"ลูกพี่! แย่แล้วครับ! ทางไซต์งานฝั่งทิศเหนือเกิดเรื่องใหญ่แล้ว!"
เสียงตะโกนแหบพร่าของเด็กงานดังลั่นทะลุผนังไม้ชั่วคราวของเซฟเฮาส์เข้ามา ก่อนที่ร่างของลูกน้องคนสนิทจะพุ่งพรวดเข้ามาโดยไม่เคาะประตู รวิศที่กำลังก้มหน้าก้มตาตรวจแบบแปลนโครงสร้างขั้นสุดท้ายในคอมพิวเตอร์ถึงกับสะดุ้ง ปากกาในมือเกือบหลุดร่วง
ทว่ายังไม่ทันที่สถาปนิกหนุ่มจะได้เอ่ยปากซักถามอะไร ร่างหนาของพยัคฆ์ที่ยืนค้ำหัวเขาอยู่ก่อนแล้วก็ขยับตัววูบอย่างรวดเร็ว หัวหน้าคุมงานหนุ่มหน้าตาถมึงทึงก้าวเข้าไปขวางหน้าเด็กงานคนนั้นไว้ทันที พร้อมกับส่งเสียงดุต่ำในลำคอด้วยความหงุดหงิดที่ถูกขัดจังหวะ
"แหกปากโวยวายอะไรวะไอ้จ่อย ลมเพลมพัดหรือไง ถึงได้วิ่งหน้าตั้งเข้ามาแบบนี้ มองหน้ากูซิ... ตึกมันถล่มลงมาทับหัวมึงหรือไง ถึงต้องทำตัวเหมือนบ้านจะไฟไหม้" พยัคฆ์เอ็ดตะโรเสียงเข้ม ใบหน้าคมคายบึ้งตึงจนน่ากลัว ดวงตาคมกริบจ้องเขม็งราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
"เปล่าครับลูกพี่! ไม่ใช่ตึกถล่ม... แต่..." ไอ้จ่อยหอบหายใจตัวโยน ยกมือขึ้นปาดเหงื่อกาฬที่ผุดพรายเต็มใบหน้า "แต่เสาเข็มโซน C ที่เพิ่งตอกเมื่อวาน... จู่ๆ ดินมันทรุดตัวครับพี่ น้ำใต้ดินดันทะลักขึ้นมาจนหน้างานเละเป็นโจ๊ก ตอนนี้พวกผู้รับเหมากับวิศวกรคุมโซนกำลังทะเลาะกันเสียงดังลั่นไซต์ เกือบจะวางมวยกันอยู่แล้วครับ!"
รวิศได้ยินดังนั้น สีหน้าที่เรียบเฉยอยู่เป็นทุนเดิมก็เปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดทันที เขารวบรวมสติอย่างรวดเร็ว สมองระดับเพอร์เฟกต์ชันนิสต์ประมวลผลความเสียหายและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับโครงสร้างหลักในพริบตา มือเรียวยาวเอื้อมไปหยิบคานแท็บเล็ตและหมวกนิรภัยบนโต๊ะ แต่ยังไม่ทันที่ขาเรียวจะได้ก้าวออกไปไหน มือหนาหยาบกร้านของพยัคฆ์ก็คว้าหมับเข้าที่ต้นแขนของเขาเสียก่อน
แรงบีบนั้นไม่ได้รุนแรงจนเจ็บ แต่หนักหน่วงและมั่นคงจนรวิศต้องชะงัก หันกลับไปมองด้วยความไม่พอใจ
"นายจะทำอะไรของนายพยัคฆ์ ปล่อยแขนฉันนะ งานที่โซน C กำลังมีปัญหาใหญ่ ฉันต้องรีบไปเคลียร์หน้างาน" รวิศเอ่ยเสียงแข็ง นัยน์ตาส่อแววหงุดหงิดชัดเจนที่ถูกถ่วงเวลาในสถานการณ์วิกฤต
"ใจเย็นก่อนคุณสถาปนิกหน้าหวาน" พยัคฆ์แค่นหัวเราะในลำคอ สีหน้าของชายหนุ่มยังคงนิ่งสนิทและเย็นชาอย่างน่าประหลาด แม้สถานการณ์ข้างนอกจะกำลังโกลาหล "เรื่องแค่นี้ ทำไมผมจะไม่รู้ว่ามันเกิดจากอะไร ดินโซนนั้นมันมีตาน้ำซ่อนอยู่ตั้งแต่แรกแล้ว ผมเตือนไอ้พวกผู้รับเหมาเฮงซวยนั่นหลายรอบแต่มันไม่ฟังเอง"
"รู้แล้วทำไมไม่รีบแก้ไข ปล่อยให้มันลุกลามจนน้ำทะลักขึ้นมาได้ยังไง!" รวิศเถียงกลับทันควัน ดวงตากลมโตตวัดมองอย่างเอาเรื่อง "นั่นมันความรับผิดชอบของทีมคุณนะพยัคฆ์!"
"เหอะ! ความรับผิดชอบเหรอ?" พยัคฆ์ย่างสามขุมเข้ามาใกล้ ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาคุกคามพื้นที่ส่วนตัวของรวิศทีละน้อย จนแผ่นหลังบางต้องถอยร่นไปชนกับขอบโต๊ะทำงานอย่างไร้ทางหนี สัญชาตญาณการป้องกันตัวร้องเตือนภัย แต่วินาทีนี้แววตาที่พยัคฆ์ใช้มองเขามันเต็มไปด้วยความดุดันและ... ความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของที่น่ากลัว "ฟังผมให้ดีนะคุณรวิศ... เรื่องหน้างานน่ะ ลูกน้องผมมันจัดการได้ ปล่อยให้มันเคลียร์กันเองตามสัญชาตญาณดิบของพวกมันเถอะ แต่เรื่องของคุณ... ตอนนี้คุณต้องอยู่ตรงนี้"
"นายหมายความว่ายังไง พยัคฆ์! ปล่อยนะ!" รวิศพยายามดิ้นขัดขืนเมื่อมือใหญ่ของอีกฝ่ายเลื่อนมาวางทาบลงบนขอบโต๊ะทำงานทั้งสองข้าง กักขังร่างของเขาให้อยู่ในอ้อมกอดกลายๆ ของหัวหน้าคุมงานหนุ่ม กลิ่นอายความเป็นผู้ชายดิบเถื่อนผสมกลิ่นเหงื่อจางๆ และกลิ่นบุหรี่อ่อนๆ ลอยปะทะนาสิกจนรวิศรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง
"ผมหมายความว่า..." พยัคฆ์โน้มใบหน้าเข้ามาใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน สันจมูกโด่งเป็นสันและดวงตาคมปลาบที่มองมาทำเอารวิศหัวใจกระตุกวูบ "พื้นที่ตรงนี้ และตัวคุณ... ตอนนี้มันอยู่ในเขตความรับผิดชอบของผมคนเดียว ไม่มีใครหน้าไหนมีสิทธิ์พาคุณออกไปจากตรงนี้ทั้งนั้น จนกว่าผมจะอนุญาต"
คำพูดเอาแต่ใจและน้ำเสียงทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยความดุดัน ทำให้รวิศรู้สึกทั้งโกรธทั้งรัญจวนใจในเวลาเดียวกัน คนอะไร... เอาแต่ใจตัวเองเป็นที่หนึ่ง ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหนทั้งสิ้น!
"นายมันบ้าไปแล้วพยัคฆ์! นี่มันเวลางานนะ! งานกำลังพัง นายยังมีอารมณ์มาเล่นบ้าอะไรแบบนี้อีกรึไง!" รวิศเงยหน้าขึ้นเถียงกลับ เสียงหวานหวิดจะสั่นพร่าเมื่อระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งคู่ลดลงจนเหลือเพียงคืบเดียว เขาสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นร้อนที่เป่ารดริมฝีปาก
"ผมไม่ได้เล่น" พยัคฆ์เอ่ยเสียงกระซิบพร่าต่ำ ดวงตาคมกวาดมองสำรวจริมฝีปากบางที่กำลังขยับเถียงเขาอย่างไม่ลดละ ก่อนจะเลื่อนขึ้นสบตากับนัยน์ตาสั่นไหวของรวิศ "แล้วก็จำใส่สมองอันชาญฉลาดของคุณไว้ด้วย... ว่าต่อให้ตึกทั้งหลังจะพังลงมาต่อหน้าต่อตาผมในตอนนี้ สิ่งเดียวที่ผมจะสนใจ... ก็คือความปลอดภัยของคุณ ไม่ใช่ไอ้เสาเข็มเฮงซวยพวกนั้น"
หัวใจของรวิศกระตุกวูบอย่างแรง คำพูดห้วนๆ ดิบเถื่อน แต่กลับเจือไปด้วยความห่วงใยอันดุดันและจริงจัง คล้ายมีกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ แล่นพล่านไปทั่วแผ่นหลัง ความโกรธขิงโกรธข่าที่เคยมีมลายหายไปในพริบตา เหลือเพียงความวูบไหวในอกที่ยากจะควบคุม
สถาปนิกหนุ่มเม้มริมฝีปากแน่น สมองตื้อตันไปหมด ไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาต่อปากต่อคำกับคนตรงหน้าดี พยัคฆ์ฉวยจังหวะที่รวิศกำลังตกอยู่ในภวังค์ เลื่อนมือข้างหนึ่งจากขอบโต๊ะขึ้นมาสัมผัสแก้วเนียนแผ่วเบา นิ้วหยาบกร้านเกลี่ยปอยผมที่ตกลงมาปรกหน้าผากให้อย่างเบามมือ การกระทำที่ขัดกับลุคโจรป่าโดยสิ้นเชิงนี้ ยิ่งทำให้หัวใจของรวิศเต้นรัวระรัวจนแทบจะกระเด็นออกมานอกอก
"นาย..." รวิศเปล่งเสียงได้เพียงแค่นั้น
ก๊อกๆๆ!
เสียงเคาะประตูดังขึ้นขัดจังหวะความเงียบที่เต็มไปด้วยแรงดึงดูดประหลาด ตามมาด้วยเสียงร้อนรนของไอ้จ่อยที่ตะโกนทะลุเข้ามาอีกครั้ง
"ลูกพี่! แย่แล้วครับ! ทางวิศวกรฝ่ายบริหารโทรมาแจ้งด่วนเลย บอกว่าท่านประธานใหญ่... กำลังนั่งรถตรวจการณ์เข้ามาที่ไซต์งานตอนนี้แล้วครับ!"
พยัคฆ์ชะงัก สีหน้าที่เคยผ่อนคลายและเต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์เมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความเคร่งขรึมทันที เขายืดตัวถอยห่างจากรวิศช้าๆ แต่สายตายังคงจ้องมองร่างบางไม่วางตา รวิศรีบสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ เพื่อเรียกสติ กลับมาตั้งรับสถานการณ์ตรงหน้า
แต่ทว่า... ก่อนที่ทั้งคู่จะได้ขยับตัวทำอะไร เสียงเครื่องยนต์รถยนต์หรูคันคุ้นเคยก็แล่นเข้ามาจอดสนิทอยู่ด้านหน้าเซฟเฮาส์ ตามด้วยเสียงเปิดประตูรถและฝีเท้าหนักแน่นที่กำลังเดินตรงเข้ามาใกล้เรื่อยๆ
รวิศเบิกตากว้างเมื่อนึกขึ้นได้ว่าใครคือเจ้าของฝีเท้าคู่นั้น ขณะที่พยัคฆ์หรี่ตาลงอย่างระแวดระวัง พร้อมกับก้าวเข้ามาขวางหน้าประตูปกป้องรวิศไว้อัตโนมัติ
แกร๊ก... ลูกบิดประตูเซฟเฮาส์ถูกหมุนเปิดออกอย่างช้าๆ...
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับความสัมพันธ์ที่ร้อนระอุนี้ด้วยกันนะครับ
เซฟเฮาส์ลับฉบับคนไม่ถูกชะตา•ตอนที่ 16
เงาตามตัว
ผลงานโดย สเปซโอเดสซีย์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สเปซโอเดสซีย์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ลับฉบับคนไม่ถูกชะตา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!