"ถ้าโครงสร้างเหล็กตรงนี้ทรุดลงมาอีกแค่เซนติเมตรเดียว คุณพยัคฆ์จะได้ไปนอนคุยกับรากมะม่วงก่อนที่ผมจะได้ตรวจแบบงวดสุดท้ายแน่ครับ"
เสียงทุ้มห้วนที่เจือความหงุดหงิดระคนตื่นตระหนกดังขึ้น ท่ามกลางเสียงฝุ่นปูนและเศษอิฐที่ยังคงร่วงหล่นลงมากระทบพื้นคอนกรีต รวิศไม่ได้ยืนกอดอกสั่งการเหมือนทุกที ทว่าเวลานี้ มือเรียวที่เคยจับแต่ปากกาเขียนแบบและไอแพดราคาแพง กลับกำลังออกแรงดันค้ำยันไม้เนื้อแข็งที่เริ่มปริแตกด้วยน้ำหนักมหาศาลของคานปูนด้านบน
"รู้แล้วน่า! อย่าเพิ่งบ่นเป็นยายแก่ได้ไหมคุณสถาปนิก ถอยหลังไปซะ!"
พยัคฆ์คำรามเสียงต่ำ ร่างสูงใหญ่ในชุดยูนิฟอร์มช่างก่อสร้างที่เปรอะเปื้อนคราบเหงื่อและฝุ่นดินพุ่งเข้ามาประชิดตัวอย่างไม่คิดชีวิต มือหนาคว้าท่อนแขนของรวิศแล้วกระชากถอยหลังสุดแรง ขณะเดียวกันก็ใช้ไหล่หนากระแทกค้ำยันเหล็กฉุกเฉินเข้ามารับน้ำหนักแทนที่ไม้เก่าคร่ำคร่าซึ่งกำลังจะหักโค่น
โครม!
เสียงเศษปูนขนาดเท่าฝ่ามือร่วงหล่นลงมากระทบพื้นห่างจากปลายรองเท้าของรวิศไม่ถึงคืบ ฝุ่นผงคละคลุ้งจนทัศนวิสัยในซอกมุมอับของไซต์งานชั้นสองมืดมัวลงชั่วขณะ มีเพียงเสียงหอบหายใจถี่กระชั้นของชายหนุ่มทั้งสองคนที่ดังประสานกันท่ามกลางความเงียบงันที่ตามมาหลังเสียงถล่ม
รวิศยืนนิ่งค้าง หัวใจเต้นโครมครามจนแทบกระเด็นออกมานอกอก ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกเป็นครั้งแรกตั้งแต่รู้จักกัน สัญชาตญาณการเอาตัวรอดบอกเขาว่าเมื่อครู่ หากพยัคฆ์คว้าตัวเขาช้าไปแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว ศีรษะของเขาคงได้ประดับด้วยรอยแตกจากเศษคอนกรีตน้ำหนักหลายร้อยกิโลกรัมไปแล้ว
"เฮ้... เป็นใบ้ไปแล้วหรือไงคุณชาย?"
เสียงหอบเหนื่อยของพยัคฆ์ดังขึ้นทำลายความเงียบ ร่างสูงหันกลับมามองด้วยใบหน้าเปื้อนฝุ่นดำคล้ำ มีรอยขีดข่วนแดงเถือกที่ข้างแก้ม แต่ดวงตาคมกราบคู่นั้นกลับฉายแววโล่งอกอย่างปิดไม่มิด แม้ปากจะยังคงกวนประสาทตามนิสัย "ถ้าขาสั่นจนก้าวไม่ออก จะให้ผมอุ้มลงไปข้างล่างไหมล่ะ ค่าแรงพิเศษผมไม่คิดหรอกนะ"
รวิศสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ ปรับสีหน้าที่ซีดเผือดให้กลับมาเรียบตึง แม้ว่ามือข้างที่ถือม้วนแบบแปลนจะยังสั่นเทาเล็กน้อยก็ตาม เขากวาดสายตามองสำรวจสภาพความเสียหายของโครงสร้างชั่วคราวตรงหน้าอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหันมาเผชิญหน้ากับหัวหน้าคุมงานจอมกวน
"ปากดีแบบนี้ แสดงว่ากระดูกยังไม่หักสินะครับ" รวิศเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย พยายามกลบเกลื่อนความหวั่นไหวในอกด้วยน้ำาระเสียงเย็นชา "แต่ดูจากสภาพคานตัวนี้แล้ว ถ้าเราไม่ช่วยกันเสริมความแข็งแรงใหม่ตอนนี้ ทั้งไซต์งานชั้นนี้ได้กลายเป็นสุสานชั่วคราวก่อนส่งมอบแน่ครับ"
พยัคฆ์แค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมกริบจดจ้องใบหน้าเนียนใสที่มีคราบฝุ่นเปื้อนอยู่ไม่ต่างกัน เขารู้ดีว่าต่อให้ปากจะจัดจ้านแค่ไหน แต่นักออกแบบคนนี้ไม่มีทางหนีปัญหาและปล่อยให้งานพังคามือแน่นอน
"แล้วคุณจะยืนสั่งเฉยๆ หรือจะมาช่วยผมจับค้ำยันเหล็กนี่ล่ะครับ คุณชายเพอร์เฟกต์ชันนิสต์" พยัคฆ์เลิกคิ้วท้าทาย พร้อมกับใช้มือข้างหนึ่งดันเหล็กรับน้ำหนักไว้ด้วยความยากลำบาก เส้นเลือดที่ลำคอและแขนปูดโปนตามแรงเกร็ง
รวิศไม่ตอบคำพูดกวนประสาทนั้น ร่างโปร่งก้าวเข้าไปประชิดโครงสร้างเหล็กทันทีอย่างไร้ความลังเล มือทั้งสองข้างเข้าประคองค้ำยันฝั่งตรงข้ามอย่างรู้หน้าที่ แม้แรงจะไม่มากเท่าหัวหน้าคุมงานร่างยักษ์ แต่ความแม่นยำในการคำนวณจุดรับน้ำหนักทำให้เขารู้ว่าควรออกแรงในองศาไหนเพื่อให้โครงสร้างนิ่งสนิท
"นับสามแล้วดันขึ้นพร้อมกันนะ... หนึ่ง... สอง... ฮึบ!"
เสียงทุ้มประสานกันโดยไม่ต้องนัดหมาย กล้ามเนื้อของทั้งคู่เกร็งเครียดจนเส้นเลือดปูด รวิศกัดฟันแน่นเมื่อความเจ็บแปล๊บแล่นริ้วขึ้นที่หัวไหล่จากการออกแรงเกินตัว ขณะที่พยัคฆ์ใช้พละกำลังทั้งหมดดันคานเหล็กให้เข้าล็อกเดิมอย่างแม่นยำ เสียงโลหะเสียดสีกันดังเอี๊ยดอ๊าด ก่อนที่ทุกอย่างจะนิ่งสนิทลงเมื่อสลักล็อกตัวสุดท้ายถูกตอกเข้าที่อย่างแน่นหนา
แฮก... แฮก...
เสียงลมหายใจหอบถี่ดังสะท้อนไปทั่วพื้นที่แคบๆ ทั้งรวิศและพยัคฆ์ต่างพิงแผ่นหลังเข้ากับเสาคอนกรีตด้านหลังเพื่อพักเหนื่อย ระยะห่างระหว่างพวกเขานั้นใกล้ชิดกันเสียจนได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นรัวเร่งของอีกฝ่าย
รวิศหลับตาลงชั่วครู่เพื่อปรับจังหวะการหายใจ ความตึงเครียดจากสถานการณ์เฉียดตายเมื่อครู่เริ่มจางหาย เหลือเพียงความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างที่ก่อตัวขึ้นในอก ความอบอุ่นจากไอความร้อนของร่างกายอีกฝ่ายที่แผ่ซึ้งผ่านเนื้อผ้า ทำให้เขารู้สึกปั่นป่วนในท้องอย่างบอกไม่ถูก
"มือสั่นใหญ่แล้วนะนั่น" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยกระซิบเบาๆ อยู่ใกล้จนลมหายใจอุ่นปัดผ่านใบหู รวิศลืมตาขึ้นทันที พบว่าพยัคฆ์กำลังจ้องมองเขาด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปจากเดิม ราวกับความกวนประสาทเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะเอ่ยคำ
"ผมไม่ได้กลัวตาย... ผมแค่เสียดายแบบแปลนที่อุตส่าห์แก้มาสามรอบต่างหากครับ" รวิศพยายามเบือนหน้าหนีสายตาคู่นั้น พร้อมกับขยับตัวจะถอยห่าง แต่พื้นที่จำกัดทำให้เขาทำได้เพียงเอี้ยวตัวเล็กน้อย
พยัคฆ์ไม่ยอมปล่อยให้ถอย มือหนาข้างหนึ่งยื่นไปทาบลงบนเสาปูนด้านหลังกักตัวรวิศไว้ในวงแขนอย่างรวดเร็ว กลิ่นเหงื่อผสมกลิ่นฝุ่นดินและกลิ่นบุหรี่จางๆ ลอยเข้าจมูก ปลุกเร้าความรู้สึกบางอย่างให้พุ่งพล่านขึ้นมาในพื้นที่ปิดทึบแห่งนี้ ดวงตาคมกริบจดจ้องริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันแน่นของอีกฝ่ายอย่างถือวิสาสะ
"ปากแข็งชะมัด..." พยัคฆ์พึมพำเสียงพร่า ดวงตาคมเข้มทอดมองลึกลงไปในดวงตากลมโตที่ไหวระริก "เมื่อกี้ถ้าผมคว้าคุณไม่ทัน... คุณคิดบ้างไหมว่าผมจะรู้สึกยังไง"
คำพูดที่หลุดออกมาอย่างไร้การป้องกันทำให้รวิศชะงักงัน หัวใจที่เพิ่งสงบลงกลับเต้นรัวแรงยิ่งกว่าเดิม เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ยามเมื่อเงยหน้าขึ้นสบตากับหัวหน้าคุมงานดิบเถื่อนที่เวลานี้กลับมีแววตาอ่อนโยนอย่างน่าประหลาด ความถือดีที่เคยมีมลายหายไปสิ้น
"คุณ... พูดบ้าอะไรเนี่ย..." รวิศกระซิบเสียงแผ่วเบา ใบหน้าขาวเนียนเริ่มขึ้นสีแดงเรื่ออย่างปิดไม่มิด
พยัคฆ์โน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ระยะห่างลดลงจนเหลือเพียงไม่กี่เซนติเมตร ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดริมฝีปากของกันและกัน รวิศหลับตาลงครึ่งหนึ่ง หัวใจเต้นระรัวราวกับกลองเพล รอคอยวินาทีที่เส้นกั้นระหว่างคู่ปรับจะพังทลายลง
แต่แล้ว...
กรี๊ด! เสียงตะโกนโวยวายพร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักๆ ที่วิ่งขึ้นบันไดมาอย่างเร่งรีบก็ดังผ่าความเงียบขึ้นเสียก่อน
"คุณรวิศ! คุณพยัคฆ์! อยู่ข้างบนหรือเปล่าครับ! ทางบริษัทใหญ่โทรมาแจ้งว่า..."
ร่างของเด็กฝึกงานหน้าตาตื่นวิ่งพรวดพราดเลี้ยวเข้ามาในมุมมับ ก่อนจะต้องหยุดชะงักกึกอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง เมื่อเห็นภาพหัวหน้าคุมงานและสถาปนิกคนเก่งยืนแนบชิดติดกันในระยะประชิด ชนิดที่ปลายจมูกแทบจะชนกันอยู่รอมร่อ
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุนกันมาโดยตลอดนะครับ
เซฟเฮาส์ลับฉบับคนไม่ถูกชะตา•ตอนที่ 6
รอยร้าวในไซต์งาน
ผลงานโดย สเปซโอเดสซีย์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สเปซโอเดสซีย์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ลับฉบับคนไม่ถูกชะตา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!