เสียงไม้สนราคาแพงลั่นเอี๊ยดอาร์ดภายใต้แรงถีบมหาศาล ก่อนที่บานประตูห้องทำงานชั่วคราวจะเหวี่ยงกระแทกผนังปูนเปลือยอย่างรุนแรง ฝุ่นผงจากอิฐมอญร่วงกราวลงมาคล้ายละอองหมอกสีเทา ทัศนียภาพเบื้องหน้าถูกแทนที่ด้วยเงาร่างฉกรรจ์สี่คนในชุดช่างก่อสร้างที่สวมหมวกนิรภัยอำพรางใบหน้า แต่ดวงตากลับกราดเกรี้ยวและเต็มไปด้วยเจตนาคุกคามอย่างชัดเจน
“เฮ้ย! พวกมึงเป็นใครวะ เข้ามาทางไหน!” พยัคฆ์คำรามเสียงต่ำ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงจนโต๊ะทำงานไม้สักสั่นสะเทือน ร่างหนาในชุดเสื้อเชลซีพับแขนเสื้อขึ้นจนเห็นมัดกล้ามและเส้นเลือดปูดโปนขยับขยาย สัญชาตญาณดิบเถื่อนของหัวหน้าคุมงานถูกปลุกขึ้นในเสี้ยววินาที เขาขยับกายบังร่างของรวิศที่นั่งอยู่ด้านหลังโดยอัตโนมัติ แม้สมองจะยังไม่ทันประมวลผลว่าเหตุการณ์ตรงหน้าคืออะไร แต่ร่างกายกลับตอบสนองไปก่อนแล้ว
รวิศไม่ได้ส่งเสียงกรีดร้องน่ารำคาญเหมือนคนที่เอาแต่พึ่งพาคนอื่น ดวงตาคู่คมกวาดมองผู้มาเยือนทั้งสี่อย่างรวดเร็ว สติปัญญาอันเฉียบคมประมวลผลสถานการณ์ในหัวด้วยความเร็วสูง เซฟเฮาส์หลังนี้ถูกปิดตาย ล้อมรอบด้วยไซต์งานก่อสร้างที่เลิกงานไปแล้ว และกุญแจสำรองมีเพียงเขาและพยัคฆ์เท่านั้น การที่คนกลุ่มนี้บุกเข้ามาได้หมายความว่าระบบรักษาความปลอดภัยถูกเจาะ หรือไม่ก็... มีหนอนบ่อนไส้
“มึงไม่ต้องรู้หว่าพวกกูเป็นใครวะไอ้คุณสถาปนิก” หนึ่งในชายฉกรรจ์รูปร่างสูงใหญ่ ถือท่อเหล็กขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางสองนิ้วไว้ในมือ มันตวัดปลายท่อเคาะกับวงกบประตูเป็นจังหวะกวนประสาท “นายใหญ่ฝากกูมาเตือน... ว่างานบางงาน ถ้าอยากมีชีวิตอยู่ต่อจนได้เซ็นรับมอบ ก็ควรจะหุบปากแล้วเซ็นชื่ออนุมัติงบเสริมซะดีๆ”
“ถ้ากูไม่เซ็นล่ะ?” รวิศสวนกลับทันควัน น้ำเสียงราบเรียบ ไร้ความหวาดกลัว เจือไปด้วยความเย้ยหยันที่ทรงพลังจนคนฟังต้องชะงัก เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูงเช่นกัน แม้รูปร่างจะโปร่งบางกว่าพยัคฆ์ แต่รัศมีและแรงกดดันจากความเย่อหยิ่งของสถาปนิกเพอร์เฟกต์ชันนิสต์กลับทำให้คนมองรู้สึกหงุดหงิดจนอยากซัดให้คว่ำ “หรือว่านายใหญ่ของพวกมึง สมองฝ่อจนต้องส่งหมาจรจัดมาเห่าแทนที่จะมาคุยด้วยตัวเอง?”
“ปากดีนักนะมึง!”
ชายคนเดิมเงื้อท่อเหล็กหมายจะพุ่งเข้ามาฟาดเข้าที่ศีรษะของรวิศ ความตกใจทำให้ห้องทั้งห้องแคบลงถนัดตา พยัคฆ์พุ่งตัวเข้าไปคว้าข้อมือของมันไว้ด้วยความเร็วระดับสัตว์ป่ากระโจนตะครุบเหยื่อ เสียงกระดูกกระทบกันดังลั่นตามด้วยเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด พยัคฆ์บิดข้อมือนั้นอย่างไร้ความปรานีจนท่อเหล็กหลุดร่วงลงกระแทกพื้นคอนกรีตเสียงดังสนั่น
“อย่ามาแตะต้องคนของกู!” พยัคฆ์ตวาดลั่น ดวงตาดุดลุกโชนด้วยโทสะ ก่อนจะปล่อยหมัดฮุกขวาเข้าที่ปลายคางของอีกฝ่ายอย่างเต็มแรง จนร่างล่ำสันกระเด็นไปกระแทกชั้นวางเอกสารล้มระเนระนาด
ความชุลมุนปะทุขึ้นในพื้นที่คับแคบ ลูกน้องอีกสามคนกรูเข้ามาพร้อมกัน แต่พยัคฆ์ไม่ใช่แค่ช่างคุมงานธรรมดา ประสบการณ์ผ่านงานสนามมาโชกโชนทำให้เขารับมือกับคนหมู่มากได้อย่างคล่องแคล่ว หมัดและศอกถูกใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ ทว่า ในความชุลมุนนั้น มีชายคนหนึ่งถือมีดพกสั้นพุ่งตรงเข้ามาทางด้านหลังของพยัคฆ์ที่กำลังติดพันอยู่กับคู่ต่อสู้
รวิศเห็นภาพนั้นชัดเจนทุกวินาที หัวใจของเขากระตุกวูบ ความรู้สึกเย็นวาบแล่นพล่านไปทั่วสันหลัง ไร้ซึ่งการไตร่ตรอง รวิศคว้าเก้าอี้ไม้ตัวหนักอึ้งทุ่มใส่หลังของไอ้คนถือมีดเต็มแรง แรงกระแทกทำให้มันเสียหลักล้มคะมำหน้าคว่ำไปกับพื้น แต่ความชุลมุนก็ทำให้ข้อศอกของอีกฝ่ายสะบัดมาโดนสีข้างของรวิศเต็มแรง จนร่างโปร่งเซถลาไปชนกับโต๊ะทำงาน และเกือบจะล้มลงไปกองกับพื้น หากไม่มีท่อนแขนแข็งแรงของใครบางคนคว้าเอวของเขาเอาไว้เสียก่อน
“เล่นบ้าอะไรวะรวิศ! อยากตายรึไง!” พยัคฆ์สบถออกมาด้วยความหัวเสีย เสียงหอบหายใจหนักหน่วง ใบหน้าคมเข้มมีรอยถลอกเล็กน้อย แต่แววตาที่มองรวิศกลับเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกปนโกรธจัดที่อีกฝ่ายเอาตัวเข้ามารับความเสี่ยง
“ถ้าฉันไม่ช่วย... นายคงโดนแทงข้างหลังไปแล้ว นายสิที่บ้า!” รวิศกัดฟันกรวด ความเจ็บแปล๊บที่สีข้างทำให้เขาต้องนิหน้า แต่ริมฝีปากยังคงเถียงฉอดๆ ไม่ยอมแพ้ “ปล่อยได้แล้ว ฉันยืนเองได้”
“หุบปากน่า!” พยัคฆ์ดุเสียงเข้ม แต่วันนี้วงแขนที่โอบเอวสอบของรวิศกลับกระชับแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว ความอบอุ่นจากร่างกายของชายหนุ่มร่างหนาแผ่ซ่านผ่านเนื้อผ้าเข้ามาจนรวิศรู้สึกได้ถึงจังหวะหัวใจที่เต้นรัวรากับกลองศึก มันไม่ใช่จังหวะหัวใจของความกลัว แต่เป็นจังหวะของความเร่าร้อนบางอย่างที่ถูกจุดขึ้นในพื้นที่ปิดตายแห่งนี้
เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นในเวลาไม่ถึงสองนาที ลูกน้องพยัคฆ์อีกสองคนที่แอบมองเหตุการณ์อยู่หน้าประตูและตามเข้ามาสมทบทีหลัง ต่างอ้าปากค้างจนแทบจะอมลูกอมได้ทั้งเม็ด พวกเขาเห็นเจ้านายดิบเถื่อนที่ไม่เคยยอมก้มหัวให้ใคร กำลังประคองสถาปนิกปากจัดคนนั้นไว้ในอ้อมแขนราวกับไข่ในหิน แถมยังทำหน้าเหมือนอยากจะกินเลือดกินเนื้อใครก็ตามที่บังاردมาเฉียดใกล้
ไอ้ป้อม ช่างเชื่อมเหล็กมือหนึ่งที่ยืนอยู่หลังสุด สะกิดแขนไอ้หรั่งรุ่นน้องเบาๆ แล้วกระซิบกระซับด้วยสีหน้าตื่นตะลึง
“เฮ้ย... มึงเห็นเหมือนที่กูเห็นเปล่าวะไอ้หรั่ง?”
“เห็นดิพี่...” ไอ้หรั่งกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ดวงตาเบิกกว้าง “นี่หัวหน้า... กำลังโอบเอวคุณรวิศอยู่ใช่ป่ะวะ? ไม่ใช่ล็อกคอจับทุ่มนะเว้ย แบบ... โอบกอดอ่ะ!”
“เออดิ โคตรจะโรแมนติกเลยสาส ในดงตีนเนี่ยนะ!” ไอ้ป้อมทำหน้าพิลึกพิลั่น “กูจำได้ว่าเมื่ออาทิตย์ก่อน หัวหน้ายังบ่นว่าอยากจะเอาอิฐฟาดหัวคุณรวิศอยู่เลยไม่ใช่เหรอวะ ทำไมตอนนี้มันกลายเป็นฉากพระเอกช่วยนางเอกในละครหลังข่าวไปได้วะเนี่ย”
“มิติใหม่ว่ะพี่... มิติใหม่ของวงการก่อสร้าง” ไอ้หรั่งพึมพำ ดวงตาเป็นประกายวิบวับราวกับเจอขุมทรัพย์ “แบบนี้สงสัยงานนี้พวกเราคงไม่ได้กินต้มยำหัวใจตัวเองแน่ แต่จะได้กินงานแต่งแทนวะ”
เสียงกระซิบกระซับของลูกน้องดังพอที่จะลอดผ่านความเงียบเข้ามาในโสตรประสาท รวิศสะดุ้งสุดตัว ใบหน้าที่เคยเรียบเฉยบัดนี้ขึ้นสีแดงจัดด้วยความเคอะเขิน เขาใช้มือผลบอกแกร่งของพยัคฆ์ให้ออกห่างทันที พร้อมกับจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่เพื่อกลบเกลื่อนความสั่นไหวในแววตา
“อะ...แฮ่ม! มองอะไรกันวะพวกนาย! อยากโดนหักเงินเดือนรึไงถึงได้มายืนซุบซิบอะไรกันตรงนี้!” รวิศกระแอมไอ กลบเกลื่อนความอายด้วยการใช้อำนาจสถาปนิกขู่ฟอด
พยัคฆ์เองก็กระแอมไอเบาๆ ใบหน้าคมเข้มขึ้นสีแดงก่ำไม่แพ้กัน เขารีบปล่อยมือออกจากเอวของรวิศแล้วหันไปแยกเขี้ยวใส่ลูกน้องตัวเองทันทีเพื่อกลบเกลื่อนความประหม่าที่จู่ๆ ก็พุ่งเข้ามาจู่โจมหัวใจ “ไอ้พวกนี้นี่! เห็นหัวหน้ากำลังเคลียร์สถานการณ์อยู่ยังจะมีอารมณ์มาเสือกเรื่องชาวบ้านอีกเหรอวะ! ไสหัวไปดูรอบอาคารดิ๊ว่าไอ้พวกเวรนี่มันมากันกี่คน แล้วเข้ามาทางไหน!”
“รับทราบครับลูกพี่! ไปเดี๋ยวนี้เลยครับ!” สองลูกน้องประสานเสียงตอบรับอย่างพร้อมเพียร พร้อมกับส่งยิ้มกรุ้มกริ่มให้กันก่อนจะรีบวิ่งหายออกไปจากห้องอย่างรู้หน้าที่ ทิ้งให้คนทั้งสองยืนอยู่ท่ามกลางความเงียบที่โรยตัวลงมาอีกครั้ง
บรรยากาศในห้องทำงานชั่วคราวกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง แต่คราวนี้มันมีความอึมครึมแบบแปลกๆ แทรกตัวเข้ามา รวิศยืนกอดอก หันหน้าหนีไปทางหน้าต่างเพื่อหลบสายตาคมกริบของพยัคฆ์ที่มองมา หัวใจของเขายังคงเต้นไม่เป็นจังหวะ ไม่ใช่เพราะความกลัวจากเหตุการณ์เมื่อครู่ แต่เป็นเพราะสัมผัสอุ่นร้อนจากอ้อมกอดนั้นยังคงหลงเหลืออยู่บนผิวเนื้อ
“เจ็บตรงไหนรึเปล่า?” น้ำเสียงของพยัคฆ์อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด ความดิบเถื่อนหายวับไป เหลือเพียงความห่วงใยที่เจ้าตัวพยายามจะซ่อนไว้ภายใต้ท่าทีเก๊กขรึม
“ไม่ต้องมาทำเป็นใส่ใจฉันหรอกน่า นายควรห่วงตัวเองที่มีรอยฟกช้ำที่มุมปากนั่นมากกว่านะ” รวิศตอบเสียงแข็ง แต่ไม่ยอมหันกลับมามอง “แล้วก็นะ... ขอบคุณ... ที่ช่วยไว้”
คำพูดประโยคหลังเบาราวกับเสียงกระซิบ แต่ในความเงียบนั้น พยัคฆ์กลับได้ยินมันชัดเจนทุกถ้อยคำ ริมฝีปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย ความรู้สึกอิ่มเอมบางอย่างแผ่ซ่านเข้ามาในอกอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
“ปากบอกว่าไม่ต้องห่วง แต่หน้าแดงแจ๋แบบนั้น... กลัวฉันเป็นห่วงนายมากกว่ามั้งคุณสถาปนิก” พยัคฆ์แกล้งแซวด้วยน้ำเสียงกวนประสาท พลางก้าวเข้าไปประชิดตัวรวิศช้าๆ จนแผ่นหลังของอีกฝ่ายชนเข้ากับขอบกระจกหน้าต่าง
“ใครหน้าแดง! นายตาฝาดแล้วไอ้หัวหน้าคุมงานปากเสีย!” รวิศหันกลับมาตวาดแว้ด ดวงตาวาวโรจน์ด้วยความเขินอายที่ถูกจับไต๋ได้ แต่นั่นกลับทำให้ระยะห่างระหว่างใบހของทั้งคู่ลดลงจนแทบไม่เหลือพื้นที่ว่าง ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันจนรู้สึกได้
พยัคฆ์โน้มใบหน้าลงมาใกล้ มองลึกลงไปในดวงตาคู่สวยที่ฉายแววตื่นตระหนกปนท้าทาย ไดอะล็อกที่เตรียมจะเถียงถูกกลืนหายไปในลำคอเมื่อมือหนาเอื้อมมาปัดปอยผมที่ปรกลงมาข้างแก้มของรวิศอย่างเบามมือ สัมผัสแผ่วเบานั้นทำเอารวิศแทบหยุดหายใจ
“ถ้าขืนดื้อกับฉันอีกรอบ... ฉันจะไม่แค่กอดไว้เฉยๆ แน่นรวิศ” พยัคฆ์กระซิบชิดริมหู น้ำเสียงแหบพร่าและเต็มไปด้วยความนัยที่ทำเอาคนฟังขนลุกซู่ไปทั้งร่าง
ก่อนที่รวิศจะทันได้อ้าปากตอกกลับด้วยคำพูดเจ็บแสบ เสียงฝีเท้าหนักๆ ของไอ้ป้อมก็ดังขึ้นพร้อมกับการพุ่งพรวดเข้ามาในห้องอย่างตื่นตระหนก ใบหน้าของลูกน้องคนสนิทซีดเผือกจนแทบไร้สีเลือด
“ลูกพี่! คุณรวิศ! แย่แล้วครับ... ข้างนอก... ข้างนอกนั่นไม่ได้มีแค่พวกมันสี่คน!”
พยัคฆ์และรวิศผละออกจากกันอย่างรวดเร็วด้วยความตกใจ รวิศรีบจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อยเพื่อรักษามาด ขณะที่พยัคฆ์ขมวดคิ้วมุ่น หันไปมองลูกน้องด้วยแววตาดุดัน “เกิดอะไรขึ้นวะไอ้ป้อม พูดให้มันเคลียร์ๆ ดิ!”
ไอ้ป้อมกลืนน้ำลายเอื้อมมือชี้ไปทางหน้าต่างด้านนอกที่มองเห็นลานกว้างของไซต์งาน “มีรถกระบะขนคนงานไม่ต่ำกว่ายี่สิบคันขับล้อมรอบไซต์งานไว้หมดแล้วครับ... และคนที่เดินลงมาจากรถคันหน้าสุด... คือไอ้เสี่ยธน The Boss เจ้าของโครงการคู่แข่งที่เราเพิ่งไปมีเรื่องด้วยเมื่ออาทิตย์ก่อนครับ!”
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและใจฟูไปกับความซึนของทั้งคู่ในตอนนี้นะครับ
--- "สเปซโอเดสซีย์" ---
เซฟเฮาส์ลับฉบับคนไม่ถูกชะตา•ตอนที่ 12
ปะทะฝีปากกลางไซต์
ผลงานโดย สเปซโอเดสซีย์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สเปซโอเดสซีย์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ลับฉบับคนไม่ถูกชะตา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!