กลิ่นอายความเย็นฉ่ำของเครื่องปรับอากาศในห้องสมุดคณะวิศวกรรมศาสตร์ไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศรอบตัวทัพพ์ผ่อนคลายลงเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม... มันกลับหนบหนับและน่าอึดอัดเสียจนเขานึกอยากจะคว้าเก้าอี้ฟาดกำแพงสักที สองวันเต็มๆ ที่ร่างบางของเฟรชชี่ปีหนึ่งอย่างรินรดาเลือกจะ ‘หายตัวไปจากเรดาร์’ ของเขาอย่างสมบูรณ์แบบ ไม่มีแม้แต่ข้อความไลน์กวนประสาท ไม่มีกาแฟกระป๋องรสชาติธรรมดาที่ถูกวางทิ้งไว้บนโต๊ะช็อปอย่างไร้มมารยาท และที่แย่ที่สุดคือ... ไม่มีสายตาคู่คมที่ชอบมองมาด้วยความท้าทายราวกับแมวป่าตัวน้อย
ทัพพ์ปั๊มปากกาลงบนสมุดเล่มหนารัวๆ จนกระดาษเกือบทะลุ ดวงตาคมกริบกวาดมองข้อความตรงหน้าแต่สมองกลับว่างเปล่า ภาพใบหน้าหวานที่มักจะเชิดขึ้นทุกครั้งเวลาเถียงแพ้ยังคงติดตรึงอยู่ในห้วงความคิด มันไม่ใช่ความหงุดหงิดธรรมดา แต่มันคือความรู้สึก ‘เคว้งคว้าง’ ชนิดที่ผู้ชายอย่างเขาไม่เคยเผชิญมาก่อนในชีวิต
“เฮ้ย ไอ้ทัพพ์ มึงเป็นหมาหงอยอะไรวะ หน้าบึ้งยิ่งกว่าตูดหม้อ หน้าตาหล่อๆ เสียหมดรัศมีเดือนคณะเกียร์ปีสามหมด”
เสียงกวนประสาทของแทนคุณดังขึ้นพร้อมกับการทิ้งตัวลงนั่งเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม มือหนาวางแก้วชาเขียวเย็นเฉียบลงบนโต๊ะก่อนจะเลิกคิ้วมองเพื่อนสนิทที่กำลังแผ่รังสีความหงุดหงิดออกมาเป็นระลอก
ทัพพ์เงยหน้าขึ้นจากกองชีต ชำเลืองมองเพื่อนด้วยหางตาก่อนจะแค่นเสียงในลำคอ “เรื่องของกู”
“ปากแข็งชิบหาย” แทนคุณหัวเราะในลำคออย่างรู้ทัน ดวงตาพราวระยับฉายแววสนุกสนานเมื่อเห็นอาการนั่งไม่ติดของเจ้าพ่อแห่งความนิ่ง “กูเห็นน้องรินไปนั่งติวอยู่กับไอ้พวกเด็กปีสองตึก B ตั้งแต่บ่ายแล้วมั้ง เห็นว่าหัวข้อโปรเจกต์น่าสนใจดี... อ้อ นัยน์ตากลมๆ นั่นเวลาตั้งใจฟังคนอื่นพูดคงจะน่ารักน่าดูเนอะ มิน่าล่ะ ถึงได้ทิ้งให้เสือแถแถ แถวนี้อดอยากปากแห้งอยู่คนเดียว”
ครกเกียร์ในอกของทัพพ์กระแทกเข้ากับซี่โครงอย่างแรงจนเจ็บแปลบ สันจوดสันคางคมสันขบเข้าหากันจนขึ้นเป็นสันนูน เขาวางปากกาในมือลงช้าๆ แต่แรงกดที่กระทำต่อโต๊ะไม้เนื้อแข็งนั้นบ่งบอกถึงโทสะที่กำลังพลุ่งพล่าน
“มึงว่างมากเหรอไอ้แทน” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยลอดไรฟัน แววตาคมปลาบดุดันขึ้นจนอีกฝ่ายต้องยอมยกมือขึ้นยอมแพ้
“กูแค่เตือนในฐานะเพื่อน... ระวังเถอะวะ ของอยู่ในมือแท้ๆ แต่ดันทำหล่นหายเพราะความปากหมาของตัวเอง ระวังจะมีหมาตัวอื่นคาบไปกินก่อนที่มึงจะรู้ตัวว่าขาดเขาไม่ได้”
แทนคุณตบไหล่เพื่อนเบาๆ สองครั้งก่อนจะลุกขึ้นเดินจากไปปล่อยให้ทัพพ์จมอยู่กับความเงียบงันและความจริงอันน่าหงุดหงิดที่เพิ่งถูกกระแทกใส่หน้า
คำพูดของแทนคุณวนเวียนอยู่ในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า ‘ขาดเขาไม่ได้’... บ้าสิ้นดี! คนอย่างทัพพ์เนี่ยนะจะขาดเด็กดื้อปากดีอย่างรินรดา? เขาแค่รำคาญที่ยายตัวแสบชอบทำตัวผิดแปลกไปจากเดิม ไม่ได้รู้สึกอะไรมากไปกว่านั้นเสียหน่อย แต่กระนั้น ขาทั้งสองข้างก็ก้าวเดินออกจากห้องสมุดมุ่งตรงไปยังตึกภาควิชาปีสองโดยอัตโนมัติ ราวกับร่างกายมีความคิดเป็นของตัวเองและกำลังปฏิเสธคำสั่งของสมอง
แสงแดดยามเย็นสาดส่องกระทบโครงสร้างเหล็กสีเทาของตึกคณะวิศวกรรมศาสตร์ ทัพพ์สาวเท้าก้าวเดินผ่านทางเดินยาวจนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่หน้าห้องแล็บปฏิบัติการที่เปิดกระจกใสรอบด้าน สายตาคมกริบกวาดมองหาเป้าหมายทันที และไม่ยากเลยที่จะเจอ...
รินรดากำลังยืนก้มๆ เงยๆ อยู่หน้าโต๊ะปฏิบัติการ โดยมีรุ่นพี่ปีสองผู้ชายคนหนึ่งยืนประชิดตัวอยู่ใกล้เสียจนเกือบจะสลับร่างกันได้ รอยยิ้มหวานที่เจ้าตัวมักจะใช้กวนประสาทเขา ถูกส่งให้กับผู้ชายคนนั้นอย่างง่ายดาย มือเรียวบางกำลังเอื้อมไปหยิบอุปกรณ์ชิ้นเดียวกันกับรุ่นพี่คนนั้น จนปลายนิ้วแทบจะสัมผัสกัน
ความรู้สึกร้อนผ่าวแล่นพล่านขึ้นมาถึงขมับ เลือดในกายสูบฉีดด้วยความเร็วสูง ทัพพ์ไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่าตัวเองเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูห้องแล็บตั้งแต่เมื่อไหร่ รู้ตัวอีกทีมือหนาก็ผลักบานประตูเสียงดัง ‘ปัง’ จนทุกคนในห้องต้องหันมามองเป็นตาเดียว
บรรยากาศภายในห้องเงียบกริบลงทันที รินรดาชะงักมือที่กำลังถือประแจ เธอเงยหน้าขึ้นสบตากับร่างสูงที่ยืนแผ่รังสีทมิฬอยู่ตรงประตู ดวงตากลมโตไหววูบไปชั่วขณะก่อนจะปรับเปลี่ยนเป็นเรียบเฉย เยชาและห่างเหิน—สายตาแบบที่ทัพพ์ไม่เคยได้รับมาก่อน
“มีธุระอะไรคะรุ่นพี่ทัพพ์” เสียงหวานเอ่ยถามเรียบๆ ไม่มีแววตื่นกลัวหรือประกายความท้าทายเช่นเคย มีเพียงความว่างเปล่าที่ทำเอาหัวใจของคนฟังกระตุกวูบ
ทัพพ์ก้าวช้าๆ เข้าไปประชิดตัวร่างบาง ดวงตาคมกวาดมองรุ่นพี่ปีสองคนนั้นด้วยสายตาที่เฉียบคมจนอีกฝ่ายต้องรีบถอยกรูดออกไปโดยอัตโนมัติ ก่อนที่ทัพพ์จะก้มลงกระซิบข้างใบหูเล็ก น้ำเสียงทุ้มต่ำสั่นพร่าด้วยแรงอารมณ์ที่พยายามสะกดกลั้นไว้อย่างสุดความสามารถ
“ตีตัวออกห่างเก่งนักนะ... คิดจะหนีหน้าพี่ไปถึงไหน หืม?”
รินรดาหันมาสบตาเขาตรงๆ รอยยิ้มบางเบาที่มุมปากช่างบาดลึกหัวใจ “หนีอะไรกันคะ รินก็แค่... ถอยกลับไปอยู่ในจุดที่ควรจะอยู่ต่างหาก รุ่นพี่เองไม่ใช่เหรอคะที่ชอบบอกว่ารินน่ารำคาญ”
คำพูดนั้นสะท้อนกลับมาทิ่มแทงหัวใจคนฟังอย่างจัง ทัพพ์ชะงักค้างไปชั่วขณะ ลมหายใจสะดุดกึกเมื่อตระหนักได้ว่ากำแพงที่เธอกำลังสร้างขึ้นมานั้น... มันแข็งแกร่งเกินกว่าที่เขาคาดคิดไว้เสียแล้ว
รินรดากำลังจะก้าวเดินเลี่ยงหนี แต่ทัพพ์กลับไว, มือหนาคว้าข้อแขนเรียวเอาไว้แน่น แรงดึงรั้งทำให้ร่างบางเซเข้าปะทะกับแผงอกกว้างอย่างจัง กลิ่นกายสะอาดผสมกับกลิ่นน้ำหอมคุ้นเคยโชยเข้าจมูก ทว่าครั้งนี้ไม่มีเสียงโต้เถียง มีเพียงเสียงหัวใจของเขาสองคนที่เต้นระรัวแข่งกันท่ามกลางความเงียบงันของคนในห้องแล็บ
ดวงตาคมกริบก้มลงมองใบเนียนใกล้จนลมหายใจรดกัน ทัพพ์ขบกรามแน่น สบตากับดวงตากลมโตที่สั่นไหวเล็กน้อยแต่ยังคงดื้อรั้นไม่ยอมแพ้
“ใครอนุญาตให้เธอถอย?” เสียงทุ้มรemind ต่ำกระซิบชิดริมฝีปากนุ่ม แววตาคมดุฉายประกายความเร่าร้อนที่ถูกกักเก็บไว้มานานจนเกือบระเบิด “ในเมื่อเป็นคนก้าวเข้ามาปั่นป่วนชีวิตพี่เอง... เธอก็ไม่มีสิทธิ์จะเดินออกไปเฉยๆ แบบนี้ รินรดา”
รินรดาเบิกตากว้างเล็กน้อยเมื่อได้ยินประโยคที่หลุดออกมาจากปากของคนซึน ใจดวงน้อยเต้นระรัวจนแทบจะทะลุออกมานอกอก ความใกล้ชิดที่แนบ rix บีบคั้นความรู้สึกจนแทบหายใจไม่ออก ทว่าก่อนที่เธอจะได้ทันเอ่ยปากโต้ตอบอะไรกลับไป...
“อุ๊ย ขอโทษทีครับ ขัดจังหวะอะไรสำคัญอยู่หรือเปล่าเอ่ย?”
เสียงทุ้มคุ้นเคยดังขึ้นที่หน้าประตูห้องแล็บ พร้อมกับการก้าวเข้ามาของบุคคลที่สามที่ทำให้บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนจากความร้อนระอุเป็นความเย็นเฉียบในเสี้ยววินาที
เกียร์เปื้อนกาวใจ ขอฝากกดหัวใจและเพิ่มเข้าชั้นเป็นกำลังใจให้ในตอนต่อไปด้วยนะคะ!
วิศวะขี้เก๊ก ปราบพยศเด็กวิศวะ•ตอนที่ 25
ระยะห่างที่เพิ่มขึ้น
ผลงานโดย เกียร์เปื้อนกาวใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เกียร์เปื้อนกาวใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวะขี้เก๊ก ปราบพยศเด็กวิศวะ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!