เซฟเฮาส์ลับฉบับคนไม่ถูกชะตา•ตอนที่ 13

เกราะกำบัง

ผลงานโดย สเปซโอเดสซีย์
"ถ้าแกยังกล้าตุกติกเรื่องสเปกเหล็กเส้นล็อตนี้อีกรอบ ฉันจะเอาแบบแปลนฉบับแก้ไขไปยัดใส่ปากแกให้มันกลืนลงท้องไปพร้อมกับค่าคอมมิชชันใต้โต๊ะที่แกแอบอมไว้!" เสียงกระแทกแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะไม้เนื้อแข็งดังสนั่นหวั่นไหว สะท้อนก้องไปทั่วห้องประชุมชั่วคราวชั้นสองของไซต์งานที่ฝุ่นปูนยังคงลอยฟุ้ง รวิศยืนตัวตรงเป็นไม้บรรทัด สองมือประสานกันไว้แน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ใบหน้าคมคายที่ปกติมักจะเรียบตึงราวกับรูปปั้นหินอ่อน บัดนี้กลับแดงก่ำด้วยความโกรธระคนเหนื่อยล้า ดวงตาคู่สวยตวัดมองชายวัยกลางคนร่างท้วม สวมหมวกนิรภัยเอียงกระเท่เร่ ซึ่งมีศักดิ์เป็นวิศวกรควบคุมงานโครงสร้างหลักของโครงการนี้อย่างไม่เกรงกลัว "คุณรวิศครับ ใจเย็นๆ หน่อยน่า..." นายกิตติ วิศวกรจอมเจ้าเล่ห์หัวเราะในลำคอ รอยยิ้มหยันปรากฏบนมุมปากหนาที่เต็มไปด้วยคราบเหงื่อ "ของมันขาดตลาด จะให้ผมไปหาเหล็กเกรดพรีเมียมตามที่คุณต้องการมาจากไหนล่ะครับ สถาปนิกจบเมืองนอกอย่างคุณนี่ก็ช่างเพ้อเจ้อ เรื่องมากอยู่เรื่อย หน้างานจริงเขาก็หยวนๆ กันทั้งนั้นแหละครับ ตึกมันไม่ถล่มลงมาทับหัวคนหรอกน่า เชื่อผมเถอะ" "หยวน? คุณใช้คำว่าหยวนกับความปลอดภัยของชีวิตมนุษย์เนี่ยนะ!" รวิศก้าวประชิดโต๊ะเข้าไปอีกหนึ่งก้าว ดวงตาวาวโรจน์ด้วยเพลิงโทสะ "ถ้าโครงสร้างฐานรากรับน้ำหนักไม่ได้ตามมาตรฐานที่คุณเซ็นอนุมัติ ใครจะเป็นคนติดคุกครับ คุณหรือผม! เซ็นเอกสารรับรองมาเดี๋ยวนี้ ว่าคุณจะเปลี่ยนเหล็กทั้งหมดกลับมาเป็นสเปกเดิมตามแบบแปลน!" กิตติแค่นหัวเราะพรืด ท่าทีเกรงอกเกรงใจเมื่อสัปดาห์ก่อนมลายหายสิ้น เหลือเพียงความกร้านโลกและความเจ้าเล่ห์ที่พร้อมจะเอาเปรียบทุกวินาที "ผมไม่เซ็นครับ... และถ้าคุณยังมาโวยวายเสียงดังหาเรื่องผมอีก ผมจะทำเรื่องเบิกงบช้าลงไปอีกสักสามเดือน ดูซิว่าคุณจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนเมื่อโปรเจกต์นี้ส่งมอบไม่ทันกำหนด แล้วโดนค่าปรับบานเบอะ" บรรยากาศในห้องประชุมอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก รวิศรู้สึกเหมือนมีก้อนสะอื้นจุกอยู่ที่ลำคอ ความกดดันจากตระกูลที่เฝ้ารอความล้มเหลวของเขา ผสมผสานกับความไร้จรรยาบรรณของคนตรงหน้า กำลังบีบคั้นสถาปัตยกรรมที่เขารักให้กลายเป็นเพียงเศษกระดาษไร้ค่า เขากำมือแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ รู้สึกถึงความเจ็บแปลบแต่มันก็เทียบไม่ได้กับความคับแค้นใจในอก ทว่า ในวินาทีที่รวิศกำลังจะอ้าปากสวนกลับด้วยถ้อยคำที่เจ็บแสบกว่าเดิม ประตูห้องประชุมไม้เก่าๆ ก็ถูกกระชากเปิดออกด้วยแรงมหาศาลจนมันกระแทกกับผนังปูนเสียงดังสนั่น! "ใครบอกว่า... จะไม่มีใครเซ็นเอกสารวะ?" เสียงทุ้มต่ำติดจะแหบแห้งเล็กน้อยแต่ทรงพลังอำนาจจนทำให้ทุกคนในห้องต้องสะดุ้งเฮือก พยัคฆ์ก้าวเข้ามาในห้องด้วยก้าวเดินที่มั่นคงและหนักแน่น ร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อยืดสีดำสนิทที่เปรอะเปื้อนฝุ่นปูนและคราบเหงื่อ กลิ่นอายความเป็นชายชาตรีและความดิบเถื่อนแผ่ซ่านออกมาราวกับพายุหมุน ดวงตาคมกริบดั่งพยัคฆ์ร้ายยามล่าเหยื่อกวาดมองกิตติด้วยแววตาที่เย็นเยียบจนอีกฝ่ายหน้าซีดเผือก กิตติกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ถอยหลังกรูดไปชนกับพนักเก้าอี้ "อะ... อ้าว หัวหน้าพยัคฆ์ เรื่องนี้มัน..." "เรื่องนี้มันเหี้ยอะไร ห๊ะไอ้กิตติ!" พยัคฆ์ไม่รอให้พูดจบ เขาเดินดุ่มๆ เข้าไปประชิดตัววิศวกรจอมโกง มือหนาขนาดใหญ่เอื้อมไปกระชากปกเสื้อเชิ้ตของกิตติขึ้นมาอย่างง่ายดายราวกับยกตุ๊กตาผ้า แรงมหาศาลทำให้ร่างท้วมลอยขึ้นจากพื้นเล็กน้อย กิตติหน้าตาตื่นตระหนก ร้องโวยวายเสียงหลง "เฮ้ย! ทำบ้าอะไรวะ! ปล่อยนะโว้ย!" "กูบอกให้มึงเซ็น... มึงหูหนวกหรือไง?" พยัคฆ์กระซิบเสียงต่ำลอดไรฟัน น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความเหี้ยมเกรียมที่ทำเอาคนที่ได้ยินต้องขนลุกซู่ "มึงกล้าดียังไงมาขู่คนของกู... อ้อ ลืมไป มึงคงคิดว่าสถาปนิกตัวแค่นี้ไม่มีใครหนุนหลังสินะ ถึงได้กล้าตุกติกกินส่วนต่างลับหลังกูหลายล้านเนี่ย!" รวิศยืนนิ่งอึ้ง ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย หัวใจที่เคยเต้นระรัวด้วยความโกรธ กลับพลิกผันมาเต้นกระหน่ำด้วยจังหวะอื่นที่ไม่คุ้นเคย เมื่อได้ยินคำว่า 'คนของกู' หลุดออกมาจากปากของคนที่ชอบทำท่าทางรังเกียจเขาอยู่ตลอดเวลา "ผม... ผมไม่ได้... แค่ก! หัวหน้า ปล่อยผมก่อน หายใจไม่ออก!" กิตติหน้าเขียวคล้ำ มือปัดป่ายพยายามแกะมือเหล็กของพยัคฆ์ออกแต่ไม่เป็นผล "เซ็นซะ หรืออยากจะให้กูหักนิ้วมึงทีละข้างก่อน แล้วค่อยบังคับให้เซ็น?" พยัคฆ์เอ่ยถามเสียงเรียบ ทว่าแววตานั้นเอาจริงจนไม่มีใครกล้าสงสัย กิตติเหลือบตามองใบหน้าถมึงทึงของพยัคฆ์สลับกับสายตาที่นิ่งสงบแต่มั่นคงของรวิศที่ยืนกอดอกอยู่ข้างๆ ความกลัวตายเข้าครอบงำจนสติหลุดกระเจิง เมื่อพยัคฆ์คลายมือออกนิดเดียว กิตติก็ทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น รีบคว้าปากกาบนโต๊ะด้วยมือที่สั่นเทา ละล่ำละลักเซ็นชื่อลงบนเอกสารใบสั่งซื้อและใบรับรองมาตรฐานเหล็กเส้นฉบับจริงที่รวิศร่างไว้ให้อย่างลนลาน โดยไม่มีข้อแม้ใดๆ อีกต่อไป พยัคฆ์ใช้ปลายรองเท้าบูทเขี่ยเอกสารแผ่นนั้นให้เลื่อนไปตรงหน้ารวิศ พร้อมกับปัดมือตัวเองเบาๆ ราวกับเพิ่งไปสัมผัสสิ่งสกปรกมา "เรียบร้อย... เอกสารทางกฎหมายฉบับนี้พร้อมลายเซ็นพยานครบถ้วน พรุ่งนี้เช้าถ้าเหล็กชุดใหม่ไม่มาวางกองอยู่หน้าไซต์งาน นายเตรียมตัวเก็บกระเป๋าไสหัวออกไปจากที่นี่ได้เลย ไอ้กิตติ" พยัคฆ์เอ่ยเสียงกร้าว กิตติพยักหน้ารัวๆ ก่อนจะลนลานวิ่งหนีหายออกจากห้องประชุมไปอย่างไม่คิดชีวิต ความเงียบงันเข้าปกคลุมพื้นที่ชั่วขณะ เหลือเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบาของคนทั้งคู่ รวิศก้มลงมองเอกสารในมือ สลับกับเงยหน้าขึ้นมองแผ่นหลังกว้างของคนที่เพิ่งยืนมือเข้ามาปกป้องเขาจากเสือร้าย รอยยิ้มบางเบาที่หาดูได้ยากปรากฏขึ้นบนมุมปากเรียวสวย รวิศก้าวเข้าไปใกล้พยัคฆ์ที่กำลังยืนหันหลังให้อยู่ กลิ่นกายปะปนกับกลิ่นเหงื่อจางๆ และฝุ่นดินทำให้อดใจเต้นไม่ได้ "ไม่คิดเลยนะครับว่าคนดิถีเถื่อนอย่างคุณ จะรู้จักปกป้องคนอื่นด้วยวิธีเถื่อนๆ แบบนี้" พยัคฆ์ชะงักฝีเท้าที่กำลังจะเดินออกจากห้อง เขาหันกลับมามองสถาปนิกหนุ่มที่เวลานี้ดวงตาระยิบระยับราวกับเด็กน้อยได้ของเล่นชิ้นโปรด ใบหน้าคมเข้มบึ้งตึงขึ้นเล็กน้อยเพื่อกลบเกลื่อนอาการประหม่าบางอย่างที่แล่นริ้วขึ้นมาในอก "ใครปกป้องนาย อย่าหลงตัวเองน่าคุณรวิศ" พยัคฆ์เค้นเสียงดุ กลบเกลื่อนความจริงที่ว่าหัวใจของเขากำลังเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะยามที่ได้สบตากับอีกฝ่ายใกล้ๆ "ผมแค่ไม่อยากให้งานมันช้า เพราะถ้าโปรเจกต์นี้พัง ชื่อเสียงของบริษัทผมก็เสียหายไปด้วยต่างหาก" "อ๋อเหรอครับ..." รวิศก้าวเข้าไปประชิดตัวหัวหน้าคุมงานร่างสูงจนแผ่นอกของอีกฝ่ายแทบจะชนกับจมูกโด่งรั้น ดวงตาคู่สวยพินิจพิเคราะห์ใบหน้าคมคายที่มีรอยแผลเป็นจางๆ ตรงคางอย่างถือดี "งั้นที่พูดเมื่อกี้... ที่บอกว่า *'คนของกู'* ล่ะครับ หมายความว่ายังไง หืม?" พยัคฆ์กลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอเมื่อระยะห่างระหว่างกันลดลงจนแทบไม่มีช่องว่าง ปลายจมูกของทั้งคู่เกือบจะชนกันอยู่รอมร่อ ความร้อนจากร่างกายของรวิศแผ่ซ่านเข้ามาจนเขารู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งใบหน้า มือหนาที่เคยใช้ออกคำสั่งและกระชากปกเสื้อคนอื่น ตอนนี้กลับเกร็งค้างอยู่ข้างลำตัวทำอะไรไม่ถูก "ผม... ผมไม่ได้หมายความว่า..." พยัคฆ์อึกอักเป็นครั้งแรกในชีวิต ปากที่เคยร้ายกาจกลับหนักอึ้งราวกับมีใครเอาหินมาถ่วงไว้ รวิศยิ้มยั่ว พลเอื้อมมือเรียวไปแตะที่ปกเสื้อของพยัคฆ์ที่ยังยับยู่ยี่จากการกระชากเมื่อครู่ นิ้วเรียวบรรจงจัดมันให้เข้าที่อย่างช้าๆ จงใจให้ปลายนิ้วไล้ผ่านแผงอกแกร่งเบาๆ สัมผัสที่จงใจยั่วยวนนั้นทำให้พยัคฆ์สะท้านเฮือก ดวงตาคมกริบเปลี่ยนเป็นสีเข้มขึ้นทันทีด้วยประกายแห่งความคลั่ง and desire ที่ถูกจุดติดขึ้นอย่างรวดเร็ว "ปากแข็งจังนะครับ... หัวหน้าพยัคฆ์" รวิศกระซิบเสียงหวานข้างหูของคนตัวโต ลลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดต้นคอจนพยัคฆ์ขนลุกซู่ "แต่ถ้าพูดไม่ชัด เดี๋ยวผมจะช่วยทบทวนความจำให้คุณฟังใหม่... ดีไหมครับ?" พยัคฆ์หมดความอดทน มือหนาคว้าหมับเข้าที่เอวบางของรวิศแล้วรวบเข้าหาตัวด้วยความเร็วแสง จนแผ่นหลังของสถาปนิกหนุ่มแนบติดกับผนังห้องโดยไม่มีช่องว่าง ดวงตาคู่วันจ้องมองริมฝีปากอิ่มที่เอาแต่พูดจายั่วเย้าด้วยความรู้สึกที่พร้อมจะระเบิด "อย่าท้าทายผมนะคุณรวิศ..." พยัคฆ์คำรามเสียงต่ำในลำคอ ใบหน้าคมเข้มโน้มลงมาใกล้จนปลายจมูกแทบจะแตะกัน "คุณก็รู้ว่าผมมันคนประเภทอดทนได้ไม่นาน..." ทว่า ก่อนที่ริมฝีปากของทั้งคู่จะประทับเข้าหากันในระยะประชิด เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นขัดจังหวะสามครั้งติดอย่างไม่มีมารยาท พร้อมกับเสียงใสแจ๋วของเด็กฝึกงานหน้าใหม่ที่ตะโกนแทรกเข้ามาทันที "หัวหน้าพยัคฆ์ครับ! แย่แล้วครับ! มีคนจากสำนักงานใหญ่มาตรวจไซต์งานกะทันหันตอนนี้เลยครับ!" พยัคฆ์สบถออกมาเบาๆ อย่างหัวเสีย ส่วนรวิศหลุดหัวเราะคิกออกมาด้วยความขบขัน ดวงตากลมโตเป็นประกายระยับด้วยความเย้าแหย่ เขาดันอกพยัคฆ์ออกเบาๆ แล้วกระซิบทิ้งท้ายก่อนจะผละตัวเดินเลี่ยงออกไปทางประตู "ดูเหมือนว่า... ความอดทนของคุณจะได้บททดสอบอีกรอบแล้วนะครับ หัวหน้า" --- ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและคอยสนับสนุนความฟินปนความกวนประสาทของคู่ปรับคู่นี้เสมอนะครับ
สารจากนักเขียน (สเปซโอเดสซีย์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ลับฉบับคนไม่ถูกชะตา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%