กระดาษแผ่นบางในซองสีน้ำตาลที่ถูกวางไว้บนโต๊ะทำงานตัวใหญ่ ไม่ได้มีน้ำหนักมากมายในทางกายภาพ ทว่ามันกลับหนักอึ้งราวกับภูเขาผืนใหญ่ที่กดทับลงกลางอกของอัคคี จนเขารู้สึกเหมือนอากาศในห้องทำงานหรูหราแห่งนี้กำลังจะหมดลง
ดวงตาคมกริบที่มักฉายแววดุดันและเย่อหยิ่งเสมอมา บัดนี้กลับแดงก่ำอย่างไร้การควบคุม เม็ดน้ำใสๆ ร้อนผ่าวเอ่อคลอขึ้นจนพร่ามัว ก่อนที่หยาดน้ำตาหยดแรกจะร่วงหล่นลงกระทบกระดาษแผ่นนั้นอย่างเงียบเชียบ... เป็นหยาดน้ำตาหยดแรกในรอบหลายสิบปีของประธานหนุ่มผู้ไม่เคยยอมก้มหัวให้ใคร
"นี่มัน... อะไรกัน..."
เสียงทุ้มต่ำที่เคยทรงอำนาจ บัดนี้กลับสั่นเครือจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ ปลายนิ้วหนาสั่นเทาขณะไล่อ่านตัวอักษรแต่ละบรรทัดในรายงานทางการแพทย์ และจดหมายชี้แจงจากโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง
*บันทึกประวัติการรักษา: ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงระหว่างตั้งครรภ์เมื่อสี่ปีก่อน... การผ่าตัดฉุกเฉินเพื่อช่วยชีวิตมารดาและทารกในครรภ์... โอกาสรอดชีวิตมีเพียงสิบเปอร์เซ็นต์...*
ทุกๆ ตัวอักษรกรีดลึกลงไปในเนื้อเยื่อหัวใจของเขา คมมีดแห่งความจริงกรีดแทงซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนความเจ็บปวดแล่นริ้วไปทั่วร่าง ภาพจำในวันที่ม่านไหมยืนร้องไห้แทบขาดใจต่อหน้าเขา วันที่เธอคุกเข่าขอร้องให้เขาฟังคำอธิบายเพียงสักนิด วันที่เธออุ้มท้องอันบอบช้ำหนีออกไปจากคฤหาสน์หลังใหญ่โดยที่เขาไม่เคยเหลียวแล... ย้อนกลับมาตบหน้าเขาอย่างฉาดใหญ่
โง่เง่า... เขาช่างเป็นผู้ชายที่โง่เง่าและใจร้ายที่สุดในโลก
อัคคีทรุดกายลงนั่งกับเก้าอี้หนังราคาแพง ราวกับคนหมดเรี่ยวแรง สองมือหนายกขึ้นปิดใบหน้าคมคายที่บิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดและสำนึกผิด เสียงสะื้นไหวดังเล็ดลอดออกมาจากลำคอหนาอย่างไม่อายฟ้าดิน ความรู้สึกหวาดกลัวที่แล่นพล่านขึ้นมาจับขั้วหัวใจไม่ใช่ความกลัวที่จะสูญเสียทรัพย์สินหรือชื่อเสียงใดๆ ทว่ามันคือความหวาดกลัวที่จะสูญเสีย "โอกาส" โอกาสที่จะได้แก้ตัว โอกาสที่จะได้กอดทายาทสายเลือดเดียวของตน และที่สำคัญที่สุด... โอกาสที่จะได้ขอขมาผู้หญิงที่เขาเคยเหยียบย่ำจนไม่เหลือชิ้นดี
"ผมเกือบ... เกือบจะฆ่าลูกตัวเองกับมือ..."
ชายหนุ่มพึมพำกับความว่างเปล่า น้ำตาแห่งความอัปยศและเสียใจไหลรินไม่ขาดสาย เมื่อนึกถึงวันที่เขาเคยเอ่ยปากไลฟ์สไตล์อย่างไร้เยื่อใย นึกถึงคำพูดใจร้ายที่ตราหน้าว่าเธอเป็นผู้หญิงทะเยอทะยาน ทั้งที่ในวินาทีที่เขากำลังสนุกสนานกับความสำเร็จทางธุรกิจ ม่านไหมกลับต้องเผชิญกับความเป็นความตายบนเตียงผ่าตัดเพียงลำพัง เพื่อปกป้องชีวิตของเด็กชายตัวน้อยที่ถอดแบบพิมพ์เขียวมาจากเขาไม่มีเพี้ยน
รอยยิ้มจางๆ ของน้องต้นกล้า เสียงหัวเราะสดใส และดวงตากลมโตคู่สวยที่มองมาทางเขาด้วยความไร้เดียงสา... ทุกอย่างไหลvผาดเข้ามาในห้วงความคิด และนั่นยิ่งทำให้หัวใจของอัคคีแตกสลายเป็นจุล เด็กน้อยคนนั้น เกือบจะไม่ได้ลืมตาดูโลกมาเจอเขา เพียงเพราะความเย่อหยิ่งและความเย็นชาไร้หัวใจของเขาเอง
ประธานหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลซบหน้าลงกับฝ่ามือ ไหล่กว้างไหวสะท้านตามแรงสะอื้น ความรู้สึกผิดถาโถมเข้าใส่ราวกับคลื่นยักษ์สึนามิที่พร้อมจะกลืนกินลมหายใจของเขาให้ดับดิ้น บาปกรรมที่เขาก่อไว้มันหนาแน่นเกินกว่าจะหาคำแก้ตัวใดๆ มาลบล้างได้ ม่านไหมจะเกลียดเขา มากแค่ไหน... นั่นคือสิ่งที่เขาสมควรได้รับ แต่วินาทีนี้ หัวใจที่ด้านชามานานกลับร่ำร้องหาแต่เธอและลูกอย่างบ้าคลั่ง
เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบาๆ สามครั้ง ก่อนที่เลขานุการส่วนตัวจะก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าลังเลและหวาดหวั่น แต่ยังไม่ทันที่อีกฝ่ายจะได้รายงานเรื่องใด อัคคีก็เงยหน้าขึ้น ดวงตาแดงก่ำราวกับซาตานผู้ตกสลับด้วยหยาดน้ำตา ทำให้เลขานุการหนุ่มถึงกับผงะถอยหลังด้วยความตกใจ
"เตรียมรถ... แล้วจัดการจองตั๋วเครื่องบินส่วนตัวด่วนที่สุด" เสียงแหบพร่าเอ่ยสั่งเฉียบขาด แม้ร่องรอยความอ่อนแอจะยังคงฉาบอยู่บนใบหน้า "ผมจะไปหาเธอ... เดี๋ยวนี้"
ทางด้านม่านไหม หญิงสาวในชุดเดรสผ้าลินินสีครีมเรียบหรู กำลังนั่งมองบุตรชายตัวน้อยวิ่งเล่นอยู่บนสนามหญ้าสีเขียวขจีหน้าบ้านพักตากอากาศริมทะเล ลมทะเลขับไล่ความวุ่นวายในใจให้สงบลง ทว่าลางสังหรณ์บางอย่างกลับทำให้ปลายนิ้วเรียวที่กำลังถือแก้วชาอุ่นๆ สั่นไหวเล็กน้อย
สี่ปี่ที่ผ่านมา เธอสร้างเกราะป้องกันหัวใจขึ้นมาหนาแน่นดั่งกำแพงเหล็ก เธอไม่ใช่ลลิลผู้อ่อนแอคนเดิมที่ยอมให้ใครมาทำร้ายจิตใจได้อีกต่อไป ความเจ็บปวดในอดีตหล่อหลอมให้เธอกลายเป็นเพชรแท้ที่เปล่งประกายด้วยคุณค่าของตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเงาของใครหน้าไหนทั้งสิ้น โดยเฉพาะผู้ชายใจร้ายคนนั้น
"คุณแม่ครับ! ดูนี่สิครับ ปูตัวเล็กเดินอยู่ตรงนี้ด้วย!"
เสียงใสแจ๋วของน้องต้นกล้าเรียกสติของเธอให้กลับมา ม่านไหมวางแก้วมาลงบนโต๊ะก่อนจะระบายยิ้มละมุนให้ลูกชาย หัวใจดวงน้อยพองโตด้วยความรักและความภูมิใจที่ได้เป็นแม่ของเด็กชายผู้สดใสคนนี้ เธอเดินเข้าไปหาลูกน้อย ย่อตัวลงใช้ผ้าเช็ดหน้าซับเหงื่อให้เบาๆ อย่างทะนุถนอม
"เก่งมากเลยครับลูก ระวังอย่าไปจับมันแรงนะ เดี๋ยวหนีบเอานะครับ" ม่านไหมเอ่ยเสียงอ่อนโยน
ทว่า ในจังหวะที่เธอกำลังจะอุ้มลูกชายขึ้นมาแนบอก เสียงฝีเท้าหนักแน่นที่คุ้นเคยอย่างไร้เหตุผลก็ดังขึ้นจากทางด้านหลัง พร้อมกับแรงปะทะทางอารมณ์บางอย่างที่แผ่ซ่านเข้ามาในบรรยากาศจนขนลุกเกรียว
ม่านไหมชะงักค้าง ร่างกายชาวาบตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า กลิ่นกายคุ้นจมูกที่เธอพยายามลบเลือนมาตลอดสี่ปีลอยมาปะทะนาสิก พร้อมกับเสียงหอบหายใจหนักหน่วงที่หยุดยืนอยู่ห่างจากเธอเพียงไม่กี่ก้าว
หญิงสาวค่อยๆ องค์ตัวยืนขึ้น แล้วหันกลับไปเผชิญหน้า
ดวงตากลมโตคู่สวยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย เมื่อพบว่าอดีตสามีผู้เย่อหยิ่งและเย็นชา บัดนี้ยืนอยู่ตรงหน้าเธอในสภาพที่แทบดูไม่ได้ เสื้อเชิ้ตยับยู่ยี่ เนคไทถูกกระชากออกจนหลุดลุ่ย เส้นผมยุ่งเหยิงไม่เป็นทรง และที่สำคัญที่สุด... ดวงตาคมกริบคู่นั้นแดงก่ำ มีคราบน้ำตาแห้งกรังหลงเหลืออยู่บนพวงแก้มสาก
อัคคีมองเธอ มองผู้หญิงที่เขาเคยทำร้ายจิตใจอย่างเลือดเย็น มองใบหน้าที่ยังคงงดงามหยาดเยิ้มแต่เย็นชาไร้ความรู้สึก และกวาดสายตาลงไปยังเด็กชายตัวน้อยที่ยืนหลบอยู่ด้านหลังขาของมารดา... เด็กชายที่มีใบหน้าถอดแบบมาจากเขาราวกับส่องกระจก
ริมฝีปากหยักลึกสั่นระริก ยามที่เขาพยายามเปล่งเสียงเรียกชื่อเธอออกมาด้วยความรู้สึกที่แตกสลายจนเกินเยียวยา
"ม่าน... ไหม..."
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเจ็บปวดไปกับหัวใจของม่านไหมนะคะ
ละอองดาวเดือนเก้า
หย่าแล้วเชิญป้ายหน้า สามีเก่าอย่ามาทวงลูก•ตอนที่ 30
น้ำตาแห่งความสำนึก
ผลงานโดย ละอองดาวเดือนเก้า
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ละอองดาวเดือนเก้า)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าแล้วเชิญป้ายหน้า สามีเก่าอย่ามาทวงลูก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!