเป็นระดับมณฑล นั่นมันเงินจำนวนเท่าไหร่กัน! รอยยิ้มจอมปลอมฉาบบนใบหน้าของเขาอีกครั้ง กำลังจะอ้าปากตอบรับข้อเสนออันหอมหวานนั้น ทว่า ในวินาทีที่ทุกอย่างกำลังจะลงตัว เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบคู่ก็ดังขึ้นจากด้านนอกโรงงาน พร้อมกับเสียงตะโกนก้องที่ทำให้บรรยากาศในห้องเย็นเยียบลงถึงขั้วหัวกระดูก “หยุดการผลิตทั้งหมด! พวกคุณถูกจับกุมในข้อหาลักลอบผลิตสินค้าเถื่อนและติดสินบนเจ้าพนักงาน!” ประตูไม้กระดานถูกพังกระเด็นหลุดจากวงกบ ฝุ่นตลบอบอวลพร้อมกับร่างของชายในชุดเครื่องแบบสีเขียวเข้มคาดเข็มขัดหนังหนาเตอะก้าวเข้ามา พร้อมปืนไรเฟิลพกข้างที่ขึ้นลำพร้อมยิง นำโดย ‘สารวัตรหวัง’ ผู้ตรวจการพิเศษจากส่วนกลางที่ขึ้นชื่อเรื่องความเด็ดขาดและไม่เกรงใจใครหน้าไหนทั้งสิ้น! จางเฉียงหน้าถอดสีทันที ร่างท้วมสั่นเทาด้วยความตกใจกลัวจนทำถ้วยกระเบื้องในมือหลุดร่วงแตกกระจายบนพื้น เฉินเว่ยยังคงยืนนิ่งสงบ ใบหน้าคมคายไม่มีแม้แต่รอยตื่นตระหนก เขากวาดสายตามองไปยังสารวัตรหวังที่กำลังเดินตรงเข้ามาหา ก่อนที่สายตาจะไปสะดุดเข้ากับเงาร่างของใครบางคนที่ยืนหลบอยู่ด้านหลังสารวัตร—ใบหน้าคุ้นเคยที่เขาไม่คาดคิดว่าจะได้เห็นในดินแดนทุรกันดารแห่งนี้! ขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าวิกฤตครั้งนี้ไปกับเฉินเว่ยและมู่ฮุ่ยนะครับ
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนยุทธภพพลิกมิติ ลุยธุรกิจยุค 70 นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%