เซฟเฮาส์ลับฉบับคนไม่ถูกชะตา•ตอนที่ 24

ความรู้สึกที่ห้ามไม่อยู่

ผลงานโดย สเปซโอเดสซีย์
“คุณช่วยเลิกทำหน้าเหมือนผมเป็นผู้ร้ายฆ่าปาดคอคุณสักห้าวินาทีจะได้ไหมครับ คุณรวิศ” เสียงทุ้มต่ำติดจะแหบพร่าของพยัคฆ์ดังขึ้นในระยะประชิด ชนิดที่ว่าหากรวิศขยับปลายจมูกไปข้างหน้าอีกเพียงเซนติเมตรเดียว ปลายจมูกของเขาก็คงจะแตะเข้ากับสันจมูกโด่งเป็นสันของหัวหน้าคุมงานหนวดเคราคริ้มคนนี้เข้าอย่างจัง เซฟเฮาส์หลังน้อยที่ควรจะกว้างขวางพอสำหรับการอยู่อาศัยของคนสองคน บัดนี้กลับหดแคบลงถนัดตาเมื่อพื้นที่กลางห้องครัวถูกจำกัดด้วยเคาน์เตอร์บิ้วต์อินและแผ่นแปลนสถาปัตยกรรมที่กางทับเกะกะ รวิศยืนหลังชนผนังเย็นเฉียบ ขณะที่พยัคฆ์ใช้แขนข้างหนึ่งยันขอบโต๊ะไว้ กักตัวสถาปนิกหนุ่มผู้รักความเนี๊ยบให้อยู่ในอาณัติโดยสมบูรณ์ รวิศเม้มริมฝีปากแน่น หัวใจในอกเต้นโครมครามจนดังราวกับเสียงกลองเพล ไม่ใช่ด้วยความกลัว... แต่เป็นเพราะระยะห่างที่ใกล้เกินไปจนได้กลิ่นบุหรี่จางๆ ผสมกับกลิ่นกายสะอาดสะอ้านของอีกฝ่าย มันรบกวนสมาธิของเขาจนสมองที่เคยประมวลผลเรื่องโครงสร้างอาคารมานับร้อยโปรเจกต์แทบจะรันต่อไม่ไหว “ถอยไปหน่อยครับ คุณพยัคฆ์ มันเกะกะ” รวิศเชิดหน้าขึ้น พยายามกลบเกลื่อนความสั่นไหวในน้ำเสียงด้วยการใช้มาardเพอร์เฟกต์ชันนิสต์เข้าสู้ “แล้วก็ช่วยจำไว้ด้วยว่าแบบแปลนตรงนี้ ผมเป็นคนรีวิวมันเอง ถ้าคุณยังเอาหน้าเข้ามาใกล้พิมพ์เขียวของผมอีกระยะเดียว ผมจะถือว่าคุณจงใจก่อกวนการทำงาน” “ก่อกวนเหรอครับ” พยัคฆ์เลิกคิ้วหนาขึ้นข้างหนึ่ง รอยยิ้มมุมปากปรากฏขึ้นอย่างเกียจคร้านแต่ทรงพลังทำลายล้าง “ผมไม่ได้สนใจพิมพ์เขียวสักนิด... ตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว” ดวงตาคมกริบของหัวหน้าคุมงานกวาดมองตั้งแต่ริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันอย่างถือดี ไล่เรื่อยลงมาที่ลำคอระหงที่ขยับขึ้นลงตามจังหวะการหายใจ ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่นัยน์ตาสั่นระริกของรวิศ สายตานั้นไม่มีความดุดันหรือความดิบเถื่อนเหมือนยามอยู่ในไซต์งานก่อสร้างเลยแม้แต่น้อย มีเพียงประกายความปรารถนาที่ชัดเจนเสียจนรวิศต้องเป็นฝ่ายเบือนหน้าหนีด้วยความร้อนผ่าวที่ใบหู บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง นับตั้งแต่คืนวันที่ไฟในเซฟเฮาส์ดับลงและพวกเขาเผลอข้ามเส้นบางๆ ที่เรียกว่า ‘คู่กัด’ ไป ความอึดอัดที่เคยมีถูกแทนที่ด้วยความระแวงระวัง และในขณะเดียวกัน... ก็มีความโหยหาที่ต่างฝ่ายต่างพยายามซ่อนไว้ภายใต้คำพูดจิกกัด แต่วันนี้ กำแพงที่เคยสร้างไว้มันบางลงจนแทบจะมองไม่เห็นแล้ว “คุณมองอะไร” รวิศถามเสียงเขียว ทั้งที่หัวใจเต้นแรงจนแทบทะลุออกมานอกอก “ถ้าไม่มีอะไรจะเสนองาน ก็ถอยออกไปครับ ผมต้องแก้แบบต่อ” “ผมกำลังเสนออยู่นี่ไงครับ” พยัคฆ์ขยับเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด จนรวิศรู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ ที่ปัดป่าวอยู่ข้างแก้ม “เสนอให้คุณเลิกทำตัวเป็นหุ่นยนต์บ้างาน แล้วหันมามองหน้าผมตรงๆ... แบบที่ผมกำลังมองคุณอยู่ตอนนี้” คำพูดเรียบง่ายแต่จริงจังจนน่าตกใจนั้นทำให้รวิศชะงัก เขายอมหันกลับมาสบตากับดวงคู่นั้น นัยน์ตาที่มักจะฉายแววกวนประสาท บัดนี้กลับลุ่มลึกและจริงจังจนน่ากลัว ไม่มีร่องรอยของการล้อเล่น ไม่มีคราบของหัวหน้าช่างปากร้าย มีเพียงชายคนหนึ่งที่กำลังยอมจำนนต่อความรู้สึกของตัวเองอย่างหมดหัวใจ “คุณ... พูดบ้าอะไรของคุณ” รวิศกระซิบ เสียงสั่นพร่าอย่างควบคุมไม่ได้ “เราเป็นแค่...” “แค่คนที่ไม่ถูกชะตากัน? แค่คู่กัดที่ต้องมาติดแหง่กอยู่ในเซฟเฮาส์เดียวกันเพราะงานงี่เง่าพวกนี้งั้นเหรอครับ?” พยัคฆ์ทวนคำด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้มแต่บาดลึก มือหนาข้างที่ว่างเอื้อมขึ้นช้าๆ ปลายนิ้วหยาบกร้านจากการจับเครื่องมือช่างสัมผัสเบาๆ ที่กรอบหน้าของรวิศอย่างทะนุถนอม ราวกับกลัวว่าสถาปนิกคนเก่งจะแตกสลายคามือ “รวิศ... คุณหลอกคนอื่นได้ หลอกตัวเองได้ แต่คุณหลอกตาตัวเองไม่ได้หรอกครับว่าคุณรู้สึกยังไงเวลาอยู่ใกล้ผม” สัมผัสอุ่นจัดจากปลายนิ้วนั้นส่งกระแสไฟแปลกประหลาดวิ่งพล่านไปทั่วร่าง รวิศตัวแข็งทื่อ สมองขาวโพลน คำพูดโต้แย้งนับร้อยที่เตรียมไว้หายวับไปกับตา เขาอยากจะผลักอกอีกฝ่ายออกไปให้พ้นทาง อยากจะตะโกนด่าว่าอีกฝ่ายก้าวล้ำพื้นที่ส่วนตัว แต่ร่างกายกลับไม่ยอมขยับ ปล่อยให้ความอบอุ่นนั้นครอบครองพื้นที่ความรู้สึกทีละน้อย ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศเบาๆ และเสียงหัวใจของคนทั้งคู่ที่เต้นประสานกันจนแทบจะเป็นจังหวะเดียวกัน พยัคฆ์โน้มใบหน้าลงมาเรื่อยๆ ระยะห่างที่ลดลงทำให้รวิศต้องหลับตาลงอย่างจำยอม หัวใจดวงน้อยเต้นรัวระรัวราวกับจะกระโดดออกมานอกอก ความรู้สึกที่พยายามกดทับเอาไว้ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา บัดนี้มันปะทุขึ้นจนห้ามไม่อยู่แล้ว ไม่มีเหตุผล ไม่มีข้ออ้าง ไม่มีกำแพงศักดิ์ศรีใดๆ อีกต่อไป มีเพียงแรงดึงดูดระหว่างคนสองคนที่พร้อมจะหลอมรวมเข้าหากัน... *ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!* เสียงเคาะประตูดังสนั่นหวั่นไหวขัดจังหวะขึ้น ตามมาด้วยเสียงตะโกนโหลวกเหวกที่คุ้นเคยจนน่าหงุดหงิดของไอ้ผู้รับเหมาตัวแสบจากหน้าบ้าน “เฮ้ย! พี่พยัคฆ์! คุณรวิศ! อยู่ข้างในกันไหมวะเนี่ย! ผมเอาเอกสารเบิกงบงวดหน้ามาให้เซ็นด่วนเลย! เปิดประตูให้ผมหน่อยเร็วกว่านรกจะกินหัวผมแล้วเนี่ย!” พยัคฆ์ชะงักกึก ลมหายใจอุ่นที่เป่ารดริมฝีปากหยุดชะงักไป ดวงตาคมกริบฉายแววหงุดหงิดจัดจนแทบจะกินเลือดกินเนื้อ สถาปนิกหนุ่มสะดุ้งสุดตัวราวกับเพิ่งตื่นจากภวังค์ รีบยกมือขึ้นดันอกอีกฝ่ายให้ออกห่างอย่างลนลาน สองแก้มร้อนผ่าวขึ้นสีแดงจัดด้วยความเขินอายและตกใจ รวิศจัดเสื้อผ้าตัวเองให้เข้าที่อย่างเร่งรีบ พยายามปรับลมหายใจให้เป็นปกติแม้ว่าหัวใจจะยังเต้นไม่เป็นส่ำ เขากวาดสายตามองไปทางประตูบ้านสลับกับใบหน้าบึ้งตึงของพยัคฆ์ที่กำลังสบถพึมพำอย่างหัวเสีย “เวรเอ๊ย...” พยัคฆ์สบถเบาๆ ก่อนจะหันมามองรวิศที่กำลังยืนพิงเคาน์เตอร์ด้วยท่าทีตื่นตระหนก “เกือบจะได้คำตอบอยู่แล้วเชียว” รวิศถลึงตาใส่พยัคฆ์ด้วยความหมั่นไส้ระคนโล่งอก แม้จะยังรู้สึกวูบวาบในท้องไม่หาย “คำตอบอะไร... ไม่มีอะไรทั้งนั้นแหละครับ! ไปเปิดประตูสิครับ เดี๋ยวคนข้างนอกก็พังประตูเข้ามาหรอก!” พยัคฆ์ถอนหายใจยาวเหยียดด้วยความเสียดายอย่างที่สุด เขายอมผละตัวออกจากพื้นที่จำกัด เดินฮึดฮัดไปที่ประตูหน้าบ้านด้วยสีหน้าถมึงทึง มือหนาบิดลูกบิดแล้วกระชากประตูเปิดออกกว้างด้วยแรงอารมณ์ที่ยังค้างคา ทว่า... บุคคลที่ยืนยันยิ้มแป้นอยู่หน้าประตูกลับไม่ใช่ลูกน้องผู้รับเหมาจอมซุ่มซ่ามอย่างที่คิด แต่เป็นร่างระหงคุ้นตาของใครบางคนที่รวิศไม่คาดคิดว่าจะมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ในเวลานี้ “เซอร์ไพรส์! คิดถึงฉันกันไหมเอ่ย ทุกคน?” รวิศที่เดินตามหลังมาเพื่อจะเคลียร์เอกสาร ถึงกับเบิกตากว้าง ร่างกายแข็งทื่อเป็นหินทันทีเมื่อเห็นรอยยิ้มของแขกผู้มาเยือนที่ยืนอยู่ตรงธรณีประตู ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและคอยสนับสนุนกันมาตลอดนะครับ
สารจากนักเขียน (สเปซโอเดสซีย์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ลับฉบับคนไม่ถูกชะตา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%