เสียงทุบไม้ดังสนั่นหวั่นไหวกลบเสียงลมหนาวที่พัดโหมกระหน่ำเข้ามาตามรอยแตกของฝาผนังดินดิบ เฉินเว่ยใช้หลังมือปาดเหงื่อที่ผุดพรายขึ้นตามไรผม กลิ่นอายของไม้สนเก่าและดินโคลนแห้งคละคลุ้งไปทั่วบริเวณโถงบ้านตระกูลเฉินที่บัดนี้ถูกรื้อถอนจนแทบไม่เหลือเค้าโครงเดิม
สายตาคมกริบกวาดมองคานไม้หลักที่ผุกร่อนไปตามกาลเวลา หากเป็นคนทั่วไปในหมู่บ้านหินผาแห่งนี้ พวกเขาคงเลือกที่จะปล่อยมันผุพังไปตามยถากรรม หรือไม่ก็หาเศษไม้มาค้ำยันไว้พอให้ผ่านพ้นฤดูหนาวปีนี้ไปได้ แต่นี่คือ "เฉินเว่ย" อดีตเจ้าสำนักผู้มองการณ์ไกล บ้านหลังนี้ไม่ใช่แค่ที่ซุกหัวนอน แต่มันคือฐานที่มั่นแรกในการสร้างอาณาจักรธุรกิจยุคเจ็ดศูนย์ของเขา
"พี่เว่ยครับ... ไม้ท่อนนี้ตรงข้อต่อมันเริ่มผุจนกินเนื้อในไปมากแล้ว เกรงว่าต่อให้เสริมคานใหม่เข้าไป ก็อาจจะรับน้ำหนักหลังคาตอนหิมะตกหนักไม่ไหวหรอกนะครับ"
เสียงหอบเหนื่อยของอาเฉียง ดังขึ้นพร้อมกับที่ชายหนุ่มร่างผอมเกร็งวางท่อนไม้ลงกับพื้นฝุ่นตลบ อาเฉียงเป็นหนึ่งในชาวบ้านที่เฉินเว่ยจ้างวานมาช่วยงาน โดยให้ค่าแรงเป็นข้าวสารชั้นดีและแป้งสาลี ซึ่งเป็นสิ่งล่อใจชั้นยอดในยุคข้าวยากหมากแพงเช่นนี้
เฉินเว่ยเดินเข้าไปใกล้ คุกเข่าลงใช้ปลายนิ้วเคาะเบาๆ ที่เนื้อไม้ เสียงที่สะท้อนกลับมาทึบตันบ่งบอกว่าแก่นไม้ข้างในยังพอใช้การได้ เขาพยักหน้ารับอย่างสุขุมก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงอำนาจ
"ไม่ต้องเปลี่ยนท่อนใหม่ทั้งหมดหรอกอาเฉียง มันจะเสียเวลาและเปลืองทรัพยากรโดยใช่เหตุ เจ้าใช้สิ่วแซะเนื้อไม้ส่วนที่ผุออกให้หมด แล้วเทปูนผสมทรายอัตราส่วนพิเศษที่ข้าผสมไว้เมื่อวานอัดเข้าไปแทนที่ จากนั้นค่อยใช้เหล็กเส้นยึดประกบสองข้าง รับรองว่าแข็งแกร่งยิ่งกว่าไม้เนื้อแข็งทั่วไปเสียอีก"
อาเฉียงอ้าปากค้าง ดวงเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง วิธีการซ่อมแซมบ้านด้วยการใช้ปูนผสมอัดเข้าไปในเนื้อไม้ผุ เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อนในชีวิต แม้แต่ช่างไม้ฝีมือดีที่สุดในอำเภอ ยังทำได้แค่เปลี่ยนท่อนไม้ใหม่เท่านั้น
"แต่นายท่านเฉิน... ปูนกับเหล็กเส้นนั่น มันของหายากและราคาแพงมากนะครับ เอามาใช้แบบนี้..."
"ของมีไว้ใช้แก้ปัญหา ไม่ได้มีไว้เก็บไว้ดูเล่น" เฉินเว่ยตัดบทด้วยแววตาเฉียบคม "จำไว้ อาเฉียง ในโลกนี้ไม่มีอะไรแพงเกินกว่าความปลอดภัยของคนในครอบครัว ลงมือทำตามที่ข้าบอกเถอะ"
ในมุมหนึ่งของห้องโถง หลี่มู่ฮุ่ยกำลังง่วนอยู่กับการต้มน้ำขิงร้อนๆ ในหม้อดินอี้싱 เพื่อนำมาแจกจ่ายให้คนงานที่กำลังทำงานกันอย่างเหน็ดเหนื่อย แม้ใบหน้าของเธอจะเลอะเขม่าควันเล็กน้อย แต่นัยน์ตากลมโตคู่นั้นกลับฉายแววภาคภูมิใจอย่างปิดไม่มิด เธอมองสามีที่กำลังสั่งการด้วยท่าทีองอาจและมั่นใจ ภาพของเฉินเว่ยในตอนนี้ ช่างแตกต่างจากบุรุษขี้โรคไร้น้ำยาคนเดิมราวฟ้ากับเหว
หลี่มู่ฮุ่ยเดินถือถ้วยน้ำขิงเข้ามาใกล้ ยื่นส่งให้สามีด้วยความใส่ใจ เฉินเว่ยรับมาดื่มรวดเดียวหมดถ้วย ความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย เขาโน้มตัวลงกระซิบเบาๆ ข้างหูภรรยาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด
"เหนื่อยหน่อยนะมู่ฮุ่ย อีกสามวันบ้านหลังนี้ก็จะเสร็จสมบูรณ์ คราวนี้ต่อให้ลมหนาวพัดแรงแค่ไหน ก็ทำอะไรพวกเราไม่ได้แล้ว"
"ฉันไม่เหนื่อยเลยค่ะ... เอ๊ย! ผม... เอ๊ย!" หลี่มู่ฮุ่ยหน้าแดงก่ำเมื่อเผลอใช้คำพูดตามความคุ้นเคย เฉินเว่ยหัวเราะในลำคอเบาๆ อย่างอารมณ์ดี เขารู้ดีว่าภรรยาคนนี้กำลังปรับตัวเข้าหาเขาเช่นกัน
ทว่า บรรยากาศอันอบอุ่นและเร่งรีบในการรีโนเวทบ้านกลับต้องหยุดชะงักลง เมื่อจู่ๆ ก็มีเสียงเคาะประตูรั้วไม้ไผ่หนาหน้าบ้านดังขึ้นรัวๆ ตามมาด้วยเสียงตะโกนโถมเข้าใส่ด้วยความเกรี้ยวกราด
"เปิดประตู! เฉินเว่ย! แกกล้าดียังไงถึงมาสร้างความวุ่นวายเสียงดังรบกวนคนในหมู่บ้าน แถมยังเอาปูนและเหล็กของหลวงมาซ่อมบ้านตัวเองอีก แบบนี้มันหยั่งเชิงกฎหมู่ชัดเจน!"
เสียงนั้นคือเสียงของ "เฉินเฉียง" หัวหน้าหน่วยผลิตประจำหมู่บ้าน ผู้มีศักดิ์เป็นญาติห่างๆ และเป็นคู่อริตัวฉกาจของตระกูลเฉินมาอย่างยาวนาน เฉินเฉียงมักใช้หน้าที่การงานกดขี่ข่มเหงชาวบ้าน และคอยหาทางฮุบที่ดินทำกินของบ้านเฉินอยู่เสมอ
อาเฉียงและคนงานคนอื่นๆ ต่างหน้าถอดสีทันทีเมื่อได้ยินเสียงของเฉินเฉียง ทุกคนรู้ดีว่าชายคนนี้ทรงอิทธิพลแค่ไหนในละแวกนี้ การขัดใจเฉินเฉียงเท่ากับการหาที่ตาย
หลี่มู่ฮุ่ยขยับเข้ามาใกล้เฉินเว่ยโดยสัญชาตญาณ มือเรียวเล็กกำชายเสื้อของสามีแน่นด้วยความกังวล
เฉินเว่ยค่อยๆ วางถ้วยน้ำขิงในมือลงอย่างใจเย็น เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ ปรับลมปราณในร่างให้มั่นคง แววตาที่ทอดมองออกไปที่ประตูรั้วไม่ได้มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย มีเพียงประกายความเย็นเยียบเยือกที่พร้อมจะแช่แข็งทุกคนที่กล้าเข้ามาขวางทาง
เขายกย่องมุมปากขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยเล่ห์กลและอำนาจปรากฏขึ้นบนใบหน้า
"มาเร็วเสียจริง... ข้ากำลังรอให้สุนัขตัวนี้วิ่งมาติดกับอยู่พอดี"
เฉินเว่ยสะบัดชายเสื้อเดินนำหน้าออกไป โดยไม่รอให้เฉินเฉียงเคาะประตูซ้ำสอง ทว่าเมื่อเขาผลักประตูรั้วเปิดออก ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าไม่ได้มีแค่เฉินเฉียงและลูกสมุนเท่านั้น แต่ยังมีชายวัยกลางคนแต่งกายด้วยชุดสูทจีนสีเทาเข้ม ท่าทางภูมิฐานและไว้หนวดเคราเรียบร้อยยืนอยู่ด้านหลัง พร้อมกับแฟ้มเอกสารลับในมือ ซึ่งเฉินเว่ยจำได้ทันทีว่าเป็นบุคคลระดับสูงจากสำนักงานพาณิชย์อำเภอที่ไม่มีทางมาเหยียบหมู่บ้านกันดารเช่นนี้อย่างแน่นอน!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางพลิกชะตากรรมไปด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
เซียนยุทธภพพลิกมิติ ลุยธุรกิจยุค 70•ตอนที่ 12
ซ่อมแซมบ้านตระกูลเฉิน
ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนยุทธภพพลิกมิติ ลุยธุรกิจยุค 70 นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!