"ราชโองการด่วนจากเงินหลวง... ข้าว่าเจ้าพนักงานผู้นั้นคงตาสว่างเสียทีว่าบ้านหลังนี้ไม่ได้มีไว้ให้ใครจะเข้าออกตามอำเภอใจนะคะ"
เสียงหวานใสกังวานราวกับกระดิ่งเงินดังขึ้นท่าย์กลางความเงียบงันของโถงรับแขก หลินฟางเซียนมิได้สะทกสะท้านต่อเสียงตะโกนก้องที่หน้าประตูเรือนแม้แต่น้อย นางยังคงก้มหน้าก้มตาใช้ผ้าเช็ดคราบเขม่าจากเตาผิงช้าๆ อย่างใจเย็น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับร่างสูงตระหง่านของสามีที่เพิ่งก้าวเท้ากลับเข้ามาจากแปลงไร่ชาด้านหลัง
หานหยางขมวดคิ้วมุ่น ใบหน้าคมคายเคร่งเครียดขึ้นถนัดตา ดวงตาคมกริบกวาดมองไปรอบเรือนที่บัดนี้เต็มไปด้วยบ่าวไพร่เกียจคร้านที่ยืนจับกลุ่มนินทากันอย่างไม่เกรงใจเจ้าของบ้าน
"ฟางเซียน เจ้าอยู่ในเรือนก่อน ข้าจะออกไปดูเอง" สุ้มเสียงทุ้มต่ำเอ่ยเตือนด้วยความเป็นห่วง ทว่าหญิงสาวกลับวางผ้าในมือลงอย่างนุ่มนวล รอยยิ้มเยาะหยันแต้มอยู่ที่มุมปากบางเฉียบ
"ท่านแม่ทัพอยู่ที่นี่เถอะค่ะ เรื่องจัดการ 'ขยะ' นอกเรือน ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของภรรยาผู้เกียจคร้านคนนี้เถอะนะคะ"
ว่าแล้ว หลินฟางเซียนก็ก้าวเดินผ่านหน้าสามีไปอย่างสง่างาม อาภรณ์ผ้าไหมเนื้อดีแม้จะผ่านการซักจนสีซีดลงบ้าง แต่ท่วงท่าการเดินกลับเชิดฉายราวกับนางพญาหงส์ ปลดปล่อยรัศมีกดดันที่ทำเอาบ่าวไพร่ในเรือนถึงกับต้องหุบปากฉับโดยพลัน
ประตูไม้สักถูกผลักเปิดออก ปรากฏร่างของขุนนางชั้นผู้น้อยจากกรมคลังสวมชุดขุนนางสีเขียวเข้ม ใบหน้าซีดเซียวด้วยความเหนื่อยอ่อนจากการเดินทางไกล ด้านหลังมีทหารองครักษ์ถือหีบไม้ประทับตราประทับสีแดงสด
"ท่านแม่ทัพหาน... และ... ฮูหยิน" ขุนนางผู้นั้นทำความเคารพตามพิธีการอย่างขอไปที "ข้าได้รับมอบหมายให้นำราชโองการและเงินชดเชยส่วนสุดท้ายจากท้องท้องพระคลังมามอบให้..."
"ช้าก่อนค่ะใต้เท้า" หลินฟางเซียนยกมือขึ้นห้ามด้วยรอยยิ้มการค้า "ท่านเดินทางมาเหนื่อยยาก ไยมิให้บ่าวไพร่ต้อนรับด้วยน้ำชาดีๆ สักกาเล่าคะ? แต่ก่อนอื่น... ก่อนที่ท่านจะกล่าวถึงราชโองการอันใด ช่วยกรุณาบอกข้าทีว่า เหตุใด 'เงินอุดหนุนไร่ชา' ของกองทัพพิทักษ์ชายแดนที่ควรจะมาถึงตั้งแต่สามเดือนก่อน จึงเพิ่งจะมาถึงในวันที่ชาในไร่ใกล้จะแห้งตายคาต้นเช่นนี้เล่าคะ?"
ขุนนางกรมคลังสะดุ้งเฮือก เหงื่อกาฬแตกพลั่กบนขมับ ชายชราไม่คาดคิดว่าอดีตคุณหนูตระกูลใหญ่ผู้ขึ้นชื่อเรื่องความโง่เขลาเบาปัญญาและเอาแต่ใจ จะเอ่ยวาจาทิ่มแทงและจับจุดเรื่องการเงินได้อย่างแม่นยำปานนี้
"นี่... นี่เป็นกระบวนการตรวจสอบตามขั้นตอนของทางการ..."
"ขั้นตอนหรือคะ?" หลินฟางเซียนหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะช่างเย็นเยียบจนคนฟังขนลุกซู่ นางก้าวเข้าไปใกล้ทีละก้าว บีบให้ขุนนางผู้นั้นต้องถอยหลังโดยไม่รู้ตัว "ขั้นตอนที่ทำให้เบี้ยหวัดของทหารแนวหน้าต้องล่าช้า ขั้นตอนที่ทำให้ข้าวสารในคลังหมดลงจนสามีของข้าต้องควักกระเป๋าตัวเองซื้อให้ลูกน้องกิน หรือเป็นขั้นตอนที่ท่านแอบอมเงินทอนไว้ใช้ยามแก่เฒ่ากันแน่คะใต้เท้า!"
"บังอาจ! เจ้าเป็นแค่สตรีในห้องหอ..."
"สตรีในห้องหอแล้วอย่างไรคะ?" หลินฟางเซียนตบโต๊ะข้าง1 ครั้งเสียงดังสนั่น ดวงตาดอกท้อทอประกายดุดันเฉียบคมราวกับมีดบิน "ในเมื่อสามีของข้าเอาชีวิตไปแขวนไว้บนเส้นด้ายที่ชายแดนเพื่อปกป้องแผ่นดิน แต่พวกท่านกลับนั่งกินนอนกินสูบเลือดเนื้อจากเบื้องหลัง หากวันนี้ข้าไม่ได้รับคำอธิบายที่สมเหตุสมผล หีบเงินนั้น... ท่านก็ไม่ต้องหวังว่าจะได้นำกลับออกไป!"
หานหยางที่ยืนมองอยู่ด้านหลัง เผลอกำมือแน่น หัวใจกระตุกวูบด้วยความรู้สึกแปลกประหลาด ภาพของภรรยาที่เคยเอาแต่โวยวายและร้องไห้งอแง บัดนี้กลับกลายเป็นแม่เสือสาวผู้สง่างามและทรงพลัง นางยืนหยัดปกป้องเกียรติและผลประโยชน์ของเขาอย่างไม่เกรงกลัวผู้ใด แววตาของแม่ทัพหนุ่มที่เคยมีแต่ความเย็นชาและเกชiaชัง บัดนี้กลับเจือไปด้วยความระคนทึ่งและประกายความอบอุ่นที่ยากจะปฏิเสธ
การเจรจาตกลงผ่านไปอย่างดุเดือด ก่อนที่ขุนนางกรมคลังจะจำยอมเซ็นชื่อรับรองการจ่ายเงินชดเชยเต็มจำนวนพร้อมดอกเบี้ยย้อนหลัง ท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของเหล่าบ่าวไพร่ที่แอบมองอยู่ห่างๆ
เมื่อความวุ่นวายภายนอกสงบลง หลินฟางเซียนก็หันกลับมาเผชิญหน้ากับปัญหาภายในเรือนที่หมักหมมมานาน
นางยืนอยู่กลางลานกว้างของเรือนพัก บ่าวรับใช้ชายหญิงรวมสิบสองคนที่ถูกซื้อตัวมาด้วยเบี้ยหวัดของสามี ยืนจับกลุ่มคุยกันอย่างไม่สำรวม บางคนถึงกับนั่งยองๆ เคี้ยวเมล็ดแตงโมอย่างไม่เกรงใจ
"มารวมกันตรงนี้ให้หมดค่ะ!"
เสียงประกาศิตดังขึ้น บ่าวไพร่สะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ ค่อยๆ เดินมารวมกันด้วยท่าทางอืดอาด
"ฮูหยิน เรียกพวกบ่าวมามีอันใดหรือเจ้าคะ พวกข้าต้องไปซักผ้าตากแดดนะเจ้าคะ เดี๋ยวจะไม่ทันการณ์" หญิงรับใช้ร่างท้วมคนหนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงลอยชาย นางคือฮวามามา บ่าวเฒ่าที่เคยรับใช้ตระกูลเดิมของฟางเซียนและถูกส่งมา 'คุมพฤติกรรม' นางที่นี่
หลินฟางเซียนปรายตามองฮวามามาแวบหนึ่ง ก่อนจะยิ้มมุมปาก "ซักผ้า? ผ้าในเรือนนี้สกปรกมาเป็นเดือนแล้ว เจ้าเพิ่งจะนึกได้หรือคะว่าต้องซัก? หรือเพราะมัวแต่เอาเวลาไปจับกลุ่มนินทาและแอบกินขนมในห้องครัวกันแน่"
"ฮูหยิน พูดเช่นนี้ไม่ยุติธรรมเลยนะเจ้าคะ พวกข้าก็ทำงานกันหลังขดหลังแข็ง..."
"เงียบค่ะ!" หลินฟางเซียนเอ่ยเสียงเฉียบขาด พลางกวาดสายตามองทุกคนทีละคน "นับแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป กฎของเรือนหลังนี้จะเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด!"
บ่าวไพร่ฮือฮากันขึ้นมาทันที ฮวามามาทำท่าจะก้าวออกมาเถียง แต่สายตาดุดันที่ส่งมาจากแม่ทัพหานหยางที่ยืนกอดอกพิงเสาเรือนอยู่ด้านหลัง ทำให้หญิงแก่ต้องหุบปากฉับ กลืนคำพูดกลับลงคอไปอย่างไม่สบอารมณ์
"ข้อที่หนึ่ง" หลินฟางเซียนชูนิ้วเรียวยาวขึ้นมา "เรือนนี้ไม่มีที่ให้คนเกียจคร้าน ใครทำงานน้อย ได้เบี้ยหวัดน้อย ใครอู้งาน... ไล่ออกทันทีและไม่มีค่าจ้างชดเชย"
"ข้อที่สอง" นิ้วที่สองถูกชูขึ้น "ห้ามใครหยิบฉวยข้าวของในเรือนไปขายหรือแอบกินโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยเฉพาะใบชาชั้นดีในไร่ ใครบังอาจขโมย... ข้าจะส่งให้ทางการโบกยี่สิบไม้แล้วเนรเทศออกจากหมู่บ้าน!"
"ข้อที่สาม..." ร่างระหงก้าวเข้าไปใกล้ฮวามามาทีละก้าว จนบ่าวเฒ่าต้องผงะถอยหลัง "ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ใครที่ไม่มีประโยชน์ต่อเรือนหลังนี้ ข้าจะคัดออกครึ่งหนึ่ง... และพวกเจ้าสิบสองคน จงฟังให้ดี หากใครอยากอยู่ต่อ ต้องพิสูจน์ตัวเองด้วยการไปถางหญ้าในแปลงไร่ชาโซนตะวันตกให้เสร็จภายในเย็นนี้!"
"อะไรนะเจ้าคะ! ให้พวกข้าไปทำไร่ชา? พวกข้าเป็นบ่าวในเรือนนะเจ้าคะ ไม่ใช่คนงานไร่!" ฮวามามาโพล่งออกมาด้วยความลืมตัว
"ถ้าเช่นนั้น เชิญไสมือออกไปจากเรือนของสามีข้า ณ บัดนี้เลยค่ะ!" หลินฟางเซียนสวนกลับทันควัน น้ำเสียงทรงอำนาจจนไม่มีใครกล้าปริปากเถียงอีก "ไม่มีข้าวให้กิน ไม่มีที่ให้นอน อยากไปไหนก็เชิญตามสบายค่ะ!"
ความเงียบเข้าปกคลุมลานเรือน บ่าวไพร่ต่างมองหน้ากันด้วยความหวาดกลัว ไม่มีใครคาดคิดว่าฮูหยินผู้เลอโฉมแต่เคยไร้พิษสงคนนี้ จะเด็ดขาดและเลือดเย็นได้ถึงเพียงนี้ สุดท้าย ด้วยความกลัวอดตายและเกรงกลัวอำนาจของแม่ทัพหานที่ยืนคุมเชิงอยู่ ฮวามามาจึงต้องจำใจสะบัดหน้าหนีแล้วนำลูกหาบเดินคอตกไปหยิบจอบที่โรงเก็บเครื่องมือ
หานหยางเดินเข้ามาใกล้ภรรยา ดวงตาคู่คมทอดมองนางด้วยความรู้สึกที่ลึกซึ้งขึ้นอีกขั้น มือหนาเอื้อมไปปัดเศษฝุ่นที่ติดอยู่บริเวณไหล่ของนางอย่างทะนุถนอม
"เจ้าจัดการได้เด็ดขาดยิ่งนัก... ฟางเซียน" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยชมอย่างจริงใจ
หลินฟางเซียนช้อนตาขึ้นมองสามี หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวอย่างไม่เป็นจังหวะ นางหลบสายตาคู่นั้นเบาๆ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องเพื่อกลบเกลื่อนความเขินอาย
"อย่าเพิ่งชมฉันเลยค่ะท่านแม่ทัพ งานใหญ่รอเราอยู่ข้างหน้าตั้งหากล่ะคะ ไร่ชาสามร้อยไร่นั้น แม้จะทรุดโทรมไปบ้าง แต่ถ้าเราปรับปรุงระบบระบายน้ำ และใช้ปุ๋ยสูตรพิเศษที่... えมม ที่ข้าเคยศึกษามาจากตำราโบราณ ไม่เกินหนึ่งเดือน เราต้องฟื้นฟูมันกลับมาได้แน่ค่ะ"
นางกล่าวถึง 'ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพสูตรเข้มข้น' ที่แอบหยิบออกมาจากห้องแล็บในมิติลับของตนเองเมื่อคืนนี้ มันคือตัวช่วยชั้นดีที่จะพลิกฟื้นผืนดินแห้งแล้งให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ได้ในพริบตา
"ตำราโบราณอันใดกัน ที่สอนให้ฮูหยินเก่งกาจได้ถึงเพียงนี้?" หานหยางโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ กระซิบถามด้วยรอยเจ้าเล่ห์ที่มุมปาก ทำให้ใบงดงามของภรรยาขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างเห็นได้ชัด
"ถ้าท่านอยากรู้... ไว้เราค่อยคุยกันคืนนี้ดีกว่าค่ะท่านพี่" นางแกล้งยิ้มหวานหยาดเยิ้มตอบกลับ ก่อนจะหมุนตัวเดินนำไปยังห้องครัวเพื่อเตรียมมื้อเย็น
กลิ่นหอมกรุ่นของ 'ไก่ตุ๋นโสมสมุนไพรจีน' และ 'ชาเขียวคั่วหอมกรุ่น' ลอยฟุ้งกระจายไปทั่วทั้งเรือนและโชยออกไปถึงรั้วบ้าน เรียกน้ำย่อยของทุกคนในละแวกนั้นจนท้องร้องครั่นคร้าม
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังอบอวลไปด้วยความสุขและความหวังใหม่ ทันใดนั้นเอง เสียงเคาะประตูรั้วหน้าบ้านก็ดังขึ้นอย่างรุนแรง ปลุกสัญชาตญาณดิบให้ตื่นตัวอีกครั้ง
"เปิดประตู! เปิดเดี๋ยวนี้! ข้าคือ... พี่ชายแท้ๆ ของฮูหยินผู้สูงส่งแห่งจวนแม่ทัพ!"
ดัชเชสโพดำ
(ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามการเดินทางของฟางเซียนนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!)
แม่ทัพผู้เกลียดชังข้า กับภารกิจฟื้นฟูไร่ชาข้ามภพ•ตอนที่ 4
กฎเหล็กของคนในเรือน
ผลงานโดย ดัชเชสโพดำ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดัชเชสโพดำ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพผู้เกลียดชังข้า กับภารกิจฟื้นฟูไร่ชาข้ามภพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!