“ถ้าคิดจะเดินหนีฉันอีกครั้ง… ก็ลองดูว่าเรียวขาคู่นี้จะมีแรงก้าวพ้นธรณีประตูห้องนี้ไปได้สักกี่น้ำ รินรดา”
เสียงทุ้มต่ำที่ลอดผ่านไรฟันของทัพพ์ไม่ได้เจือแววหยอกเย้าเหมือนทุกครั้ง ทว่ามันคือประกาศิตจากซาตานหนุ่มสวมช็อปวิศวะที่กำลังสูญเสียการควบคุมตัวเองอย่างสมบูรณ์ แผ่นหลังบางของเด็กสาวชนเข้ากับบานประตูกระจกฝ้าของห้องสตูดิโอโปรเจกต์ดึกสงัด แรงกระแทกนั้นไม่เท่ากับแรงสั่นสะเทือนจากดวงตาคมกริบที่จ้องมองมา ราวกับต้องการจะแผดเผาเสื้อผ้าและเกราะป้องกันทุกชั้นของเธอให้มอดไหม้ไปในคราวเดียว
รินเม้มริมฝีปากแน่นจนซีดเผือด หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวราวกับกลองศึกที่รัวกระหน่ำไม่เป็นจังหวะ ปลายนิ้วเรียวพยายามดันอกแกร่งที่ทาบทับเข้ามาใกล้จนแทบไม่มีช่องว่างระหว่างกัน ทว่าร่างสูงใหญ่ของเดือนคณะปีสามกลับนิ่งสนิทราวกับภูเขาหินผา กลิ่นบุหรี่จางๆ ผสมกับน้ำหอมผู้ชายกลิ่นเซ็กซี่คุ้นเคยลอยวนอยู่รอบตัว ยิ่งทำให้สติที่กระเจิดกระเจิงอยู่แล้วยิ่งเตลิดเปิดเปิงไปกันใหญ่
“รุ่นพี่ทัพพ์… ถอยไปนะคะ รินจะกลับห้อง” เสียงหวานพยายามบังคับให้ราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ความสั่นเครือที่ปลายเสียงกลับทรยศเธออย่างหมดรูป
“กลับห้องเหรอ? ห้องไหนล่ะ ห้องตัวเอง หรือห้องไอ้แทนคุณ?” ทัพพ์แค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มหยันที่มุมปากนั้นช่างบาดลึก “แปลกดีนะ พอไม่มีฉันคอยตามกวนใจ เธอก็ดูจะมีความสุขกับการมีตัวเลือกเยอะแยะเต็มไปหมดนี่ริน… ไหนบอกว่าเกลียดนักเกลียดหนาไง ทำไมช่วงนี้ถึงได้วิ่งเข้าหาพวกมันเป็นว่าเล่นล่ะ หื้ม?”
คำพูดเย้ยหยันและท่าทีหึงหวงอย่างไร้เหตุผลทำให้ความอดทนเส้นสุดท้ายของรินขาดผึง เธอเงยหน้าขึ้น สบตากับดวงตาคู่คมที่เต็มไปด้วยไฟโทสะและความอัดอั้น ท้าทายกลับด้วยความดื้อรั้นที่ไม่เคยลดน้อยลงเลยสักนิด
“แล้วมันธุระอะไรของรุ่นพี่ล่ะคะ! รินจะเป็นอิสระไปไหน ไปกับใคร หรือไปสนิทกับใคร มันก็เรื่องของริน รุ่นพี่เป็นแค่… เป็นแค่คนใจร้ายที่ชอบบังคับคนอื่น ไม่มีสิทธิ์มาล้ำเส้นชีวิตส่วนตัวของรินหรอกค่ะ!”
*ฉับพลัน… บรรยากาศรอบตัวก็ดิ่งวูบลงราวกับอากาศถูกสูบออกไปจนหมด*
ทัพพ์ไม่ตอบโต้ด้วยวาจา ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับวาวโรจน์ขึ้นอย่างน่ากลัว มือหนาข้างหนึ่งยกขึ้นทาบกับบานกระจกข้างศีรษะเล็ก กักขังเธอไว้ในวงแขนอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับพวงแก้มเนียนเมื่อเขาโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้จนริมฝีปากหยักแทบจะแนบชิดกับใบหู
“ไม่มีสิทธิ์งั้นเหรอ…” เสียงกระซิบพร่าต่ำดังขึ้นชิดริมใบหู จนรินต้องหดคอหนีด้วยความจั๊กจี้และตื่นกลัว “ปากเก่งนักนะริน แต่รู้ไหม… ทุกครั้งที่เธอเดินหนีหายไปจากสายตา ทุกครั้งที่เธอทำเป็นเมินเฉยใส่ หรือแม้แต่ตอนที่เธอไปยืนยิ้มให้ไอ้พวกเวรนั่น… รู้ไหมว่าข้างในนี้มันรู้สึกยังไง”
มือหนาอีกข้างที่ว่างอยู่ถูกดึงขึ้นไปทาบไว้บริเวณหน้าอกด้านซ้ายของเขาเอง ตำแหน่งที่หัวใจกำลังเต้นกระหน่ำรุนแรงจนรู้สึกได้ผ่านเนื้อผ้าหนาของเสื้อช็อป แรงกระแทกนั้นหนักหน่วงและสั่นไหว รินเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงเมื่อสัมผัสได้ถึงความร้อนรุ่มที่ส่งผ่านฝ่ามือ
“มันบ้าคลั่ง… ริน” ทัพพ์เอ่ยชื่อเธอด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงอย่างไม่น่าเชื่อ แต่กลับทรงพลังและลึกล้ำจนทำให้ขอบตาของเด็กสาวร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ “ฉันไม่เคยเป็นแบบนี้กับใคร ไม่เคยต้องมานั่งกระวนกระวายว่าเด็กดื้ออย่างเธอจะกินข้าวหรือยัง จะนอนหลับไหม หรือกำลังร้องไห้เพราะใครรังแกอยู่หรือเปล่า… ชิบหายเถอะ! ฉันเกลียดความรู้สึกตัวเองชะมัดที่ตอนนี้… ขาดเธอไม่ได้แม้แต่วินาทีเดียว”
ประโยคสารภาพที่หลุดออกมาจากปากของคนปากแข็งและหยิ่งยโสที่สุดในคณะวิศวะ ทำให้รินถึงกับพูดไม่ออก สมองอื้ออึงราวกับถูกค้อนยักษ์ทุบซ้ำๆ ภาพความใจร้าย ท่าทีหวงก้าง และความเอาแต่ใจของเขาในอดีตซ้อนทับขึ้นมา แต่วินาทีนี้… แววตาคู่คมที่ฉายความเจ็บปวดและความหวั่นไหวอย่างปิดไม่มิดนั้น กลับทำลายกำแพงความแข็งกระด้างที่เธอก่อขึ้นมาทั้งหมดพังทลายลงในพริบตา
“รุ่นพี่… พูดบ้าอะไรเนี่ย…” รินพึมพำเสียงสั่น หัวใจเจ้ากรรมทรยศด้วยการเต้นแรงยิ่งกว่าเดิม น้ำใสๆ เอ่อคลอขึ้นมาที่หน่วยตาอย่างไม่รู้ตัว
“ไม่ได้บ้า…” ทัพพ์เลื่อนสายตาลงมองเรียวปากอิ่มที่สั่นระริก ปลายนี้วแกร่งเกลี่ยไล้ลงบนพวงแก้มเนียนแผ่วเบา สัมผัสที่อ่อนโยนผิดวิสัยทำให้รินสะท้านเฮือก “ฉันยอมรับแล้วก็ได้ว่าฉันแพ้… แพ้ให้เด็กกวนประสาทอย่างเธอ แพ้ราบคาบเลยด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้น… เลิกทำเป็นใจร้ายใส่ฉันสักทีได้ไหมริน”
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหายใจที่สอดประสานกันและจังหวะหัวใจที่เต้นโครมคราม รินแหงนมองใบหน้าคมคายที่อยู่ใกล้แค่คืบ ความรู้สึกอุ่นวาบแผ่ซ่านไปทั่วอก เธอรู้ดีว่าถ้าเผลอใจตอบรับออกไป ชีวิตหลังจากนี้ของเธอจะไม่มีวันกลับไปสงบสุขเหมือนเดิมอีกแน่ แต่ทว่า… ลึกลงไปในความกลัว กลับมีความโหยหาบางอย่างที่เรียกร้องให้เธอพยักหน้ายอมจำนน
นิ้วเรียวเล็กตัดสินใจยกขึ้นแตะที่อกแกร่งของเขาบ้าง แรงสะท้อนจากหัวใจของทัพพ์ตอกย้ำว่าเขากำลังพูดความจริง ทว่าก่อนที่รินจะทันได้เอื้อnเอ่ยคำตอบใดๆ ออกมาจากริมฝีปากที่สั่นระริกนั้น…
*กริ๊ก!*
เสียงปลดล็อกประตูสตูดิโอจากภายนอกดังขึ้นก้องกังวานในความเงียบสงบ พร้อมกับบานประตูที่ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้มารยาท
“ไอ้ทัพพ์! กูอยู่นี่… เฮ้ย! พวกมึงทำอะไรกันวะเนี่ย!”
เสียงตะโกนโפר่งของแทนคุณที่ก้าวเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มกวนประสาทชะงักค้างกลางอากาศ ดวงตาคมกริบของเพื่อนสนิทพระเอกเบิกกว้างเมื่อเห็นภาพตรงหน้า—ทัพพ์ที่กำลังกักขังรินรดาไว้ชิดกับบานกระจกในระยะประชิดที่แทบจะหลอมรวมเป็นร่างเดียวกัน และใบหน้าของทั้งคู่ที่ห่างกันไม่ถึงคืบ!
ทัพพ์สบถคำหยาบออกมาเบาๆ อย่างหัวเสีย ดวงตาดุร้ายหันขวับไปจ้องหน้าเพื่อนสนิทที่บังอาจเข้ามาทำลายจังหวะชีวิตรักของเขาอย่างไม่รู้กาลเทศะ ขณะที่รินหน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย รีบมุดตัวหลบจากวงแขนแกร่งทันที
“มึง… เข้ามาทำไมวะไอ้แทน!” ทัพพ์เค้นเสียงลอดไรฟันด้วยความกรุ่นโกรธ นัยน์ตาวาวโรจน์จ้องเขม็งใส่เพื่อนรักที่ยกมือขึ้นยอมแพ้แต่โดยดี
“กูไม่ได้ตั้งใจจะขัดจังหวะสวีทนะเว้ย…” แทนคุณหัวเราะแห้งๆ ชูโทรศัพท์ในมือขึ้นโบกไปมา “แต่พอดีมีเรื่องด่วน… เรื่องที่พวกมึงสองคนต้องเคลียร์ให้จบวันนี้ ไม่งั้นโปรเจกต์กลุ่มพังแน่ และที่สำคัญ…” แทนคุณเว้นจังหวะ หันไปมองรินรดาที่ยืนก้มหน้าหลบสายตาอยู่ข้างหลังทัพพ์ ก่อนจะยิ้มมุมปาก “มีคนอื่นกำลังเดินตรงมาที่ห้องนี้… และดูท่าทางจะไม่ค่อยสมานฉันท์กับมึงเท่าไหร่ด้วยนะวะ ไอ้ทัพพ์”
ทัพพ์ขมวดคิ้วมุ่น กำหมัดแน่นด้วยความหงุดหงิดที่พุ่งทะยานถึงขีดสุด ยังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยปากถามว่าใครคือ ‘คนอื่น’ ที่ว่านั้น…
เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับแรงผลักประตูที่เปิดกว้างออกอย่างไร้ความเกรงใจ ก็ดังแทรกขึ้นมาขัดจังหวะ พร้อมกับร่างสูงของบุคคลที่ไม่คาดฝันก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ที่ธรณีประตูห้องสตูดิโอ…
เกียร์เปื้อนกาวใจ ขอฝากกดหัวใจและเพิ่มเข้าชั้นเป็นกำลังใจให้ในตอนต่อไปด้วยนะคะ!
วิศวะขี้เก๊ก ปราบพยศเด็กวิศวะ•ตอนที่ 26
เมื่อคนใจร้ายเริ่มหวั่น
ผลงานโดย เกียร์เปื้อนกาวใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เกียร์เปื้อนกาวใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวะขี้เก๊ก ปราบพยศเด็กวิศวะ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!