หย่าแล้วเชิญป้ายหน้า สามีเก่าอย่ามาทวงลูก•ตอนที่ 22

กำแพงที่สูงชัน

ผลงานโดย ละอองดาวเดือนเก้า
กลิ่นอายความเย็นเยียบของเครื่องปรับอากาศภายในห้องรับรองวีไอพีไม่ได้ทำให้บรรยากาศน่ากลัวเท่ากับเงาร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่มที่ยืนขวางประตูอยู่ ณ ขณะนี้ อัคคีไม่ได้เอ่ยคำพูดใดออกมาแม้แต่คำเดียว ดวงตาคมกริบราวกับเหยี่ยวคู่นั้นกวาดมองสำรวจไปทั่วห้อง ก่อนจะไปหยุดนิ่งอยู่ที่ร่างเล็กของเด็กชายวัยสี่ขวบที่กำลังซุกตัวอยู่ด้านหลังแผ่นหลังบอบบางของมารดา ดวงตากลมโตคู่โตที่ฉายแววตื่นตระหนกเล็กน้อยแต่เต็มไปด้วยความพินิจพิเคราะห์คู่นั้น... ถอดแบบมาจากเขาราวกับพิมพ์เดียวกัน ไม่มีผิดเพี้ยน หัวใจของประธานหนุ่มผู้ไม่เคยเกรงกลัวสิ่งใดในโลกกระตุกวูบ ราวกับถูกค้อนเหล็กขนาดใหญ่ทุบลงกลางอกอย่างแรง ลมหายใจของเขาติดขัดไปชั่วขณะเมื่อประจักษ์แก่สายตาว่าสายเลือดเนื้อเชื้อไขของตนเองมีตัวตนอยู่จริง และเติบโตมาโดยที่เขาไม่มีส่วนร่วมเลยแม้แต่วินาทีเดียว "ถอยไปค่ะ... คุณอัคคี" เสียงหวานที่เอ่ยออกมานั้นราบเรียบ ทว่าสั่นไหวเล็กน้อยด้วยแรงอารมณ์ที่ถูกกดทับไว้ ม่านไหมก้าวเท้าขยับมาบังร่างป้อมของน้องต้นกล้าไว้มิดชิด ดวงตาคู่สวยที่เคยอ่อนแสงและมีแต่ความยอมจำนนในอดีต บัดนี้กลับแข็งกร้าวและลุกโชนไปด้วยประกายไฟแห่งการปกป้อง ดั่งเพชรแท้ที่ผ่านการเจียระไนด้วยไฟแห่งความทุกข์ทรมาน จนมีความแข็งแกร่งเกินกว่าที่ใครจะเข้ามาทำลายได้อีก อัคคีขยับริมฝีปากคล้ายอยากจะเอ่ยอะไรบางอย่าง คำพูดนับร้อยที่เคยซ้อมไว้ในหัวยามค่ำคืนที่นอนทรมานอย่างไร้การพักผ่อน กลับตีรวนจุกอยู่ที่ลำคอ เมื่อได้สบเข้ากับดวงตาคู่นั้น—ดวงตาที่เคยมีแต่ภาพเงาของเขา แต่วันนี้กลับว่างเปล่าและเต็มไปด้วยกำแพงหนาเตอะที่เขาสร้างขึ้นมาเองกับมือ "ไหม..." น้ำเสียงของอัคคีแหบพร่าอย่างที่เจ้าตัวไม่เคยเป็นมาก่อน เขาก้าวเท้าเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด ทว่าม่านไหมกลับถอยหลังหนี พร้อมกับส่งสัญญาณเตือนด้วยสายตาที่เด็ดเดี่ยวจนเขาต้องชะงักฝ่าเท้า "ดิฉันบอกให้ถอยค่ะ อย่าเข้ามาใกล้ลูกของฉัน!" คำว่า "ลูกของฉัน" ที่เน้นย้ำทีละคำกระแทกเข้าใส่หัวใจของอัคคีจนเจ็บแปลบ เขารู้ดีว่าตนเองไม่มีสิทธิ์ ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเรียกร้องคำว่าพ่อจากปากของเด็กชายตัวน้อยที่กำลังกอดเอวมารดาแน่นด้วยความหวาดกลัว ภาพความทรงจำสีเทาในอดีตย้อนกลับมาทิ่มแทงหัวใจ วันที่เธอร้องขอความเห็นใจ วันที่เธอกลั้นใจเซ็นใบหย่าโดยไม่เรียกร้องสิ่งใดนอกจากอิสรภาพ และวันที่เขาปล่อยให้เธอเดินจากไปในคืนที่ฝนตกหนักโดยไม่เคยเหลียวแล "พี่... ขอโทษ..." เป็นครั้งแรกที่คำนี้หลุดออกมาจากริมฝีปากของนักธุรกิจผู้ยิ่งใหญ่ อัคคีกลืนก้อนความขื่นขมลงคอ สายตาทอดมองไปยังเด็กชายที่แอบมองเขาด้วยความสงสัย "ขอพี่... มองหน้าเขาใกล้ๆ หน่อยไม่ได้เหรอไหม ในฐานะ..." "ในฐานะอะไรคะ?" ม่านไหมสวนกลับทันควัน น้ำเสียงเยียบเย็นจนน่ากลัว มุมปากหยักยิ้มเยาะหยันตัวเองและผู้ชายตรงหน้า "คุณไม่มีสิทธิ์นั้นค่ะคุณอัคคี ใบหย่าเราก็เซ็นกันไปนานแล้ว และในทางกฎหมาย รวมถึงในความรู้สึกของพวกเรา... คุณเป็นแค่คนแปลกหน้า อย่ามาใช้คำว่าพ่อกับเด็กคนนี้ เพราะตลอดสี่ปีที่ผ่านมา ตอนที่ลูกป่วย ตอนที่ฉันต้องอุ้มท้องร้องไห้ลำพัง คุณอยู่ที่ไหนคะ? คุณกำลังสนุกกับการควงคู่กับใครบางคนไม่ใช่เหรอ?" ประโยคคำถามที่พรั่งพรูออกมาด้วยความอัดอั้นตันใจทำให้อัคคีพูดไม่ออก เขารู้สึกราวกับมีใครเอามีดมาเฉือนเนื้อทีละน้อย รตา... ผู้หญิงคนที่เขาเคยคิดว่าสำคัญ กลับกลายเป็นก้อนกรวดที่ไร้ค่าในสายตาของเขาในวินาทีนี้ เมื่อเทียบกับความจริงอันล้ำค่าที่ยืนอยู่ตรงหน้า ในขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุด น้องต้นกล้าที่เงียบมานานก็ค่อยๆ โผล่ใบจิ้มลิ้มออกมาจากด้านหลังของมารดา ดวงตากลมโตใสแป๋วสำรวจใบหน้าคมเข้มของชายแปลกหน้าที่แม่แสดงท่าทีปกป้องอย่างดุร้าย มือเล็กๆ เอื้อมไปดึงชายเสื้อของม่านไหมเบาๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงใสซื่อตามประสาเด็ก "คุณแม่ครับ... ผู้ชายใจร้ายคนนี้ เป็นใครเหรอครับ ทำไมหน้าตาเหมือนกระจกที่บ้านเราจังเลยล่ะครับ?" คำถามไร้เดียงสาของเด็กน้อยทำให้หัวใจของผู้ใหญ่ทั้งสองคนกระตุกวูบ ม่านไหมรีบย่อตัวลงโอบกอดลูกชายเข้าสู่อ้อมอกแน่น ซ่อนใบหน้าจิ้มลิ้มนั้นให้พ้นจากสายตาคมที่กำลังเอ่อAด้วยหยาดน้ำใสๆ ซึ่งอัคคีพยายามสะกัดกั้นไว้อย่างสุดความสามารถ ลูกชายกำลังตั้งคำถามถึงความเหมือนที่ปฏิเสธไม่ได้ และนั่นคือหลักฐานชิ้นสำคัญที่ตอกย้ำว่าสายเลือดของเข้มข้นเพียงใด อัคคีทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาตัดสินใจทรุดตัวลงคุกเข่าข้างหนึ่งกับพื้นพรมราคาแพง เพื่อลดระดับสายตาให้เสมอ,กับเด็กน้อย แม้จะรู้ว่าม่านไหมจะแสดงท่าทีรังเกียจเดียดฉันท์เพียงใดก็ตาม "ต้นกล้า... ลูกครับ" อัคคีเปล่งเสียงสั่นเครือ ยื่นมือที่สั่นเทาออกไปหมายจะแตะกลุ่มผมนุ่มของเด็กชาย แต่ยังไม่ทันที่ปลายนิ้วจะสัมผัส ม่านไหมก็ปัดมือนั้นออกอย่างไม่ลังเล เพี๊ยะ! เสียงฝ่ามือกระทบหลังมือหนาดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ แม้จะไม่ได้รุนแรงจนเจ็บปวดกาย แต่ความเจ็บปวดในใจนั้นลึกซึ้งเกินกว่าจะหาคำใดมาเปรียบ อัคคีนิ่งค้างอยู่อย่างนั้น เงยหน้าขึ้นมองอดีตภรรยาที่เวลานี้ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความคับแค้นใจ แต่กลับไม่มีทีท่าว่าจะยอมอ่อนข้อให้แม้แต่น้อย "อย่ามาแตะต้องลูกฉัน!" ม่านไหมประกาศกร้าว เสียงของเธอดังก้องไปทั่วห้อง "ถ้าคุณยังมีสำนึกเหลืออยู่บ้าง กรุณาออกไปจากชีวิตของเราซะ อย่ามาวุ่นวายกับต้นกล้า เพราะฉันไม่มีวันยอมให้ใครหน้าไหนมาพรากลูกไปจากอกฉันเด็ดขาด ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิตก็ตาม!" อัคคีเม้มริมฝีปากแน่นจนเป็นเส้นตรง เขารู้ดีว่าการกระทำเลวร้ายในอดีตไม่สามารถลบล้างได้ด้วยคำขอโทษเพียงไม่กี่คำ กำแพงที่ม่านไหมสร้างขึ้นมานั้นสูงชันและแข็งแกร่งเกินกว่าที่เขาจะปีนข้ามไปได้โดยง่าย แต่ทว่า... เมื่อได้เห็นดวงตาคู่นั้น ได้ยินเสียงหัวใจของลูกน้อยที่เต้นอยู่ใกล้ๆ เขากลับยิ่งมั่นใจว่าตนเองไม่มีวันยอมแพ้เด็ดขาด ชายหนุ่มค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แม้แววตาจะเต็มไปด้วยความเจ็บปวดระคนสำนึกผิด แต่ก็แฝงไว้ด้วยความมุ่งมั่นที่ฉายชัดเจน "พี่จะไม่ไปไหนทั้งนั้นครับ ม่านไหม" อัคคีเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่หนักแน่น เด็ดเดี่ยวไม่แพ้กัน "พี่รู้ว่าพี่มันเลว รู้ว่าสิ่งที่ทำกับเธอและลูกมันให้อภัยไม่ได้... แต่ให้โอกาสพี่ได้ไถ่บาปเถอะนะ ต่อให้กำแพงที่เธอก่อมันจะสูงเสียดฟ้าแค่ไหน พี่ก็จะพังมันลงมา หรือไม่ก็... ยืนรออยู่ตรงนี้จนกว่าเธอจะยอมเปิดประตูให้พี่ด้วยตัวเอง" ม่านไหมแค่นหัวเราะในลำคออย่างสมเพชเวทนา เธอกระชับอ้อมกอดลูกชายแน่นขึ้น พลางก้าวถอยหลังเพื่อเว้นระยะห่าง "เชิญคุณพยายามตามใจชอบค่ะ แต่บอกไว้ก่อนเลยว่า... ต่อให้คุณใช้เวลาทั้งชีวิต กำแพงนั้นก็ไม่มีวันทลายลงมาเพื่อคนอย่างคุณหรอกค่ะ" พูดจบ หญิงสาวก็อุ้มร่างป้อมของน้องต้นกล้าหันหลังเตรียมก้าวเดินไปยังประตูอีกด้านเพื่อหลบหนีจากสถานการณ์บีบคั้นนี้ ทว่าในจังหวะนั้นเอง เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นขัดจังหวะ พร้อมกับร่างของเลขานุการส่วนตัวของอัคคีที่ผลักประตูเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก ร้อนรนจนผิดปกติ "ท่านประธานครับ... เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ!" เลขานุการหนุ่มหอบหายใจถี่กระชั้น ก่อนจะรีบยื่นซองเอกสารสีน้ำตาลแผ่นหนึ่งให้อัคคี "นี่คือผลตรวจ DNA อย่างเป็นทางการที่ท่านสั่งด่วนที่สุดเพิ่งส่งตรงมาจากห้องแล็บ... และ... และมีคนส่งภาพนี้มาขู่ที่หน้าบริษัทเมื่อสักครู่นี้ครับ!" อัคคีขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัย รับซองเอกสารนั้นมาเปิดดูอย่างไม่ใส่ใจนักในทีแรก ทว่าทันทีที่กวาดสายตาอ่านข้อความบรรทัดแรกบนกระดาษแผ่นนั้น ดวงตากลมโตของเขาก็เบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึงระคนหวาดผวา ร่างสูงใหญ่ถึงกับเซถอยหลังไปสองก้าวราวกับถูกสายฟ้าฟาดลงกลางกลางวันแสกๆ ม่านไหมที่กำลังจะก้าวเดินออกไป ชะงักฝีเท้าลงโดยอัตโนมัติเมื่อเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหันของอัคคี บรรยากาศภายในห้องกลับมาเย็นเยียบและนิ่งสนิทลงอีกครั้ง ทว่าเต็มไปด้วยความอึดอัดที่พร้อมจะระเบิดออกได้ทุกเมื่อ อัคคีค่อยๆ เงยหน้าขึ้นจากแผ่นกระดาษในมือ สายตาที่เต็มไปด้วยความตกใจตื่นตระหนกพุ่งตรงมาที่ม่านไหมและเด็กชายในอ้อมอกของเธอ ก่อนที่ริมฝีปากหนาจะสั่นระริกและเอ่ยชื่อบุคคลที่สามออกมาด้วยน้ำเสียงที่แทบจะขาดหายไปในลำคอ "ไหม... คนที่ส่งภาพนี้มา... มันบอกว่าลูกของเรา... กำลังตกอยู่ในอันตราย!" ด้วยรักและอินไปกับเรื่องราวด้วยกันนะคะ ละอองดาวเดือนเก้า
สารจากนักเขียน (ละอองดาวเดือนเก้า)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าแล้วเชิญป้ายหน้า สามีเก่าอย่ามาทวงลูก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%