เซฟเฮาส์ลับฉบับคนไม่ถูกชะตา•ตอนที่ 25

เกมวัดใจ

ผลงานโดย สเปซโอเดสซีย์
"ถ้าคุณคิดว่าการเอาหน้ากากอนามัยมาปิดบังรอยยิ้มสมเพชแล้วจะทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นล่ะก็... บอกไว้ตรงนี้เลยว่าคุณคิดผิดถนัดครับ" น้ำเสียงของรวิศไม่ได้ดัง แต่ทุกพยางค์ที่หลุดออกมาจากริมฝีปากที่เม้มจนเป็นเส้นตรงนั้นคมกริบราวกับใบมีดโกนที่อาบยาพิษ ร่างเพรียวในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขนยืนนิ่งสนิทอยู่หน้าโต๊ะทำงาน ขาทั้งสองข้างก้าวถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณ ทว่าแผ่นหลังกลับชนเข้ากับสันตู้เก็บเอกสารไม้สักอย่างจัง เสียงกระดาษข้างในไหวสะเทือนก้องกังวานในความเงียบที่น่าอึดอัด แขกผู้มาเยือนที่ยืนขวางธรณีประตูห้องทำงานส่วนตัวในเซฟเฮาส์ไม่ได้สะท้านสะเทือนต่อท่าทีตั้งกำแพงนั้นเลยแม้แต่น้อย เขายังคงรักษารอยยิ้มมุมปากที่เป็นเอกลักษณ์เอาไว้ได้อย่างน่าหมั่นไส้ ดวงตาคมกวาดมองสภาพห้องที่เต็มไปด้วยแปลนงานสถาปัตยกรรมและแก้วกาแฟที่วางระเกะระระกะ ก่อนจะเลื่อนกลับมาหยุดที่ใบหน้าบึ้งตึงของสถาปนิกหนุ่มผู้รักความสมบูรณ์แบบเป็นชีวิตจิตใจ "ผมไม่ได้ตั้งใจจะมาดูคุณหัวเสียหรอกนะ รวิศ..." น้ำเสียงนุ่มทุ้มแต่เจือแววเย้าแหย่ดังขึ้น พร้อมกับร่างสูงใหญ่ที่ก้าวล่วงล้ำเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวโดยไม่ได้รับอนุญาต เสียงฝีเท้าหนักแน่นกระทบกับพื้นไม้ดังขึ้นทีละก้าว ราวกับจังหวะของนาฬิกาที่กำลังนับถอยหลังสู่วินาทีวิกฤต "แต่พอดีผมมีเรื่อง 'จำเป็น' ที่ต้องเคลียร์ให้จบ... ก่อนที่โปรเจกต์นี้จะพังคามือคุณซะก่อน" "โปรเจกต์นี้จะไม่มีวันพัง ถ้าไม่มีพวกสอดรู้สอดเห็นเข้ามาวุ่นวายตั้งแต่แรก" รวิศสวนกลับทันควัน นัยน์ตาคู่สวยไหวระริกด้วยเพลิงอารมณ์ที่ถูกจุดขึ้นอย่างง่ายดาย ความเหนื่อยล้าจากการอดนอนติดต่อกันสามคืนเพื่อแก้แบบแปลนโครงสร้างถูกแทนที่ด้วยความกรุ่นโกรธที่พุ่งทะยานถึงขีดสุด เขาเกลียดการถูกจี้จุดอ่อน และเกลียดที่สุดคือการที่มีใครบางคนอ่านเกมเขาขาดลอยอยู่เสมอ พยัคฆ์ที่เพิ่งเดินตามหลังเข้ามาเพื่อจะช่วยถือแฟ้มเอกสารชะงักกึกทันที บรรยากาศภายในห้องแคบๆ พลันอึดอัดขึ้นมาจนแทบหายใจไม่ออก กลิ่นอายความเป็นชายชาตรีของหัวหน้าคุมงานรุ่นพี่ผสมผสานเข้ากับความตึงเครียดที่แผ่ออกมาจากร่างของทั้งคู่ จนสัญชาตญาณดิบในตัวพยัคฆ์ร้องเตือนว่า หากปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินต่อไปแบบนี้ มีหวังได้เกิดระเบิดกลางเซฟเฮาส์แน่ๆ "เฮ้ย... เดี๋ยวๆ ใจเย็นก่อนทั้งคู่" พยัคฆ์ก้าวแทรกตัวเข้ามาตรงกลางระหว่างเส้นแบ่งเขตสายตาของสถาปนิกหนุ่มกับผู้มาเยือน มือหนาวางแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะเสียงดังปั้งเพื่อเรียกสติ "นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันวะเนี่ย? คุณ..." เขาหันไปมองหน้าแขกไม่เชิญ "มาถึงก็ทำหน้ากวนประสาทใส่คุณสถาปนิกเขาเลยเหรอ? รู้จักกาลเทศะหน่อยไหมวะ" แขกผู้มาเยือนหัวנסเบาๆ ในลำคอ ดวงตาคมกริบไม่ได้สะท้านต่อท่าทีปกป้องของหัวหน้าคุมงานร่างหนาแม้แต่น้อย เขายกมือขึ้นกอดอก ปล่อยให้ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยที่ทรงพลังอย่างประหลาด "ผมชื่อ 'กรวีร์' ครับ... เป็นตัวแทนจากบริษัทแม่ที่จะเข้ามาตรวจสอบความคืบหน้าของเซฟเฮาส์หลังนี้อย่างเป็นทางการ" กรวีร์แนะนำตัวด้วยรอยยิ้มที่เคลือบไปด้วยความเย่อหยิ่งเล็กๆ "และที่สำคัญ... ผมเป็นพี่ชายแท้ๆ ของรวิศเขาด้วยครับ" สิ้นคำพูดนั้น ร่างของพยัคฆ์ถึงกับชะงักค้าง เขาหันขวับไปมองหน้าคนตัวเล็กที่ยืนอยู่ข้างหลังทันที รวิศในตอนนี้ใบหน้าซีดเผือดลงถนัดตา ริมฝีปากที่เคยขยับเถียงฉอดๆ เม้มเข้าหากันแน่นจนแทบไร้สีเลือด ดวงตาคู่คมที่เคยเต็มไปด้วยความพยศและทิฐิ บัดนี้กลับไหวระริกด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ถูกกดทับไว้ลึกสุดขีด—ทั้งความอึดอัด ความโกรธเกลียด และความเปราะบางที่สั่นคลอนหัวใจ "พี่... มาทำไมที่นี่" เสียงของรวิศหลุดออกมาแหบพร่า เป็นครั้งแรกในรอบหลายสัปดาห์ที่พยัคฆ์ได้ยินน้ำเสียงที่ไร้ซึ่งการป้องกันตัวจากสถาปนิกปากจัดคนนี้ มันไม่ใช่ความกลัว แต่เป็นความรังเกียจเดียดฉันท์ที่สะสมมานานนับปี "ทำไมพี่จะมาไม่ได้?" กรวีร์ก้าวเข้าไปใกล้ร่างเพรียวอีกหนึ่งก้าว สายตาคมกวาดมองน้องชายด้วยความรู้สึกเหนือกว่า "ในเมื่อพ่อท่านเป็นห่วงโปรเจกต์นี้มาก ถึงกับส่งพี่มาดูว่าลูกชายคนเล็กที่ดื้อรั้นหนีออกจากบ้านมาซุกตัวอยู่ที่นี่... ทำงานได้เรื่องได้ราว หรือเอาแต่สร้างปัญหาให้คนอื่นตามเช็ดตามล้างกันแน่" คำพูดนั้นแทงใจดำรวิศเข้าอย่างจัง มือเรียวที่กำหมัดแน่นข้างลำตัวสั่นเทาด้วยความโกรธ ความกดดันจากตระกูลผู้ดีที่คอยบงการชีวิต บาดแผลทางใจที่เขาพยายามวิ่งหนีมาไกลนับร้อยกิโลเมตร ถูกขุดคุ้ยขึ้นมาประจานต่อหน้า 'คู่ปรับ' อย่างพยัคฆ์อย่างไร้ความปรานี พยัคฆ์ยืนมองสถานการณ์ตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไป ความหงุดหงิดรำคาญใจเมื่อครู่มลายหายไปจนหมดสิ้น เมื่อได้เห็นเงาสะท้อนความเจ็บปวดในดวงตาของรวิศ หัวใจที่เคยแข็งกระด้างของหัวหน้าคุมงานหนุ่มกลับกระตุกวูบอย่างแรง เขาไม่ชอบเห็นรอยยิ้มอวดดีของรวิศก็จริง แต่เขายิ่งเกลียดมากกว่า... เมื่อเห็นรอยยิ้มนั้นถูกพรากไปโดยคนที่เรียกตัวเองว่า 'ครอบครัว' "พูดจาให้มันดีๆ หน่อยครับคุณพี่ชาย" พยัคฆ์ก้าวเข้าไปยืนขวางหน้ากรวีร์ ร่างสูงใหญ่บังรวิศเอาไว้มิดชิด ไหล่กว้างตึงเครียดพร้อมปะทะ น้ำเสียงห้าวทุ้มต่ำตื้นแต่ทรงอำนาจดังขึ้นอย่างไม่เกรงกลัว "ที่นี่คือไซต์งานของผม และคนที่คุณกำลังยืนสั่งสอนอยู่นี่... เขากำลังเหนื่อยกับการแก้ปัญหาที่คนระดับคุณนั่งโต๊ะแอร์เย็นฉ่ำไม่มีวันเข้าใจหรอก" กรวีร์หรี่ตามองหัวหน้าคุมงานหนุ่มตั้งแต่หัวจรดเท้า รอยยิ้มเยาะเย้ยผุดขึ้นที่มุมปากอีกครั้ง "อ๋อ... นี่สินะเหตุผลที่น้องชายตัวดีของผมถึงปีกกล้าขาแข็ง ปฏิเสธคำสั่งของที่บ้าน ขัดขวางทุกวิถีทางเพื่อจะมาอยู่ ณ ที่อับๆ นี่..." กรวีร์แค่นหัวเราะ "คงไม่ใช่ว่าติดใจอะไรบางอย่าง... หรือติดใจ 'เด็กในคาถา' คนนี้เข้าแล้วล่ะมั้ง รวิศ?" "หุบปากนะ!" รวิศระเบิดอารมณ์ออกมาเสียงดังลั่น เขาผลักไหล่พยัคฆ์ออกเบาๆ แล้วก้าวพ้นแผ่นหลังกว้างออกเผชิญหน้ากับพี่ชายแท้ๆ ด้วยดวงตาที่แดงก่ำ หยาดน้ำใสคลอหน่วยแต่ไม่ยอมปล่อยให้ร่วงหล่นลงมาแม้แต่หยดเดียว "อย่าเอาความโสมมในความคิดของคุณมาตัดสินชีวิตผม! ผมจะอยู่ที่นี่ จะทำงานที่นี่ หรือจะตายที่นี่ มันก็เรื่องของผม ไม่ใช่กงการอะไรที่คุณต้องเสนอหน้ามาเสือก!" "รวิศ!" กรวีร์เสียงเข้มขึ้น สีหน้าเริ่มเปลี่ยนเป็นความไม่พอใจที่ถูกน้องชายตอกกลับต่อหน้าคนนอก "นี่เหรอคือกิริยาที่แกได้รับการอบรมมา? ทำตัวก้าวร้าว ไร้ระเบิดวินัย หนีออกจากบ้านมาซุกหัวนอนกับผู้ชายดิบเถื่อนเนี่ยนะ พ่อท่านรู้เข้าคงจะ..." "ถ้าพ่ออยากรู้ว่าผมเป็นยังไง... ก็เชิญกลับไปบอกท่านเลยครับ!" รวิศตะโกนแทรกขึ้นเสียงสั่นเครือ ร่างทั้งร่างสั่นสะท้านด้วยแรงอารมณ์ที่พุ่งพล่านจนควบคุมไม่อยู่ "บอกท่านด้วยว่าผมไม่มีวันกลับไปเหยียบตระกูลนั้นอีก! ไม่มีวัน!" ความเงียบงันกลับมาเข้าครอบงำห้องทำงานอีกครั้ง บรรยากาศตึงเครียดจนแทบจะใช้มีดกรีดให้ขาดได้ กรวีร์มองน้องชายด้วยสายตาเย็นชาและผิดหวัง ก่อนจะหันมามองพยัคฆ์ที่ยืนกำหมัดแน่นอยู่ข้างๆ สถาปนิกหนุ่มหอบหายใจถี่กระชั้น อกบางกระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะอารมณ์ที่เต้นรัวดั่งกลองศึก พยัคฆ์เหลือบมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของรวิศที่เต็มไปด้วยหยาดเหงื่อและความร้าวราน หัวใจของชายหนุ่มบีบตัวเข้าหากันอย่างเจ็บแปลบ ความรู้สึกบางอย่างที่พยายามอดกลั้นและซ่อนเร้นมาตลอดพังทลายลงในวินาทีนั้น เขาไม่อาจทนยืนมองคนปากร้ายถูกเหยียบย่ำศักดิ์ศรีได้อีกต่อไปแล้ว มือหนาเอื้อมออกไปคว้าข้อมือเรียวเล็กที่กำลังสั่นเทาของรวิศไว้แน่น บีบกระชับด้วยแรงที่หนักแน่นพอจะส่งผ่านความอบอุ่นและความมั่นคงไปให้ รวิศสะดุ้งสุดตัว หันขวับมามองด้วยแววตาตื่นตระหนก ทว่าพยัคฆ์กลับไม่ได้สนใจสายตาของใครหน้าไหนอีกแล้ว "ถ้าพูดจบแล้ว... ก็เชิญออกไปจากห้องนี้ได้เลยครับ" พยัคฆ์หันไปเผชิญหน้ากับกรวีร์ตรงๆ น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงพลังกดดันจนอีกฝ่ายต้องถอยหลังไปก้าวหนึ่ง "เพราะต่อจากนี้... พื้นที่ตรงนี้เป็นความรับผิดชอบของผม และผม 'ไม่ต้อนรับ' แขกไร้มารยาทแบบคุณ" กรวีร์ขบกรามแน่น จ้องมองมือของพยัคฆ์ที่กุมข้อมือน้องชายเขาไว้ก่อนจะแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ "หึ... เก่งนักนะพวกกุ๊ยคุมงาน อยากจะรู้เหมือนกันว่าถ้าโปรเจกต์นี้พังคามือ แกจะยังมีปากดีแบบนี้อยู่ไหม!" พูดจบ กรวีร์ก็สะบัดหน้าเดินกระแทกเท้าออกไปจากห้อง ปล่อยให้แรงกดดันมหาศาลจางหายไปพร้อมกับเสียงปิดประตูที่ดังสนั่น ปัง! ความเงียบสงบกลับคืนมาอีกครั้ง เหลือเพียงเสียงลมหายใจหอบสะท้านของรวิศที่ยืนนิ่งอยู่กับที่ แรงทิฐิที่ค้ำจุนร่างนี้ไว้เมื่อครู่มลายหายไปจนหมดสิ้น เข่าทั้งสองข้างอ่อนยวบลงจนแทบจะทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น หากแต่แรงบีบกระชับที่ข้อมือจากร่างหนาข้างกายกลับดึงรั้งเขาไว้เสียก่อน รวิศเซถลาเข้าหาแผ่นอกกว้างโดยไม่ทันตั้งตัว ใบหน้าเนียนซบลงกับลาดไหล่หนาของพยัคฆ์อย่างหมดแรง ความเปราะบางที่พยายามอดกลั้นมาตลอดพรั่งพรูออกมาพร้อมกับหยาดน้ำตาที่ไหลรินอาบแก้มเงียบๆ โดยไม่มีเสียงสะอื้น พยัคฆ์นิ่งอึ้งไปชั่ววินาที หัวใจเต้นโครมครามรุนแรงยิ่งกว่าตอนปะทะคารมกับกรวีร์เสียอีก มือใหญ่อีกข้างที่เคยเกะกะบัดนี้ค่อยๆ ยกขึ้นโอบรอบเอวบางของสถาปนิกหนุ่มไว้หลวมๆ ก่อนจะกระชับเข้าหาตัวอย่างทะนุถนอม สัมผัสอุ่นวาบแผ่ซ่านไปทั่วแผ่นอกท่ามกลางความหนาบดบังของบรรยากาศรอบตัว "ร้องออกมาให้พอเถอะครับ..." เสียงกระซิบแผ่วเบาที่ข้างใบหูของพยัคฆ์อบอุ่นและนุ่มนวลอย่างที่รวิศไม่เคยได้ยินมาก่อน มันเต็มไปด้วยความห่วงใยที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความดิบเถื่อน "มีผมอยู่ตรงนี้ทั้งคน... ไม่มีใครทำอะไรคุณได้หรอก" รวิศหลับตาลง ปล่อยให้ความอบอุ่นจากอ้อมกอดนี้โอบอุ้มหัวใจที่แหลกสลายของตนไว้ ความรู้สึกต่อต้านที่มีต่อผู้ชายคนนี้หายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความโหยหาในที่พึ่งพิงอย่างน่าประหลาด ทว่า... ในวินาทีที่หัวใจทั้งสองดวงกำลังจะหลอมรวมเข้าหากันด้วยแรงดึงดูดอันตราย เสียงฝีเท้าฝิ่นแผ่วเบาแต่เร่งรีบก็ดังขึ้นที่หน้าประตูห้องที่ถูกปิดไม่สนิท พร้อมกับเสียงหอบเหนื่อยของลูกน้องในไซต์ที่ผลักประตูเข้ามาโดยไม่เคาะ "พี่พยัคฆ์! คุณรวิศ!แย่แล้วครับ!" ลูกน้องหนุ่มหน้าตาตื่นตระหนก วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาหยุดยืนตัวสั่นเทาอยู่กลางห้อง "โครงสร้างปูนชั้นสองที่เพิ่งเทไปเมื่อเช้า... เกิดรอยร้าวขนาดใหญ่ขึ้นมาแล้วครับ! มันกำลังจะ..." รวิศเบิกตากว้าง ร่างที่กำลังซบอยู่กับอกพยัคฆ์แข็งทื่อขึ้นมาทันที ความเย็นยะเยือกแล่นริ้วขึ้นมาถึงสันหลังเมื่อตระหนักได้ถึงหายนะที่กำลังคืบคลานเข้ามา --------------------------------------------- ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้ความสัมพันธ์ที่พร้อมระเบิดคู่นี้เสมอนะครับ!
สารจากนักเขียน (สเปซโอเดสซีย์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ลับฉบับคนไม่ถูกชะตา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%