วิศวะขี้เก๊ก ปราบพยศเด็กวิศวะ•ตอนที่ 16

คนขี้แกล้งสำนึกผิด?

ผลงานโดย เกียร์เปื้อนกาวใจ
"บอกว่าอย่าดื้อไง... ริน" ปลายนิ้วอุ่นจัดที่กดลงตรงข้ามข้อเท้าซึ่งบวมเป่งจากการพลิกคว่ำเมื่อช่วงบ่าย ทำให้รินรดาต้องสูดปากเข้าลึกด้วยความเจ็บแปล๊บ ดวงตากลมโตตวัดมองคนตัวโตกว่าที่นั่งยองๆ อยู่เบื้องหน้าอย่างเอาเรื่อง ทั้งที่แววตาคู่สวยนั้นรื้นไปด้วยละอองน้ำใสจากพิษความเจ็บ กลิ่นอายเฉพาะตัวของทัพพ์—กลิ่นบุหรี่จางๆ เจือด้วยความเย็นสดชื่นจากน้ำหอมแบรนด์โปรดและกลิ่นเหงื่อจากการทำกิจกรรม—ลอยวนอยู่รอบตัวในระยะประชิด ห้องพักส่วนตัวของเดือนคณะวิศวะปีสามไม่ได้รกอย่างที่จินตนาการไว้ ตรงกันข้าม มันกลับสะอาดสะอ้านและเป็นระเบียบผิดคาด ยกเว้นก็แต่เจ้าของห้องที่ตอนนี้กำลังทำตัว 'แปลกประหลาด' จนเธอกลัว แปลก... จนน่าขนลุก "พี่ทัพพ์ไม่ต้องมายุ่งค่ะ รินเดินเองได้ แค่ข้อเท้าพลิกนิดเดียว ทำอย่างกับรินขาหัก" น้ำเสียงห้วนจัดเอ่ยแย้ง พร้อมกับพยายามจะดึงขาตัวเองกลับ แต่มีหรือที่คนเอาแต่ใจอย่างทัพพ์จะยอมปล่อย ปลายนิ้วแกร่งที่ผ่านการจับประแจและเครื่องมือช่างมาโชกโชน กลับออกแรงบีบกระชับข้อเท้าเธอไว้มั่นด้วยน้ำหนักที่พอดี ไม่เบาเกินไปจนหลุดมือ และไม่หนักเกินไปจนซ้ำเติมรอยช้ำ "นิดเดียวบ้าอะไร บวมเป่งขนาดนี้ยังจะปากเก่ง" ทัพพ์เงยหน้าขึ้นสบตาเธอ ดวงตาคมกริบดูลึกล้ำและเต็มไปด้วยความดุดันตามวิสัย แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจของรินรดากระตุกวูบอย่างห้ามไม่อยู่ คือ 'ความอ่อนโยน' ที่ฉาบอยู่ก้นบึ้งนัยน์ตานั้น มันเป็นแววตาที่เธอไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นจากผู้ชายปากร้ายอย่างเขา ผู้ชายที่เคยผลักเธอชนล็อกเกอร์อย่างไร้เยื่อใยเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน คนเดียวกันกับที่คอยตามกวนประสาทและหาเรื่องแกล้งเธอสารพัดในลานเกียร์ แต่วันนี้... เขากลับเป็นคนที่นั่งคุกเข่าคอยประคบประหงมประคบเย็นให้เธออย่างไร้ความถือตัว "ก็เพราะใครล่ะคะ ถ้าพี่ไม่เดินมาแกล้งดึงกระเป๋า รินจะถอยหลังไปสะดุดฟุตบาทเหรอ?" "เออ ยอมรับก็ได้ว่ากูผิด" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยสวนขึ้นมาทันควันโดยไม่มีการฟอร์มตัวแบบที่เคยเป็น ทัพพ์วางถุงประคบเย็นลงบนโต๊ะกระจกข้างโซฟา ก่อนจะขยับตัวเข้ามาประชิดตัวเธอมากขึ้นจนพื้นที่ว่างระหว่างกันแทบเป็นศูนย์ ฝ่ามือใหญ่เอื้อมขึ้นเกลี่ยปอยผมที่หลุดลุ่ยลงมาปรอดแก้มใสออกให้อย่างเบามือ สัมผัสแผ่วเบานั้นทำเอารินรดากลั้นหายใจโดยอัตโนมัติ ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่ชั่วขณะ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาๆ กับจังหวะการเต้นของหัวใจที่ดังจนเธอกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน "เจ็บมากไหม..." คำถามนั้นไม่ได้มาพร้อมรอยยิ้มกวนประสาทเหมือนทุกที แต่มันคือความนุ่มนวลที่เจือความรู้สึกผิดอย่างชัดเจน ทัพพ์เลื่อนสายตาลงมองข้อเท้าที่บวมช้ำของเธอก่อนจะเงยขึ้นสบตากับเธออีกครั้ง แววตาคู่นั้นไหววับวูบหนึ่งราวกับคนกำลังอดกลั้นบางอย่าง "กูขอโทษ... ที่วันนั้นพูดจาไม่เข้าหู แล้วก็ขอโทษที่ทำให้มึงต้องเจ็บตัววันนี้ด้วย" รินรดาเบิกตากว้างเล็กน้อย สมองประมวลผลไม่ทันกับโหมด 'คนสำนึกผิด' ของพี่ว้ากตัวร้าย ทัพพ์เนี่ยนะเอ่ยปากขอโทษ? แถมยังพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังไร้ซึ่งความกวนประสาทแบบนี้... โลกกำลังจะแตกหรือไงกัน "พี่... ไปกินอะไรผิดสำแดงมาหรือเปล่าคะ?" เธออดไม่ได้ที่จะแขวะกลับตามสัญชาตญาณของการป้องกันตัว แต่ทว่ามุมปากอิ่มกลับสั่นระริกด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ตีรวนอยู่ในอก มันวูบวาบแปลกๆ จนต้องเบือนหน้าหนีไปทางอื่นเพื่อหลบสายตาคู่นั้น "ปากดีนักนะ" ทัพพ์หัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นเสียงที่ทุ้มต่ำและเซ็กซี่เป็นบ้า เขายื่นมือมาบีบจมูกโด่งรั้นของเธอเบาๆ อย่างหมั่นไส้ "กูแค่อยากทำตัวเป็นคนดีขึ้นมาบ้าง มึงไม่ชอบหรือไง" "ใครจะไปชินกันล่ะคะ อยู่ดีๆ เสือก็บอกว่าจะเลิกกินเนื้อ แล้วหันมากินหญ้าเนี่ยนะ" "หญ้าอะไร กูไม่ได้กินหญ้า... แต่ถ้าหมายถึงกินเด็กดื้อแถวนี้ อันนี้กูไม่แน่ใจว่ะ" คำพูดกำกวมพร้อมรอยยิ้มมุมปากที่จุดประกายความเจ้าเล่ห์ขึ้นมาอีกครั้ง ทำให้รินรดาร้อนผ่าวไปทั่วทั้งใบหน้า เธอตวัดสายตากลับมาค้อนขวับทันที "พี่ทัพพ์!" "เรียกซะเสียงดังเชียว หูไม่หนวกเว้ย" ทัพพ์ขยับยิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดี ความตึงเครียดเมื่อครู่มลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงบรรยากาศหวานอมเปรี้ยวที่อบอวลอยู่รอบตัว เขายันตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูงก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่เจือความจริงจังขึ้นมาอีกนิด "นั่งอยู่นี่ เดี๋ยวไปเอาแผ่นแปะแก้ปวดกับยาทามาให้อีกรอบ ห้ามลุกเดินไปไหนเด็ดขาด ถ้าดื้อเห็นดีกันแน่" พูดจบก็เดินหายเข้าไปในห้องนอนส่วนตัวปล่อยให้รินรดานั่งกะพริบตาปริบๆ อยู่บนโซฟา หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวราวกับกลองเพล ความรู้สึกต่อต้านและเกลียดขี้หน้าที่มีให้เขามาตลอดเริ่มสั่นคลอนทีละน้อย กำแพงที่เธอสร้างไว้เพื่อปกป้องตัวเองดูเหมือนจะพังทลายลงมาทีละนิดด้วยความใส่ใจที่คาดไม่ถึงของคนตัวโต รินรดากวาดสายตามองไปรอบห้อง สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความเป็นตัวตนของเขา จนกระทั่งสายตาไปสะดุดเข้ากับกรอบรูปบนชั้นหนังสือไม้สีเข้ม ภาพถ่ายโพลาลอยด์เก่าๆ ใบหนึ่งถูกเสียบไว้ตรงมุมกรอบ เป็นภาพของเด็กผู้ชายหน้าตาบึ้งตึงคนหนึ่งกำลังยืนกอดอกอยู่ข้างสนามฟุตบอล กับเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่กำลังยื่นยิ้มแฉ่งยื่นลูกอมให้... เดี๋ยวนะ... เด็กผู้หญิงคนนั้น? รินรดาขมวดคิ้วแน่น เผลอลืมความเจ็บที่ข้อเท้าแล้วขยับตัวเอื้อมมือไปหยิบกรอบรูปนั้นขึ้นมาพินิจดูใกล้ๆ หัวใจกระตุกวูบเมื่อตระหนักได้ว่าโครงหน้าและรอยยิ้มของเด็กผู้หญิงในภาพช่างคุ้นตาเสียเหลือเกิน... เหมือนเธอลอยออกมาจากกระจกไม่มีผิดเพี้ยน! "ทำอะไร..." เสียงทุ้มต่ำที่ดังขึ้นจากด้านหลังทำเอารินรดาสสะดุ้งสุดตัว กรอบรูปในมือหลุดร่วงเกือบหล่นลงพื้น ทว่าทัพพ์ไวreflaxกว่า เขาก้าวเข้ามาคว้าข้อมือเธอไว้ได้ทันก่อนที่มันจะกระแทกพื้น ทว่าเมื่อสายตาคมกริบของเขาเหลือบไปเห็นภาพถ่ายในมือของเธอ ร่างสูงก็ชะงักกึก สีหน้าที่เคยผ่อนคลายเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความตื่นตระหนกและเย็นชาลงในเสี้ยววินาที ดวงตาสองคู่ประสานกันนิ่ง ทัพพ์มองหน้าเธอก่อนจะเหลือบมองภาพในมือสลับกันไปมา บรรยากาศในห้องที่เคยอบอุ่นกลับลดฮวบลงจนติดลบในพริบตาเดียว "พี่... เคยเจอหนูมาก่อนหน้านี้เหรอคะ?" รินรดาเอถามเสียงแผ่ว หัวใจเต้นแรงด้วยความสงสัยที่พุ่งพล่านจนฉุดไม่อยู่ ทัพพ์เม้มริมฝีปากแน่นสันกรามขบเข้าหากันจนนูนเด่น แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยคำใดออกมา เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นขัดจังหวะเสียก่อน... *ก๊อก ก๊อก ก๊อก!* "ไอ้ทัพพ์! อยู่ห้องป่ะวะ กูเองแทนคุณ... เปิดประตูให้หน่อยด่วนๆ มีเรื่องด่วนจะบอก!" เสียงตะโกนโหว่เหวกของเพื่อนสนิทที่ดังลอดเข้ามาจากหน้าห้อง ทำให้ทัพพ์สบถออกมาเบาๆ อย่างหัวเสีย ก่อนจะหันมามองหน้าเธอนิ่งด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก *ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ "เกียร์เปื้อนกาวใจ" ในตอนต่อไปด้วยนะคะ!*
สารจากนักเขียน (เกียร์เปื้อนกาวใจ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวะขี้เก๊ก ปราบพยศเด็กวิศวะ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%