กลิ่นน้ำยาเคมีฉุนกานต์ปะปนกับกลิ่นอับชื้นของห้องแล็บวิศวกรรมโยธาในยามค่ำคืน ไม่ได้ทำให้บรรยากาศน่าอภิรมย์ขึ้นเลยสักนิด ยิ่งเมื่อคนตัวต้นเรื่องที่ลากฉันมาเผชิญชะตากรรมกักบริเวณด้วยกันอย่าง ‘พี่ทัพพ์’ เอาแต่ยืนกอดอกพิงชั้นวางอุปกรณ์ ทำหน้าถมึงทึงราวกับฉันไปกินบ้านกินเมืองเขามาสชาติหนึ่ง ยิ่งทำให้บรรยากาศมันชวนอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
"ถ้ายังเอาแต่ยืนทำหน้าเป็นตูดลิงแบบนั้น ฉันคงต้องขอตัวกลับก่อนนะคะพี่ หน้าตาดุดันของคุณไม่ได้ช่วยให้โปรเจกต์โครงสร้างสะพานนี่มันเสร็จเร็วขึ้นหรอกค่ะ"
ฉันกระแทกเสียงใส่เล็กน้อย พร้อมกับวางปากกาเคมีในมือลงบนโต๊ะไม้สักตัวใหญ่ รินรดาคนนี้ไม่ใช่ลูกไล่ใคร และต่อให้เขาจะเป็นถึงเดือนคณะวิศวะปีสามที่ใครๆ ต่างพากันเกรงกลัว ฉันก็ไม่คิดจะก้มหัวให้ความไร้เหตุผลที่ลากฉันมารับเวรทำความสะอาดและตรวจสอบแปลนโครงสร้างแทนกลุ่มเพื่อนตัวแสบที่ชิ่งหนีไปก่อนหรอกนะคะ
ทัพพ์แค่นหัวเราะในลำคอ เสียงทุ้มต่ำนั้นลอดผ่านไรฟันออกมาด้วยความหงุดหงิด ดวงตาคมกริบราวกับเหยี่ยวจ้องมองตรงมาที่ฉันด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาประชิดโต๊ะทำงานตัวยาวทีละก้าวอย่างคุกคาม จนฉันเผลอถอยหลังไปชนกับขอบโต๊ะโดยอัตโนมัติ
"ปากเก่งนักนะรินรดา..." เขาก้มตัวลงมาเล็กน้อย ใบหน้าหล่อเหลาที่มักจะเชิดขึ้นด้วยความถือดีอยู่เสมอลอยอยู่ห่างจากฉันแค่คืบ "รู้ไหมว่าการที่เธอโดนกักบริเวณอยู่กับฉันสองต่อสองในห้องแล็บที่ไม่มีใครกล้าเดินเข้ามาตอนดึกๆ แบบนี้... มันอันตรายแค่ไหน"
"อันตรายอะไรคะ? หรือว่าพี่กลัวหักห้ามใจตัวเองไม่ได้ที่จะกระโดดเตะฉันข้อหาหมั่นไส้?" ฉันเชิดหน้าขึ้นสู้ สายตาไม่หลบเลี่ยงแม้ว่าหัวใจเจ้ากรรมจะเริ่มเต้นรัวผิดจังหวะเมื่อกลิ่นน้ำหอมคุ้นเคย—กลิ่นซีดาร์วูดผสมความสะอาดสดชื่นแบบผู้ชายแบดบอยที่ลอยวนอยู่รอบตัวเขาเริ่มแทรกซึมเข้าสู่โสตประสาท
ให้ตายเถอะ... ทำไมกลิ่นนี้ถึงวนเวียนอยู่ใกล้ตัวฉันนักนะ
ทัพพ์ชะงักไปนิด ดวงตาสีเข้มไหววูบชั่วพริบตาก่อนจะกลับมาเรียบเฉย ปลายนิ้วเรียวยาวของเขาเอื้อมมาแตะที่ปลายคางของฉันอย่างถือวิสาสะ ฉันสะดุ้งสุดตัวแต่กลับถูกแรงกดเบาๆ บังคับให้เงยหน้าขึ้นรับสายตาที่พินิจพิเคราะห์ราวกับจะค้นหาความลับบางอย่าง
"เปล่า... ฉันไม่ได้กลัวว่าจะเตะเธอ" เสียงทุ้มกระซิบแผ่วเบาอยู่ข้างริมฝีปากของฉัน ลมหายใจอุ่นร้อนที่ปะทะเข้ากับแก้มทำให้ขนลุกซู่ไปทั้งตัว "แต่ฉันกลัวว่า... ตัวเองจะเผลอทำอย่างอื่นที่มันอันตรายยิ่งกว่าต่างหาก"
บรรยากาศรอบตัวเหมือนจะอุณหภูมิสูงขึ้นอย่างกะทันหัน ความเงียบงันภายในห้องแล็บขับเน้นให้เสียงหัวใจของฉันดังจนน่าอาย ทัพพ์ยังคงไม่ขยับหนี เขากักตัวฉันไว้ระหว่างแขนทั้งสองข้างที่ยันกับขอบโต๊ะ พื้นที่ว่างระหว่างเราแทบไม่มีเหลือ ระยะห่างที่ลดลงจนเกินขอบเขตของรุ่นพี่รุ่นน้องทำให้เคมีประหลาดบางอย่างเริ่มทำงานอย่างรุนแรง
ฉันเม้มริมฝีปากแน่น สมองประมวลผลแทบไม่ทันกับคำพูดกำกวมและแววตาที่เปลี่ยนเป็นลุ่มลึกเกินกว่าจะรับมือ ไอร้อนจากร่างสูงที่แผ่ซ่านเข้ามาทำให้สติที่เคยมีเริ่มกระเจิง
"พี่ทัพพ์... ถอยไปเลยนะคะ" ฉันพยายามดันอกแกร่งของเขาออก แต่กล้ามเนื้อแน่นๆ ใต้เสื้อช็อปสีเข้มนั้นกลับมั่นคงราวกำแพงคอนกรีต "เรามีงานต้องตรวจให้เสร็จ ไม่ใช่เวลามาเล่นเกมจิตวิทยาอะไรนี่นะคะ"
"ใครเล่น?" ทัพพ์สวนกลับทันควัน น้ำเสียงของเขาจริงจังขึ้นจนฉันใจกระตุก "เธอกำลังทำให้ฉันเสียสมาธิริน... ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่เด็กกะโปโลอย่างเธอเข้ามามีอิทธิพลกับความหงุดหงิดของฉันขนาดนี้"
คำสารภาพที่หลุดออกมาจากปากของคนปากร้ายทำเอาฉันชะงักค้าง ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความคาดไม่ถึง ทัพพ์จ้องมองฉันด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความดื้อรั้นและ... ความปรารถนาบางอย่างที่เขาพยายามกดทับมันไว้ภายใต้ท่าทีหยิ่งผยอง
และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ที่ปลายนิ้วมือหนาของเขาเลื่อนขึ้นมาเกลี่ยปอยผมที่ตกลงมาปรกแก้มของฉันแผ่วเบา สัมผัสที่อ่อนโยนขัดกับบุคลิกดิบเถื่อนโดยสิ้นเชิงทำให้หัวใจที่ปิดตายมาตลอดเริ่มสั่นคลอนอย่างรุนแรง ฉันหลบสายตาไม่พ้นเมื่อใบหน้าหล่อเหลานั้นโน้มต่ำลงมาเรื่อยๆ จนริมฝีปากของเราแทจะชิดติดกัน
ทว่า—
*กริ๊ก! แอ๊ดดดดด...*
เสียงเปิดประตูกระจกบานเลื่อนด้านนอกดังขึ้นทำลายความเงียบงันและมนต์สะกดทุกอย่างในห้องแล็บทันที พร้อมกับร่างสูงโปรดปรานของ ‘แทนคุณ’ ที่ก้าวเข้ามาพร้อมแฟ้มเอกสารในมือ เจ้าตัวชะงักกึกเมื่อเห็นสภาพของเพื่อนสนิทและรุ่นน้องปีหนึ่งที่ยืนแนบชิดกันบนโต๊ะทำงาน
"อุops... กูมาขัดจังหวะอะไรมึงหรือเปล่าวะไอ้ทัพพ์?" แทนคุณเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏบนมุมปากชัดเจน "โทษที พอดีกูเอาสเปกชีตที่อาจารย์ฝากมาให้... เชิญพวกมึง ‘สวีท’ กันต่อตามสบายเลยนะเพื่อน"
ทัพพ์สบถออกมาเบาๆ อย่างหัวเสีย เขายืดตัวถอยห่างจากฉันทันที ใบหน้าหล่อเหลาบึ้งตึงขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าด้วยความหงุดหงิดที่ถูกขัดจังหวะในวินาทีสำคัญ
ฉันรีบฉวยจังหวะที่เขาลละสายตา ดึงตัวเองออกจากวงแขนนั้นแล้วก้าวถอยหลังออกมายืนตั้งหลักอีกมุมหนึ่งของโต๊ะ ใบหน้าร้อนผ่าวจนแทบไหม้ด้วยความเขินอายที่พุ่งพล่านขึ้นมาตีตื้น
แต่ก่อนที่ฉันจะได้เอ่ยปากแก้ตัวอะไรออกไป ทัพพ์ก็หันกลับมามองฉันด้วยสายตากรุ้มกริ่มที่ซ่อนความดุดันเอาไว้เต็มเปี่ยม พร้อมกับเอ่ยประโยคที่ทำให้ฉันต้องกลั้นหายใจ
"เรื่องของเราเมื่อกี้... ยังไม่จบแค่นี้แน่ รินรดา"
อย่าลืมกดใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ "เกียร์เปื้อนกาวใจ" คนนี้ด้วยนะคะ!
วิศวะขี้เก๊ก ปราบพยศเด็กวิศวะ•ตอนที่ 5
กลิ่นน้ำหอมที่คุ้นเคย
ผลงานโดย เกียร์เปื้อนกาวใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เกียร์เปื้อนกาวใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวะขี้เก๊ก ปราบพยศเด็กวิศวะ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!