เซฟเฮาส์ลับฉบับคนไม่ถูกชะตา•ตอนที่ 14

เส้นขนานที่เริ่มบรรจบ

ผลงานโดย สเปซโอเดสซีย์
รอยแผลเป็นบนหลังมือข้างนั้นยาวประมาณสองนิ้ว มันไม่ใช่รอยจากการทำงานศิลปะบนแบบแปลนกระดาษไขราคาแพง หรือรอยขีดข่วนจิ๊บจ้อยแบบที่คนนั่งโต๊ะทำงานออฟฟิศอย่างเขาคุ้นชิน แต่มันคือรอยแผลที่เกิดจากเหล็กข้ออ้อยบาดในไซต์งานเมื่อหลายปีก่อน ซึ่งรวิศเพิ่งสังเกตเห็นมันอย่างชัดเจนก็ในวินาทีที่ปลายนิ้วหยาบกร้านนั้นยื่นเข้ามาปัดเศษฝุ่นปูนออกจากปกเสื้อให้เขาอย่างไร้ซึ่งการปรุงแต่งใดๆ พื้นที่สี่เหลี่ยมแคบๆ ในห้องเก็บของชั่วคราวหลังโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กดูราวกับจะหดแคบลงไปอีกเมื่อมีคนตัวโตอย่างพยัคฆ์ยืนขวางอยู่ตรงทางออก กลิ่นฝุ่นปูน กลิ่นเหงื่อจางๆ และกลิ่นบุหรี่เมนทอลยี่ห้อโปรดของผู้ชายคนนี้ คละคลุ้งผสมปนเปอยู่ในบรรยากาศที่เงียบงัดจนได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน "ยืนเหม่ออะไรของคุณสถาปนิก หรือว่าแบบแปลนที่แก้ไปเมื่อคืนมันยังไม่เข้าตาจนสมองช็อตไปแล้วครับ" เสียงทุ้มต่ำติดจะเย้าแหย่นั้นดังขึ้นทำลายความเงียบ พยัคฆ์ไม่ได้ถอยหลังหนีแม้ว่าระยะห่างระหว่างใบหน้าของเขากับรวิศจะเหลือแค่คืบเดียว ดวงตาคมกริบคู่นั้นมองสำรวจใบหน้าเนียนที่เริ่มขึ้นสีเรื่อด้วยความหงุดหงิดปนเอ็นดู รวิศเม้มริมฝีปากแน่นอย่างคนเสียฟอร์ม เขาพยายามผลักอกอีกฝ่ายออกเบาๆ แต่หัวหน้าคุมงานร่างสูงกลับทำตัวราวกับเป็นเสาเข็มตอกลึกลงไปในดิน ไม่ยอมขยับเขยื้อนเคลื่อนกายไปไหนสักนิด หนำซ้ำยังโน้มใบหน้าลงมาอีกหน่อยจนสันจมูกโด่งเกือบจะเฉียดเข้ากับแก้มใส "ผมไม่ได้เหม่อ แค่กำลังคิดว่า... คนที่ปากจัดใส่ผมทุกวันอย่างคุณ ทำไมถึงชอบทำตัวจุ้นจ้านเรื่องไม่เป็นเรื่องอยู่เรื่อย" รวิศเชิดหน้าขึ้นสวนกลับทันควัน นัยน์ตาสีเข้มฉายแววดื้อรั้นเพื่อกลบเกลื่อนความสั่นไหวในอก "เสื้อผม เลอะแค่นั้นผมปัดเองได้ ไม่รบกวนมืออันมีค่าของคุณหรอกครับ" "มือคู่นี้มันไม่ได้มีค่าอะไรหรอกครับคุณรวิศ มันก็แค่กรรมาชนคนหนึ่งที่วันๆ เอาแต่จับปูน ผูกเหล็ก และคอยตามเช็ดตามล้าง... เอ้ย ตามแก้ปัญหาหน้างานให้สถาปนิกจอมเนี๊ยบอย่างคุณก็เท่านั้นเอง" พยัคฆ์ตอบหน้าตาเฉย รอยยิ้มมุมปากปรากฏขึ้นวับหนึ่งก่อนจะจางหายไป เหลือไว้เพียงแววตาจริงจังที่มองตรงเข้ามาในดวงตาของคนตัวเล็กกว่าอย่างมีความหมาย คำพูดนั้น... แม้จะเจือด้วยความกวนประสาทตามนิสัยเดิม แต่อะไรบางอย่างในน้ำเสียงและประกายในดวงตาคู่นั้นกลับทำให้รวิศชะงักไป ถ้าเป็นเวลาปกติ เขาคงสวนกลับด้วยคำพูดเจ็บแสบสักประโยคเพื่อให้ตัวเองเป็นฝ่ายชนะในเกมวาทศิลป์นี้ แต่วินาทีนี้... เมื่อกวาดสายตามองสำรวจใบหน้าคร้านแดดที่มีร่องรอยความเหนื่อยล้าซ่อนอยู่ รวิศกลับสังเกตเห็นรายละเอียดบางอย่างที่เขาไม่เคยใส่ใจมาก่อน ขอบตาที่คล้ำนิดๆ นั้นฟ้องชัดเจนว่าพยัคฆ์ไม่ได้นอนเต็มอิ่มมาหลายคืน ไหนจะรอยยับย่นที่มุมเสื้อเชิร์ตตัวเก่งนั่นอีก ผู้ชายคนนี้บ้างานไม่แพ้เขาเลย เพียงแต่ความบ้าของพยัคฆ์มักจะซ่อนอยู่เบื้องหลังรอยยิ้มกวนๆ และท่าทีดิบเถื่อนที่ชอบสั่งนู่นสั่งนี่ เพื่อปกปิดความใส่ใจที่ถูกโยนทิ้งไว้ตามซอกมุมของไซต์งาน รวิศจำได้แม่นว่า เมื่อตอนบ่ายที่โครงสร้างเหล็กเกิดเอียงตัวเล็กน้อยเพราะลมพายุฝนกะทันหัน พยัคฆ์คือคนที่พุ่งตัวเข้าไปค้ำเสาค้ำยันด้วยมือเปล่าจนฝ่ามือแตกยับ เพื่อกันไม่ให้เศษเหล็กหล่นลงมาทับคนงานที่อยู่ด้านล่าง ในขณะที่ตัวพยัคฆ์เองกลับไม่ยอมไปห้องพยาบาลจนกว่าจะมั่นใจว่าทุกคนปลอดภัยดีเสียก่อน และความอ่อนโยนแบบดิบๆ นั่นแหละ... ที่พยัคฆ์มักจะแสดงออกกับคนรอบข้างเสมอ แม้กระทั่งกับเขา—คนที่ชอบทำตัวเป็นศัตรูคู่อฆาตด้วยตลอดเวลา "มองอะไรครับ หน้าผมมีรอยปูนติดอยู่หรือไง ถึงได้จ้องซะตาไม่กระพริบขนาดนั้น" พยัคฆ์เลิกคิ้วถาม รอยยิ้มมุมปากกลับมาอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่รอยยิ้มกวนประสาทเหมือนเคย มันมีความอบอุ่นแปลกประหลาดเจืออยู่จางๆ "เปล่า..." รวิศหลบสายตาไปมองที่ผนังปูนด้านหลังแทน หัวใจเจ้ากรรมเต้นผิดจังหวะจนน่ารำคาญ "แค่กำลังคิดว่า... ถ้าคุณเอาเวลามาเถียงผม ไปนั่งพักกินกาแฟซะบ้าง งานมันคงไม่เสร็จไวขึ้นหรอกมั้ง แต่หน้าตาคุณอาจจะดูแก่ลงน้อยกว่านี้หน่อย" พยัคฆ์หัวเราะในลำคอ เสียงทุ้มต่ำนั้นสั่นสะเทือนอยู่ในอกจนรวิศที่ยืนชิดใกล้รับรู้ได้ถึงแรงกระเพื่อมนั้น "เป็นห่วงผมเหรอครับคุณสถาปนิก" "ใครเป็นห่วงคุณ อย่าหลงตัวเองให้มันมากนักเลยครับ" รวิศรีบปฏิเสธเสียงสูง หน้าเนียนร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ จนต้องยกมือขึ้นดันไหล่หนาให้ออกห่าง "ถอยไปได้แล้ว ผมจะออกไปตรวจหน้างานต่อ แบบแปลนโซน B ยังต้องแก้ใหม่อีกรอบ" แต่แทนที่จะถอย พยัคฆ์กลับขยับเข้ามาใกล้กว่าเดิม มือใหญ่วางทราบลงบนผนังห้องเก็บของด้านหลังรวิศ กักตัวเขาให้อยู่ในอ้อมแขนกลายๆ โดยมีใบหน้าคมคายโน้มต่ำลงมาจนลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดอยู่ข้างแก้ม กลิ่นบุหรี่จางๆ ผสมกับกลิ่นกายสะอาดๆ ของผู้ชายตรงหน้า ทำให้สติสัมปชัญญะของรวิศเริ่มรวนเร ความถือดีที่เคยมีหดหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความตื่นตระหนกที่ตีรวนขึ้นมาในอก "แปลนโซน B เอาไว้ค่อยคุยกัน..." พยัคฆ์กระซิบแผ่วเบา ริมฝีปากหยักลึกอยู่ห่างจากใบหูของเขาเพียงแค่คืบเดียว "ตอนนี้... ผมมีเรื่องอื่นที่สำคัญกว่าต้องคุยกับคุณก่อน" รวิศกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก หัวใจเต้นโครมครามราวกับจะกระโดดออกมานอกอก เขาเงยหน้าขึ้นสบตากับคนตัวโต เตรียมจะอ้าปากเอ่ยคำปฏิเสธหรือหาข้ออ้างสักประโยคเพื่อดึงสปีดความสัมพันธ์ที่กำลังพุ่งเลยเถิดนี้กลับมาอยู่ในจุดที่ปลอดภัย ทว่า... ก่อนที่คำพูดใดจะได้หลุดออกจากริมฝีปากของรวิศ *แอ๊ด...* เสียงประตูห้องเก็บของที่ปิดไม่สนิทถูกผลักเปิดออกอย่างไร้การเคารพ พร้อมกับเสียงทุ้มห้าวของวิศวกรควบคุมงานรุ่นน้องที่ตะโกนเข้ามาเสียงดังลั่นโดยไม่ดูตาม้าตาเรือ "พี่พยัคฆ์ครับ! แย่แล้วครับ ทางเทศบาลส่งคนมาตรวจไซต์งานกะทันหัน แบบแปลนแก้ไขล่าสุดที่พี่รวิศทำไว้... ยังไม่ได้เซ็นอนุมัติจากเขตเลยครับ!" ร่างของพยัคฆ์ชะתักกะทันหัน ดวงตาคมกริบที่กำลังทอดมองรวิศด้วยความหมายลึกซึ้งเมื่อครู่ เปลี่ยนเป็นความเคร่งขรึมจริงจังในเสี้ยววินาที เขากัดกรามแน่นอย่างหัวเสียที่จังหวะเวลาดันมาพังลงตรงหน้าประตูห้องนี้พอดี รวิศอาศัยจังหวะชุลมุนนั้นดันอกพยัคฆ์สุดแรง พร้อมกับก้าวถอยหลังออกมาด้วยใบหน้าที่แดงก่ำทั้งจากความเขินอายและอารมณ์ค้างคา เขาสูดลมหายใจเข้าปอดลึกเพื่อเรียกสติกลับคืนมา ก่อนจะหันไปมองหน้าวิศวกรหนุ่มที่ยืนหน้าซีดตัวสั่นอยู่ตรงธรณีประตู ทว่า... ก่อนที่รวิศจะทันได้ก้าวเท้าพ้นออกจากห้องเก็บของเพื่อไปจัดการปัญหาตรงหน้า สายตาของเขากลับเหลือบไปเห็นบางสิ่งเข้าเสียก่อน ที่โต๊ะทำงานริมสุดของห้อง... แฟ้มเอกสารลับโครงการประมูลงานใหญ่ที่พยัคฆ์หวงนักหวงหนา และมีเพียงผู้บริหารระดับสูงเท่านั้นที่ควรจะรู้เนื้อหาข้างใน บัดนี้... หน้ากระดาษแผ่นสุดท้ายกลับถูกเปิดคาไว้ พร้อมกับลายมือชื่อของใครบางคน... ที่ไม่ใช่ทั้งพยัคฆ์และเขา! ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปกับความสัมพันธ์ที่เริ่มก่อตัวขึ้นนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (สเปซโอเดสซีย์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ลับฉบับคนไม่ถูกชะตา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%