“มึงไม่มีทางหนีพ้นโชคชะตาที่ขีดไว้หรอก เฉินเว่ย”
น้ำเสียงทุ้มต่ำแฝงไอสังหารดังขึ้นจากเงามืดของตรอกแคบหลังโรงงานผลิตเครื่องจักร เสียงฝีเท้าที่เหยียบลงบนเศษแก้วแตกละเอียดนั่นฟังดูผิดธรรมชาติ มันเบาหวิวราวกับขนนก แต่แฝงไว้ด้วยแรงกดดันมหาศาลที่ทำให้บรรยากาศรอบข้างบิดเบี้ยว
ผมไม่ได้หันกลับไปในทันที ผมเพียงแค่ปัดฝุ่นออกจากปกเสื้อเชิ้ตสีซีดที่ฮุ่ยเพิ่งรีดให้เมื่อเช้าอย่างใจเย็น ก่อนจะหมุนตัวกลับช้าๆ ดวงตาของผมประสานเข้ากับดวงตาที่กร้านโลกของชายชุดดำตรงหน้า เขาคือ ‘จางเฟิง’ เพชฌฆาตเงาจากสำนักกระบี่ทมิฬในโลกใบเดิมของผม และเมื่อเขามาปรากฏตัวที่นี่... หมายความว่ากฎแห่งมิติไม่ได้ปิดกั้นความแค้นเอาไว้เพียงแค่ชาติภพก่อน
“โชคชะตาหรือ?” ผมแค่นยิ้มที่มุมปาก มือข้างหนึ่งล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกง “ในโลกใบนี้ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าโชคชะตาหรอกจางเฟิง มีแต่ ‘ผลกำไร’ กับ ‘ต้นทุน’... และมึงกำลังทำธุรกิจที่ขาดทุนย่อยยับที่กล้าก้าวเข้ามาในพื้นที่ของกู”
จางเฟิงไม่รอให้ผมพูดจบ เขากระชากมีดสั้นเล่มถนัดออกมาจากชายเสื้อ แสงไฟจากเสาไฟฟ้าข้างทางสะท้อนคมมีดที่วาวโรจน์ เขาพุ่งตัวเข้ามาด้วยความเร็วสูงเกินกว่าที่มนุษย์ในยุค 70 จะทำได้ กระบวนท่าของเขาคือ ‘วิถีสังหารไร้เงา’ ที่เคยปลิดชีพยอดฝีมือมานักต่อนัก
ทว่าสำหรับผม... มันช้าเสียยิ่งกว่าเต่าคลาน
ในจังหวะที่คมมีดเกือบจะปาดเข้าที่ลำคอ ผมเอียงตัวเพียงองศาเดียว ลมหายใจของเขาปะทะเข้าที่ใบหู ผมขยับฝ่ามือซ้ายกดลงที่จุดชีพจรใต้ข้อมือของเขาอย่างแม่นยำด้วยกระบวนยุทธ์ ‘สยบมังกรสะท้านภพ’ ร่างของจางเฟิงชะงักกึก ความรู้สึกชาแล่นปราดไปทั่วแขนจนเขาต้องทิ้งมีดลงบนพื้นด้วยความตกตะลึง
“แก... แกยังใช้ลมปราณได้!” จางเฟิงคำรามด้วยความเจ็บปวด
“ในขณะที่พวกมึงมัวแต่หมกมุ่นอยู่กับการฆ่าฟันเพื่อเบี้ยน้อยหอยน้อยจากไอ้พวกนักธุรกิจขี้ขลาดที่จ้างมึงมา ผมกลับใช้เวลาที่นี่สร้างรากฐานและทำความเข้าใจกับวิชาที่เหลืออยู่” ผมเดินเข้าไปใกล้เขาช้าๆ กดดันด้วยจิตสังหารที่เยือกเย็นยิ่งกว่าน้ำแข็ง “บอกมา ใครเป็นคนส่งมึงมา และพวกมึงข้ามมิติมาได้ยังไง?”
จางเฟิงกัดฟันแน่น เลือดสีคล้ำไหลซึมออกมาจากมุมปาก เขาเลือกที่จะกัดเม็ดยาพิษที่ซ่อนอยู่ในฟันกรามแทนที่จะตอบคำถาม ร่างของเขาสั่นกระตุกก่อนจะล้มฟุบลงไปกองกับพื้น ลมหายใจสุดท้ายของเขาทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่น่าขนลุก
ผมยืนมองศพตรงหน้าด้วยแววตาเรียบเฉย นี่ไม่ใช่การต่อสู้ครั้งแรก และผมรู้ดีว่ามันจะไม่ใช่ครั้งสุดท้าย ในยุคที่ผู้คนหันมาจับปืนจับธุรกิจแทนกระบี่ การที่มีคนพยายามเอาวิชายุทธมาใช้เป็นเครื่องมือในการกำจัดคู่แข่งทางการค้า มันคือสัญญาณอันตราย
ผมควานหาของบางอย่างในกระเป๋าเสื้อของเขา และพบกับเหรียญตราโลหะสีดำสนิทที่มีสัญลักษณ์ ‘ตระกูลหลิว’ สลักอยู่... หลิวเจี้ยน! คู่แข่งทางธุรกิจที่กำลังแย่งชิงสัมปทานการส่งออกเหล็กกล้ากับผม เขาไม่ได้แค่ต้องการแย่งตลาด แต่เขาต้องการ ‘ล้างบาง’ ผมให้สิ้นซาก
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ก็ดังขึ้นจากทั้งสองฝั่งของตรอก แสงไฟจากรถบรรทุกขนาดเล็กส่องสว่างวาบเข้ามาจนผมต้องหรี่ตาลง กลุ่มชายฉกรรจ์ในชุดสูทสีเข้มเกือบสิบคนก้าวลงจากรถพร้อมกับสิ่งของในมือที่ทำให้ผมต้องขมวดคิ้ว
มันไม่ใช่มีด... แต่เป็นปืนพกสั้นกระบอกเขื่อง
“เฉินเว่ย... แกเก่งมากที่จัดการจางเฟิงได้” เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลังของกลุ่มคนนั้น หลิวเจี้ยนก้าวออกมาพร้อมรอยยิ้มหยัน “แต่จำไว้นะ นี่มันปี 1978 ไม่ใช่โลกโบราณของแกอีกต่อไป ยุคนี้ใครมีอำนาจและเงินมากที่สุด คนนั้นคือพระเจ้า”
เขาสั่งคนของเขาให้เล็งปืนมาที่ผม “จัดการมันซะ แล้วอย่าให้เหลือแม้แต่ซาก”
ผมถอนหายใจเบาๆ ปรับตำแหน่งการยืนให้มั่นคง จิตสัมผัสของผมแผ่ขยายออกไปรอบข้างรับรู้ถึงความสั่นไหวของอากาศ การที่เขาใช้อาวุธทันสมัยในที่สาธารณะแบบนี้แสดงว่าเขามีเส้นสายที่ใหญ่พอจะเก็บกวาดงานนี้ให้เงียบเชียบที่สุด
แต่เขาลืมไปอย่างหนึ่ง... ในโลกที่ผมจากมา ผมคือคนที่ทำลายกองทัพด้วยตัวคนเดียวมาแล้ว
“หลิวเจี้ยน” ผมเอ่ยขึ้นท่ามกลางเสียงนกหวีดรถที่ดังแว่วมาไกลๆ “มึงมั่นใจในกระสุนพวกนี้มากใช่ไหม? งั้นมาดูกันว่า เงินของมึงจะซื้อชีวิตมึงคืนมาได้หรือเปล่า”
ในวินาทีที่นิ้วชี้ของมือปืนเริ่มออกแรงเหนี่ยวไก ผมก็พุ่งตัวออกไปเหมือนพยัคฆ์ร้ายที่หลุดจากกรงขัง เสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหว แต่ทว่า... ร่างของผมกลับหายไปจากจุดที่พวกมันเล็งไว้แล้ว
เพียงเสี้ยววินาทีถัดมา เสียงร้องโอดโอยของเหล่าสมุนก็ดังระงมพร้อมกับอาวุธในมือที่กระเด็นไปคนละทิศละทาง ผมจัดการปลดอาวุธพวกมันด้วยความเร็วที่ไม่เปิดโอกาสให้ได้แม้แต่จะสบตา ก่อนจะหยุดยืนเผชิญหน้ากับหลิวเจี้ยนที่กำลังตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว
“แก... แกมันปีศาจ!” หลิวเจี้ยนถอยหลังจนล้มลงก้นจ้ำเบ้า
ผมก้มลงหยิบปืนจากพื้นขึ้นมาหนึ่งกระบอก แล้วบรรจุกระสุนเข้าที่เดิมด้วยความชำนาญ ก่อนจะกดปลายกระบอกลงที่หน้าผากของเขา “บอกชื่อคนที่อยู่เบื้องหลังแกมาอีกคน... คนที่มอบเทคโนโลยีล้ำสมัยพวกนี้ให้แก”
หลิวเจี้ยนตัวแข็งทื่อ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีด “ฉัน... ฉันบอกไม่ได้... ถ้าฉันบอก... พวกเขาจะฆ่าฉัน!”
“งั้นมึงก็ตาย” ผมเหนี่ยวไกเบาๆ จนกลไกปืนดัง ‘คลิก’ ลั่นตรอก
แต่ก่อนที่ผมจะทันได้เค้นคำตอบ กระสุนปริศนาจากทิศทางที่ไม่คาดคิดก็พุ่งแหวกอากาศเข้ามาปะทะกับกำแพงข้างหูของผมอย่างแม่นยำ จนปูนกระเทาะเป็นทางยาว แรงปะทะของมันไม่ใช่ปืนพกธรรมดา แต่เป็นปืนสไนเปอร์ที่ติดตั้งอุปกรณ์เก็บเสียง!
ผมหันขวับไปทางยอดตึกร้างฝั่งตรงข้าม ร่างเงาหนึ่งกระโดดหายไปในความมืดพร้อมกับทิ้งกลิ่นอายที่ผมคุ้นเคยที่สุด... กลิ่นอายของ ‘อาจารย์’ ที่ผมคิดว่าตายไปตั้งแต่วันที่ผมทะลุมิติมาที่นี่!
ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามการเดินทางของเฉินเว่ยนะครับ พบกันใหม่ตอนหน้าครับ
เซียนยุทธภพพลิกมิติ ลุยธุรกิจยุค 70•ตอนที่ 30
การลอบสังหารกลางกรุง
ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนยุทธภพพลิกมิติ ลุยธุรกิจยุค 70 นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!