เงาร่างที่ทาบทับอยู่หลังบานกระจกฝ้าหน้าห้องประชุมชั้นสอง ไม่ใช่เงาของคนที่จะมาสร้างประโยชน์อะไรให้ไซต์งานนี้ทั้งสิ้น
รวิศหรี่ตาลง สัญชาตญาณของสถาปนิกเพอร์เฟกต์ชันนิสต์พุ่งพล่านยิ่งกว่าสัญญาณเตือนภัยอัคคีภัย นิ้วเรียวยาวที่กำลังคีบดินสอไม้กดทับลงบนพิมพ์เขียวแผ่นใหญ่หยุดชะงัก รอยยับบนกระดาษไขราคาแพงฟ้องชัดถึงแรงกดที่มากเกินจำเป็น เขาเงยหน้าขึ้นจากโต๊ะไม้กระดานตัวยาว กลิ่นอับชื้นของปูนซีเมนต์และฝุ่นผงจากการก่อสร้างที่ลอยวนอยู่ในอากาศรอบตัวไม่ได้ทำให้เขาสนใจเท่ากับเสียงฝีเท้าคู่เดิมที่หยุดนิ่งสนิทอยู่หลังประตู
ก๊อก... ก๊อก... สองครั้งสั้นๆ แต่หนักแน่นราวกับจังหวะเคาะโลงศพ
"ถ้าจะเข้ามาตรวจงาน... ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมครับ" รวิศเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง แต่แฝงความเฉียบคมชนิดที่พร้อมจะเชือดเฉือนใครก็ตามกล้าเข้ามาขัดจังหวะ เขายังคงนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้พลาสติกสีน้ำเงินราคาถูก แผ่นหลังตั้งตรงสง่างามตัดกับสภาพแวดล้อมที่รกเร้าด้วยเศษวัสดุก่อสร้าง
แต่ทว่า... บานประตูกลับถูกผลักเปิดออกโดยไม่รอคำอนุญาต
แสงไฟนีออนดวงเปลือยที่ห้อยโตงเตงอยู่กลางเพดานสาดส่องลงมา กระทบเข้ากับใบหน้าคมคายและไรหนวดเคราจางๆ ของคนที่ก้าวเข้ามาใหม่ พยัคฆ์นั่นเอง... หัวหน้าคุมงานร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อช็อปสีเข้มเปรอะคราบปูนและเหงื่อไคล ดวงตาคมกริบคู่นั้นไม่ได้มองมาที่รวิศโดยตรง แต่กวาดมองไปทั่วห้องราวกับเสือที่กำลังประเมินอาณาเขตของตัวเอง
"ดึกดื่นป่านนี้... สถาปนิกผู้ดีมีชาติตระกูลยังไม่ยอมกลับบ้านกลับช่องอีกเหรอครับ หรือว่าติดใจอะไรในเซฟเฮาส์หลังนี้เข้าแล้ว" พยัคฆ์เอ่ยทักด้วยน้ำเสียงติดกวนประสาทตามเคย มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยในแบบที่รวิศเห็นทีไรก็อยากจะคว้าไม้บรรทัดเหล็กฟาดหน้าผากสักทีสองที
"ผมจะอยู่หรือจะไป มันก็ไม่ได้ทำให้งบประมาณบานปลายเท่ากับการที่คุณทำงานชุ่ยๆ ไว้หรอกนะครับ" รวิศสวนกลับทันควัน ดวงตากลมโตตวัดมองคู่ปรับตัวฉกาจด้วยความหงุดหงิดระคนระแวง "แล้วนี่คุณมาทำอะไรที่นี่ ดึกป่านนี้คนงานกลับหมดแล้ว หรือว่ามีชนวนอะไรที่คุณไม่อยากให้ผมเห็นในพิมพ์เขียวชุดนี้กันแน่"
คำพูดของรวิศไม่ได้เป็นการกล่าวหาลอยๆ นิ้วเรียวชี้ไปยังกระดาษพิมพ์เขียวแผ่นมหึมาบนโต๊ะ ซึ่งถูกกากบาทด้วยหมึกสีแดงสดตรงจุดเชื่อมต่อโครงสร้างเสาหลักโซน C — จุดที่พยัคฆ์เพิ่งจะเซ็นอนุมัติการเทคอนกรีตไปเมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา
พยัคฆ์ชะงักไปชั่วขณะ รอยยิ้มกวนๆ บนใบหน้าจางหายไปในพริบตา แทนที่ด้วยแววตาไหววับที่ยากจะคาดเดา ร่างสูงใหญ่ก้าวเท้าเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานตัวนั้นทีละน้อย เสียงรองเท้าบูทหนาเหยียบย่ำลงบนเศษฝุ่นดังเอี๊ยดอาดในความเงียบสงัด ระยะห่างระหว่างเขาทั้งสองคนลดลงเรื่อยๆ จนรวิศเริ่มรู้สึกได้ถึงไอความร้อนที่แผ่ออกมาจากร่างกายของอีกฝ่าย
"คุณตาดีเกินไปแล้วนะ... รวิศ" พยัคฆ์โน้มตัวลงใช้มือค้ำขอบโต๊ะทั้งสองข้าง กักตัวสถาปนิกหนุ่มให้อยู่ในอ้อมแขนโดยปริยาย ใบหน้าคมเข้มยื่นเข้าไปใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน ลลมหายใจอุ่นร้อนเจือกลิ่นบุหรี่จางๆ ปะทะเข้ากับพวงแก้มขาวเนียนของคนนั่ง
รวิศผะินหน้าหนีเล็กน้อย หัวใจเจ้ากรรมกลับเต้นรัวผิดจังหวะไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะระยะประชิดที่อันตรายเกินไปต่างหาก กลิ่นกายเฉพาะตัวของผู้ชายสายลุยคนนี้มักจะมีอิทธิพลแปลกประหลาดในการทำลายสมาธิของเขาเสมอ
"ถอยออกไปหน่อยครับ! อย่ามาทำรุ่มร่ามแถวนี้" รวิศพยายามดันแผงอกกว้างของอีกฝ่ายออกด้วยสองมือ แต่พยัคฆ์กลับนิ่งเฉยราวกับภูเขาหิน แถมยังโน้มตัวเข้ามาใกล้กว่าเดิมจนแผ่นหลังของรวิศแนบชิดกับพนักพิงเก้าอี้
"ถ้าผมไม่ถอยล่ะ คุณจะทำไม..." เสียงทุ้มต่ำพร่ากระซิบอยู่ข้างใบหูของสถาปนิกหนุ่ม ลมหายใจที่รดรินอยู่ตรงซอกคอขาวทำให้รวิศ ขนลุกซู่ไปทั้งตัว "ปากเก่งนักนะ... ไหนบอกผมซิ ว่าคุณเจออะไรผิดปกติในแผนการก่อสร้างนี้กันแน่ ถึงได้นั่งหน้าเครียดอยู่คนเดียวตั้งแต่หัวค่ำ"
รวิศเม้มริมฝีปากแน่น ดวงตาคมกริบตวัดกลับมาสบตาตรงๆ แม้หัวใจจะเต้นระรัวจนแทบกระเด็นออกมานอกอก แต่ความถือดีในฐานะสถาปนิกมืออาชีพทำให้เขาไม่มีวันแสดงความอ่อนแอออกมาให้ผู้ชายคนนี้เห็นเด็ดขาด
"โครงสร้างเสาโซน C... มันรับน้ำหนักได้ไม่ถึงเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ตามมาตรฐานวิศวกรรมด้วยซ้ำ ถ้าคุณเทคอนกรีตทับลงไปตามพิมพ์เขียวฉบับนี้ ตึกหลังนี้พังถล่มลงมาก่อนส่งมอบแน่นอน พยัคฆ์!" รวิศพ่นคำพูดรัวเร็วด้วยความโกรธ "คุณคิดอะไรอยู่ ถึงกล้าเซ็นรับรองแบบที่มีข้อผิดพลาดร้ายแรงแบบนี้ หรือว่าคุณรับสินบนจากผู้รับเหมาช่วงมา ถึงได้ยอมเอาชีวิตคนงานมาเสี่ยง!"
บรรยากาศในห้องประชุมพลันเย็นเยียบลงทันที ความขี้เล่นในแววตาของพยัคฆ์มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงประกายความจริงจังที่ลẫกซึ้งและมืดมน เขานิ่งเงียบไปอึดใจใหญ่ มองสำรวจใบหน้าหวานที่กำลังแดงก่ำด้วยความโกรธเกรี้ยวและอินจัดกับงาน
แทนที่จะโกรธกลับ พยัคฆ์กลับถอนหายใจออกมาเบาๆ มือหนาที่เคยค้ำโต๊ะเปลี่ยนมาเลื่อนขึ้นสัมผัสเส้นผมสีดำสนิทของรวิศอย่างแผ่วเบา สัมผัสนั้นนุ่มนวลและอบอุ่นจนรวิศชะงักงัน ดวงเบิกกว้างด้วยความคาดไม่ถึง
"มืออาชีพอย่างคุณ... ทำไมถึงมองโลกในแง่ร้ายกับผมตลอดเลยนะ" พยัคฆ์เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงอย่างน่าประหลาด "ถ้าผมอยากให้ตึกนี้พัง ผมคงไม่มายืนอยู่ตรงนี้เพื่อรอสารภาพความจริงกับคุณหรอก"
"สารภาพความจริงอะไรของคุณ..." รวิศขมวดคิ้วแน่น ปัดมือหนานั้นออกอย่างไม่ไยดี แม้ในใจจะเริ่มสั่นคลอนกับน้ำเสียงและแววตาจริงจังนั้น "อย่ามาเล่นลิ้นนะพยัคฆ์ อธิบายมาให้ชัดเจน ไม่งั้นผมจะแจ้งระงับโครงการนี้พรุ่งนี้เช้าแน่!"
พยัคฆ์ยิ้มมุมปากอีกครั้ง รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความลับบางอย่างที่เขาเก็บซ่อนไว้ใต้พิมพ์เขียวแผ่นนั้นมานานนับสัปดาห์ ร่างสูงยืดตัวตรงขึ้น หยิบกระดาษแผ่นเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่อีกด้านของโต๊ะขึ้นมาแล้วยื่นให้รวิศ
"อ่านนี่ดูซะ... แล้วคุณจะรู้ว่าทำไมผมถึงต้องทำเป็นเซ็นอนุมัติทั้งๆ ที่รู้ว่ามันผิดพลาด"
รวิศรับกระดาษแผ่นนั้นมาด้วยความเคลือบแคลง สายตากวาดมองข้อความตัวอักษรลายมือหวัดๆ ที่เขียนด้วยปากกาหมึกซึม ทันทีที่อ่านจบ นัยน์ตากลมโตก็เบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจ ข้อมูลในกระดาษแผ่นนั้นพลิกผันทุกอย่างที่เขาลือและคิดไว้โดยสิ้นเชิง...
ทว่า... ก่อนที่รวิศจะได้เอ่ยปากถามอะไรออกไป เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังขึ้นอีกครั้งที่ด้านนอกหน้าต่าง พร้อมกับเงาร่างของบุคคลที่สามที่พุ่งพรวดเข้ามาในห้องอย่างรวดเร็ว!
"บอสครับ! แย่แล้วครับ... คนของเราไปเจอของบางอย่างใต้ฐานรากโซน C!"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุน "สเปซโอเดสซีย์" ด้วยดีเสมอมาครับ
เซฟเฮาส์ลับฉบับคนไม่ถูกชะตา•ตอนที่ 10
ความลับใต้พิมพ์เขียว
ผลงานโดย สเปซโอเดสซีย์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สเปซโอเดสซีย์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ลับฉบับคนไม่ถูกชะตา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!