เสียงกระดาษพลิกไหวเบา ๆ ในห้องทำงานที่เงียบงันราวกับป่าช้า ท่ามกลางแสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟตั้งโต๊ะ รวิศยืนนิ่งค้างอยู่หน้าโต๊ะทำงานตัวใหญ่ แฟ้มเอกสารลับโครงการประมูลงานใหญ่ที่พยัคฆ์หวงนักหวงหนา บัดนี้... หน้ากระดาษแผ่นสุดท้ายกลับถูกเปิดคาไว้ พร้อมกับลายมือชื่อของใครบางคน... ที่ไม่ใช่ทั้งพยัคฆ์และเขา!
ดวงตาสีเข้มของสถาปนิกหนุ่มเพอร์เฟกต์ชันนิสต์หรี่ลงเล็กน้อย สมองที่ปกติประมวลผลแปลนอาคารและโครงสร้างอย่างแม่นยำ กำลังเร่งวิเคราะห์สถานการณ์ตรงหน้าอย่างรวดเร็ว ลายเซ็นหวัด ๆ นั้น... เขารู้จักดี มันคือลายมือของ 'ภาคภูมิ' รองกรรมการผู้จัดการผู้กุมอำนาจเงาของบริษัท
"คิดจะเล่นตลกอะไรกันแน่..." รวิศพึมพำกับตัวเอง เสียงทุ้มต่ำลอดไรฟันด้วยความหงุดหงิดระคนสงสัย
แต่ก่อนที่เขาจะได้พลิกดูเอกสารหน้าอื่นเพื่อปะติดปะต่อเรื่องราว เสียงฝีเท้าหนักแน่นที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นที่หน้าประตู เสียงก้าวเดินแบบนั้น... มีเพียงคนเดียวในเซฟเฮาส์หลังนี้ที่เดินด้วยจังหวะดิบเถื่อนและมั่นใจขนาดนั้น
พยัคฆ์ผลักประตูเข้ามาโดยไม่เคาะตามเคย สภาพของหัวหน้าคุมงานหนุ่มในยามดึกดื่นเช่นนี้ดูผ่อนคลายกว่าปกติ เสื้อยืดสีดำสนิทแนบไปกับเรือนร่างกำยำที่มีเหงื่อซึมบางเบาจากการทำงาน กลิ่นอายความเป็นผู้ชายดิบเถื่อนลอยอบอวลเข้ามาในพื้นที่แคบ ๆ ทันทีที่ประตูปิดลง แต่ทว่า... ทันทีที่พยัคฆ์เห็นว่าใครยืนอยู่ตรงโต๊ะทำงานของเขา ร่างสูงใหญ่ก็ชะงักกึก สีหน้าเคร่งขรึมเปลี่ยนเป็นความตึงเครียดขึ้นมาทันที
"ใครอนุญาตให้นายเข้ามาคุ้ยโต๊ะฉัน" น้ำเสียงของพยัคฆ์ไม่ได้เกรี้ยวกราดอย่างที่ควรจะเป็น แต่มันกลับเย็นเยียบและกดดันจนน่ากลัว ดวงตาคมกริบคู่นั้นจ้องมองรวิศเขม็ง ราวกับเสือที่กำลังมองเหยื่อล้ำ
รวิศไม่ได้สะดุ้งตกใจอย่างที่พยัคฆ์คาด เขายืดตัวตรง เก็บอาการประหม่าไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉยตามฟอร์มของคนปากจัด รวิศค่อย ๆ หันกลับมาเผชิญหน้ากับอีกฝ่าย ชายหนุ่มยกมือขึ้นกอดอก ปรายตามองแฟ้มบนโต๊ะก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาพยัคฆ์ตรง ๆ
"ถ้าหวงเอกสารชิ้นนี้นัก ทำไมถึงปล่อยให้มันวางหราอยู่ริมโต๊ะแบบนี้ล่ะครับ หรือว่ากลัวความลับที่เซ็นอนุมัติร่วมกับภาคภูมิจะหลุดรอดออกมาให้ผมเห็นกันแน่" รวิศย้อนถาม น้ำเสียงเฉียบคมบาดลึกไม่แพ้กัน
พยัคฆ์ก้าวช้า ๆ เข้ามาประชิดตัว รัศมีคุกคามจากร่างที่สูงใหญ่กว่าทำให้บรรยากาศรอบตัวอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก ช่องว่างระหว่างคนทั้งคู่แคบลงเรื่อย ๆ จนรวิศต้องเผลอถอยหลังไปครึ่งก้าวสะดุดกับขอบโต๊ะทำงาน แผ่นหลังชนเข้ากับไม้เนื้อแข็งอย่างจัง ก่อนที่วงแขนแข็งแรงของพยัคฆ์จะยกขึ้นทาบกับโต๊ะทั้งสองข้าง กักขังร่างเพรียวบางของสถาปนิกหนุ่มไว้ตรงกลางทันที
"นายฉลาดเกินไปแล้วนะ รวิศ..." พยัคฆ์โน้มใบหน้าลงมาใกล้ ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับพวงแก้มของคนตรงข้าม จนรวิศต้องเบือนหน้าหนีเล็กน้อยเพื่อซ่อนความสั่นไหวในแววตา แต่ริมฝีปากยังคงดื้อรั้น
"ฉลาดเกินไปเหรอครับ? หรือว่านายกำลังร้อนตัวเพราะความลับรั่วไหลกันแน่ หึ... คนที่บอกว่าเกลียดความวุ่นวายอย่างนาย กลับไปพัวพันกับเกมการเมืองในบริษัทตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่ทราบ"
"นายรู้อะไรเกี่ยวกับฉันบ้าง..." พยัคฆ์สวนกลับ เสียงกระซิบพร่าต่ำชิดริมหูจนรวิศขนลุกซู่ ปลายจมูกโด่งรั้นของพยัคฆ์เฉียดผ่านเส้นผมของอีกฝ่ายไปเพียงนิด "นายรู้แค่ว่าฉันปากร้าย ดิบเถื่อน และชอบทำตัวน่าหงุดหงิดใส่นาย แต่นายไม่เคยรู้เลย... ว่าทำไมฉันถึงต้องทำทุกอย่างนี้ เพื่อปกป้องใคร..."
ประโยคหลังถูกพูดด้วยน้ำเสียงที่เบาราวกับเสียงกระซิบจากสายลม แต่มันกลับทรงพลังพอที่จะหยุดคำพูดจิกกัดทั้งหมดในลำคอของรวิศได้ทันที
ดวงตาสองคู่ประสานกันในระยะประชิด ความเงียบงันเข้าปกคลุมพื้นที่รอบตัว ทั้งห้องราวกับหยุดหมุน เหลือเพียงเสียงหัวใจที่เต้นรัวเร็วจนดังแข่งกัน รวิศมองลึกเข้าไปในดวงตาคมเข้มคู่นั้น ที่ปกติมักจะซ่อนความกวนประสาทและความดิบเถื่อนเอาไว้ แต่ในยามนี้... มันกลับสะท้อนความอ่อนล้า ความกดดัน และบางสิ่งที่ร้อนแรงเกินกว่าจะควบคุมไหว
ความซึนที่เคยเป็นเกราะกำบังของคนทั้งคู่ พังทลายลงอย่างไม่เป็นท่าในคืนนี้
"นาย..." รวิศพึมพำเสียงแผ่ว ความเย่อหยิ่งและท่าทีถือดีหายวับไปกับตา เมื่อปลายนิ้วหยาบกร้านของพยัคฆ์เอื้อมขึ้นมาสัมผัสเบา ๆ ที่ข้างแก้มเนียนอย่างลืมตัว สัมผัสนั้นแผ่วเบาแต่กลับร้อนผ่าวราวกับเปลวไฟ ทำเอารวิศแทบหลอมละลาย
"ฉันเหนื่อย..." พยัคฆ์หลับตาลงชั่วขณะ ก่อนจะลืมขึ้นมองคนตรงหน้าด้วยสายตาที่คลั่งรักอย่างปิดไม่มิด "เหนื่อยที่ต้องทะเลาะกับนาย เหนื่อยที่ต้องแกล้งทำเป็นไม่แคร์... ทั้งที่ทุกวินาทีที่นายอยู่ใกล้ ฉันแทบคลั่งตายอยู่แล้ว"
คำสารภาพที่หลุดออกมาจากปากของคนที่ขึ้นชื่อว่าปากแข็งและไม่เคยยอมใคร ทำเอารวิศสมองขาวโพลน หัวใจกระหน่ำเต้นรัวจนแทบกระเด็นออกมานอกอก ริมฝีปากอิ่มเม้มเข้าหากันแน่นด้วยความประหม่า ความรู้สึกต่อต้านที่สะสมมานานนับเดือน ถูกแทนที่ด้วยกระแสความอบอุ่นที่เอ่อล้นขึ้นมาในอก
"นาย... พูดบ้าอะไรเนี่ย..." รวิศพยายามเค้นเสียงดุออกไปเพื่อกลบเกลื่อนความเขินอายที่กำลังแผดเผาใบหน้า แต่ทว่าใบหูและพวงแก้มที่แดงก่ำกลับทรยศคำพูดทั้งหมดอย่างสิ้นเชิง
พยัคฆ์หลุดหัวเราะในลำคอเบา ๆ รอยยิ้มมุมปากที่ปรากฏขึ้นในยามนี้ช่างทรงเสน่ห์และทำลายล้างหัวใจคนมองเสียเหลือเกิน นิ้วโป้งเกลี่ยเบา ๆ ที่โหนกแก้มของรวิศอย่างทะนุถนอม ราวกับสิ่งตรงหน้าคือของล้ำค่าที่เขาเกรงว่ามันจะแตกสลาย
"ปากบอกว่าบ้า แต่หน้านายแดงหมดแล้วนะ คุณสถาปนิกคนเก่ง" พยัคฆ์กระเซ้าด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนขึ้นอย่างผิดหูผิดตา
รวิศกำลังจะอ้าปากเถียงกลับเพื่อกู้ฟอร์ม แต่ทว่า... จังหวะที่ริมฝีปากขยับเข้าใกล้กันเกินไป ความเงียบและบรรยากาศที่พาไปก็ทำให้สติของทั้งคู่หลุดลอย พยัคฆ์จ้องมองริมฝีปากที่ขยับไปมานั้นด้วยสายตาร้อนผ่วน ราวกับเสือกระหายน้ำที่เจอโอเอซิสกลางทะเลทราย
ระยะห่างลดลงจนแทบไม่มีเหลือ ลมหายใจอุ่นร้อนผสานเป็นหนึ่งเดียวกัน รวิศหลตาลงชั่วพริบตา หัวใจเต้นระรัวราวกับกลองศึก ความรู้สึกโหยหาบางอย่างที่ถูกเก็บกดไว้ใต้ความสัมพันธ์แบบ 'คนไม่ถูกชะตา' กำลังจะได้รับการปลดปล่อย...
ทว่า... ในวินาทีที่ริมฝีปากของพยัคฆ์กำลังจะทาบทับลงมาเพื่อทำลายกำแพงสุดท้าย
*ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!*
เสียงเคาะประตูดังสนั่นหวั่นไหวขัดจังหวะขึ้น พร้อมกับเสียงตะโกนโวยวายของลูกน้องคนสนิทที่ดังทะลุเข้ามาจากด้านนอก
"ลูกพี่! แย่แล้วครับ! ทางไซต์งานฝั่งทิศเหนือเกิดเรื่องใหญ่แล้ว!"
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและอินไปกับโมเมนต์นี้ด้วยกันนะครับ!
เซฟเฮาส์ลับฉบับคนไม่ถูกชะตา•ตอนที่ 15
จุดเปลี่ยนของความรู้สึก
ผลงานโดย สเปซโอเดสซีย์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สเปซโอเดสซีย์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ลับฉบับคนไม่ถูกชะตา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!