"คำพูดพล่อยๆ เช่นนี้ หากยังหลุดออกมาจากปากผู้ใดอีก ข้าจะถือว่าเป็นกบฏต่อราชโองการสมรสที่ฮ่องเต้พระราชทานให้ด้วยมือของพระองค์เอง!"
สุ้มเสียงทุ้มต่ำราวกับก้อนศิลาบดขยี้ดังสะท้อนไปทั่วห้องโถงรับรองของจวนแม่ทัพ บรรยากาศที่เคยอวลไปด้วยกลิ่นอายของการเหน็บแนมและเสียงหัวเราะเยาะเย้ยพลันดิ่งฮวบลงสู่จุดเยือกแข็งทันที รังสีอำมหิตที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างหนาของแม่ทัพหานหยางนั้นหนักอึ้งเสียจนเหล่าขุนนางชั้นผู้น้อยและบรรดาญาติห่างๆ ที่มาร่วมงานเลี้ยงน้ำชาต่างพากันหน้าถอดสี ถอยร่นกรูดจนชิดผนังห้อง
หลินฟางเซียนชะงักค้างรอยยิ้มบางเบาที่กำลังจะแย้มรับคำสบประมาทจากคุณניתฮูหยินรองตระกูลหลิว ดวงตาดอกท้อคู่สวยกะพริบปริบด้วยความคาดไม่ถึง นางอุตส่าห์เตรียมคำพูดแสบสันต์ไว้ในใจนับร้อยแปดกระบวนท่าเพื่อตบหน้าพวกปากหอยปูปูเหล่านี้ด้วยตนเองแล้วแท้ๆ ไหงสามีผู้เย็นชาและมักจะตีสีหน้าไร้ความรู้สึกใส่เธอยามอยู่ด้วยกันสองต่อสอง ถึงได้ลุกขึ้นมาประกาศกร้าวออกหน้าปกป้องนางด้วยท่าทีดุดันราวกับพญาเสือโคร่งปกป้องอาณาเขตเช่นนี้เล่า?
"ทะ... ท่านแม่ทัพหาน..." คุณหญิงลิ่วกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ใบหน้าที่เคยเชิดขึ้นด้วยความถือดีบิดเบี้ยวด้วยความหวาดกลัว "หม่อมฉัน... พวกหม่อมฉันเพียงแต่หยอกล้อตามประสาคนคุ้นเคย นาง... ฟางเซียนนางเป็นเพียงบุตรสาวที่ถูกขับไล่ออกจากตระกูลเดิมเนื่องจากความประพฤติเหลวแหลก เกรงว่าจะนำความเสื่อมเสียมาสู่..."
"ภรรยาของข้า จะดีจะชั่วก็มีพระราชโองการประทับตราหยกรับรองสถานะชัดเจน" หานหยางก้าวเท้าเข้ามาขวางหน้าหลินฟางเซียนไว้ ครึ่งร่างกำยำในชุดคลุมผ้าไหมสีเข้มบังรัศมีคุกคามจากรอบด้านเสียมิดชิด ไออุ่นจากแผ่นหลังกว้างของเขาแผ่ซ่านผ่านเนื้อผ้ามาปะทะร่างบางโดยไม่ตั้งใจ "แต่พวกท่าน... ช่างว่างงานเสียจนมีเวลามาวิพากษ์วิจารณ์งานบ้านงานเรือนของผู้อื่น หรือว่าราชกิจในกรมคลังและชายแดนช่วงนี้มีความก้าวหน้า จนพวกท่านอยากจะไปวิ่งตรวจตราแนวหน้าแทนทหารราบของข้าสักรอบดีเล่า?"
คำขู่ที่เจือด้วยกลิ่นอายคาวเลือดของสนามรบทำเอาเหล่าบุรุษตระกูลหลิวหน้าซีดเผือด รีบดึงชายเสื้อภรรยาและบุตรสาวให้ก้มหัวคำนับขอขมาแทบจะไม่ทัน หานหยางไม่ได้ปรายตามองเศษสวะเหล่านี้ด้วยซ้ำ สายตาคมกริบกวาดมองรอบห้องคราหนึ่งก่อนจะยื่นมือหนาออกไปคว้าข้อมือเรียวเล็กของหลินฟางเซียนเอาไว้ แล้วออกแรงดึงเบาๆ เพื่อพาเดินแหวกฝูงชนออกมาจากความอึดอัดนั้นทันที
สัมผัสจากฝ่ามือหนาที่หยาบกร้านเล็กน้อยตามประสาคนจับดาบและทำไร่ไถนา ให้อารมณ์ที่แปลกประหลาดแต่มั่นคงยิ่งนัก หลินฟางเซียนปล่อยให้เขาจูงเดินออกมาจนถึงสวนหย่อมด้านหลังจวน ซึ่งเงียบสงบและมีเพียงแสงจันทร์สาดส่องลงมาทาบบนพุ่มใบชาอัสสัมที่นางเพิ่งนำมาทดลองปลูกเมื่อไม่กี่วันก่อน
"ปล่อยได้แล้วกระมัง ท่านแม่ทัพ"
นางเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ พร้อมกับสะบัดข้อมือเบาๆ เพื่อดึงมือกลับ แม้ปากจะต่อ อง แต่ใบหูขาวผ่องกลับขึ้นสีแดงระเรื่อโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัว หานหยางยอมปล่อยมืออย่างจำยอม แต่ดวงตาคมปลาบยังคงจ้องมองนางเขม็ง ราวกับกำลังพยายามค้นหาว่าภายใต้รอยยิ้มเรียบเฉยนั้น นางซ่อนความเจ็บช้ำไว้เบื้องหลังอีกเท่าใด
"เจ้าไม่จำเป็นต้องทำตัวเข้มแข็งตลอดเวลาก็ได้" จู่ๆ น้ำเสียงที่เคยแข็งกระด้างก็อ่อนลงเสียดื้อๆ หานหยางถอนหายใจยาว พลางกอดอกมองแปลงชาเขียวขจีที่เติบโตงอกงามผิดธรรมชาติในยามวิกาล "ข้าแต่งเจ้าเข้ามา... ไม่ใช่เพื่อให้ใครมาเหยียบย่ำในบ้านของข้า"
หลินฟางเซียนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย นางหันไปเผชิญหน้ากับสามี ขยับรอยยิ้มเย้าหยอกที่มุมปากตามนิสัยเดิม "โอ้? เมื่อครู่ข้าไม่ได้หูฝาดไปใช่หรือไม่ ว่าท่านแม่ทัพผู้เย็นชาและเกลียดชังข้าเข้าไส้ ยอมเปลืองตัวเอาชื่อเสียงของตนเองมาปกป้องภรรยาชั่วช้าคนนี้? หรือว่า... ท่านกลัวว่าหากข้าหย่าขาดกับท่านไปตอนนี้ ใครจะช่วยท่านปรุงยาบำรุงและบริหารจัดการรายได้มหาศาลจากไร่ชาข้ามภพของข้ากันเล่า?"
หานหยางชะงักไปครู่หนึ่ง ใบหน้าคมคายฉายแววขัดเคืองใจระคนเอ็นดูระคนกัน เขาขยับเข้าไปใกล้จนหลินฟางเซียนต้องถอยหลังไปชนกับระแนงไม้ไผ่ที่ใช้ทำค้างไม้เลื้อย กลิ่นกายบุรุษผสมผสานกับกลิ่นอายดินและใบไม้ป่าโชยเข้าแตะจมูก จนหัวใจดวงน้อยของอดีตคุณหนูตัวร้ายเต้นผิดจังหวะไปวูบหนึ่ง
"เจ้าคิดว่าข้าเห็นแก่เงินทองและผลประโยชน์จากไร่ชานั่นจริงๆ หรือ?" หานหยางโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนลมหายใจอุ่นร้อนปัดผ่านพวงแก้มเนียน "ฟางเซียน... ตั้งแต่วันแรกที่ข้าเห็นเจ้าพลิกแผ่นดินแห้งแล้งหลังจวนให้กลายเป็นแปลงเกษตรสีเขียวขจีด้วยสองมือคู่นั้น ข้าก็รู้แล้วว่าสตรีที่ข้าเกลียดชังนักหนาในคราแรก แท้จริงแล้วมีความงดงามและแข็งแกร่งยิ่งกว่าดอกไม้ในเรือนกระจกที่พวกขุนนางเสแสร้งสรรצרากันเสียอีก"
คำพูดที่จริงจังเกินคาดทำให้หลินฟางเซียนพูดไม่ออก นางเสมองไปทางอื่นเพื่อหลบสายตาร้อนแรงที่ราวกับจะแผดเผานางให้ละลายคามือ แต่มือกМ่อนของเขากลับเอื้อมมาเกลี่ยปอยผมที่หลุดลุ่ยข้างกกหูของนางให้อย่างเบามือ สัมผัสนั้นนุ่มนวลและทะนุถนอมจนหัวใจที่เคยด้านชาจากการถูกหักหลังในชาติก่อนสั่นไหวอย่างรุนแรง
ทว่า... ในจังหวะที่บรรยากาศกำลังหวานล้ำและหัวใจของคนทั้งสองกำลังเต้นเป็นจังหวะเดียวกันนั้นเอง เสียงฝีเท้าเร่งรีบราวกับเหยียบย่างอยู่บนใบคั่วแห้งก็ดังแว่วมาจากทางระเบียงทางเดินมืดทึบ ตามมาด้วยเสียงหอบหายใจและน้ำเสียงตื่นตระหนกของพ่อบ้านหลี่ที่ตะโกนก้องเข้ามา
"นายท่าน! ฮูหยิน! แย่แล้วขอรับ! ทางสำนักตรวจสอบราชสำนักส่งคนมาเยือนยามวิกาล แจ้งว่าพบ 'สมุนไพรต้องห้าม' และบัญชีลับการค้าขายกับต่างแคว้นซุกซ่อนอยู่ใต้ถุนโรงคั่วชาของเราขอรับ!"
ดวงตาของหานหยางหรี่แคบลงในทันที รังสีสังหารพวยพุ่งขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้มันไม่ใช่ความโกรธเกรี้ยวธรรมดา หากแต่เป็นประกายแห่งเกมการเมืองที่ถูกชักใยจากเงาเบื้องหลัง และเมื่อหลินฟางเซียนก้มลงมองรอยยิ้มที่มุมปากของพ่อบ้านหลี่ซึ่งเงยหน้าขึ้นมาสบตา นางก็รู้ทันทีว่า... ศึกชิงบัลลังก์ที่แท้จริงได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
"ดัชเชสโพดำ" ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านร้อนผ่านหนาวมาจนถึงบทนี้ และขอให้ทุกท่านเตรียมใจรับมือกับพายุลูกใหญ่ในตอนหน้ากันให้ดีนะคะ!
แม่ทัพผู้เกลียดชังข้า กับภารกิจฟื้นฟูไร่ชาข้ามภพ•ตอนที่ 15
จุดเปลี่ยนของความรู้สึก
ผลงานโดย ดัชเชสโพดำ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดัชเชสโพดำ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพผู้เกลียดชังข้า กับภารกิจฟื้นฟูไร่ชาข้ามภพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!