กลิ่นหอมกรุ่นของเนยแท้และวานิลลาคั่วบดอบอวลไปทั่วห้องอบขนมขนาดกะทัดรัด ทว่าสิ่งที่ดึงดูดสายตาคมกริบของอัคคีให้หยุดนิ่ง มิใช่ความหอมหวานของเบเกอรีโฮมเมดตรงหน้า หากแต่เป็นแผ่นป้ายชื่อร้านไม้สักทองสลักตัวอักษรบรรจง— *'La Lune Bakery'* —ชื่อที่ทำให้อกข้างซ้ายของประธานหนุ่มผู้ขึ้นชื่อว่าไร้หัวใจ กระตุกวูบอย่างรุนแรงราวกับมีใครใช้มือเปล่ามาบีบขยำ
ลูน... ที่แปลว่าพระจันทร์
ดวงจันทร์ดวงเดียวที่เขาเคยเหยียบย่ำ ทำลายล้าง และผลักไสให้หลุดลอยออกไปจากวงโคจรชีวิตอย่างไม่ใยดี
อัคคีในชุดสูทสั่งตัดเข้ารูปเนื้อดี ยืนปักหลักอยู่มุมถนนฝั่งตรงข้าม สายตาคมกวาดมองผ่านกระจกใสบานใหญ่เข้าไปภายในร้าน ภาพของหญิงสาวร่างระหงในผ้ากันเปื้อนสีครีม กำลังงละมุนละไมกับการตกแต่งหน้าเค้กด้วยความตั้งใจ เส้นผมสีดำสนิทที่เคยปล่อยสยายถูกรวบขึ้นลวกๆ เผยให้เห็นลำคอระหงและเสี้ยวหน้าด้านข้างที่คุ้นตาจนหัวใจแทบหยุดเต้น
ม่านไหม...
ไม่ใช่แค่ชื่อร้านที่น่าสงสัย แต่เป็นท่วงท่า วิธีการจับไม้พาย แม้กระทั่งรอยยิ้มจางๆ ยามที่เธอเงยหน้าขึ้นมาพูดคุยกับลูกค้าเด็กหญิงตัวน้อย ล้วนทับซ้อนกับภาพจำในอดีตที่เขาพยายามลบเลือน แต่มันกลับฝังรากลึกอยู่ในความทรงจำที่เริ่มเน่าเฟะของเขาอย่างถอนตัวไม่ขึ้น
ตลอดสี่ปีที่ผ่านมา หลังจากวันที่เธอเซ็นใบหย่าและหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย อัคคีใช้ชีวิตอยู่บนกองเงินกองทองและความว่างเปล่า เขากลายเป็นปีศาจทำงานที่ไร้ความรู้สึก จนกระทั่งวันที่เขาได้บังเอิญเห็นภาพถ่ายใบหนึ่งจากนิตยสารไลฟ์สไตล์ ภาพของเชฟเบเกอรีมือรางวัลผู้โด่งดังในโลกโซเชียล แม้เธอจะสวมแว่นกันแดดและหมวกปีกกว้างอำพรางใบหน้า แต่สัญชาตญาณดิบของอดีตสามีกลับกรีดร้องเตือนว่า... นั่นคือเธอ!
"คุณอัคคีครับ ให้ผมเข้าไปจัดการ..." เลขานุการหนุ่มที่ยืนอยู่ด้านหลังเอ่ยกระซิบด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง เมื่อเห็นเจ้านายหนุ่มยืนนิ่งค้างเป็นรูปปั้นหินมาเกือบสิบนาทีแล้ว
"ไม่ต้อง..." อัคคีชูมือขึ้นห้าม เสียงทุ้มต่ำลอดไรฟันออกมาด้วยความยากลำบาก นัยน์ตาดุจเหยี่ยวคู่นั้นยังคงจับจ้องร่างบางที่ไม่เคยเปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย มีเพียงความแข็งแกร่งและประกายความมั่นใจในแววตาของเธอเท่านั้น ที่ถูกเติมเต็มขึ้นมาแทนที่รอยน้ำตาและความหวาดกลัวในอดีต
เขาก้าวขาออกเดินโดยไม่รอฟังคำทักท้วงใดๆ อีก หัวใจที่เคยด้านชาเต้นระรัวราวกับคนหนุ่มสาวที่กำลังจะสารภาพรัก รองเท้าหนังราคาแพงเหยียบย่างข้ามถนนมุ่งตรงไปยังเป้าหมาย ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดบาปที่สุมอกจนหายใจไม่ออก ภาพในอดีตที่เขาเคยเอ่ยวาจาเชือดเฉือน ดูถูกเหยียดหยาม และขับไล่ไสส่งเธอยามที่เธอตั้งครรภ์อ่อนๆ ย้อนกลับมาทุบตีซ้ำๆ ยิ่งสำนึกได้ช้าเท่าไหร่ บทลงโทษที่พระเจ้ามอบให้ก็ยิ่งสาหัสขึ้นเท่านั้น
กรุ๊งกริ๊ง...
เสียงกระดิ่งทองเหลืองเหนือประตูร้านดังขึ้นเบาๆ พร้อมกับการก้าวเข้ามาของบุรุษผู้ทรงอิทธิพล แต่ในวินาทีนี้เขากลับรู้สึกเหมือนนักโทษประหารที่กำลังเดินเข้าสู่ลานประหาร
ม่านไหมที่กำลังก้มหน้าจัดกล่องเค้กชะงักมือลงเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงกระดิ่งต้อนรับ เธอเอ่ยต้อนรับด้วยน้ำเสียงสุภาพโดยยังไม่เงยหน้าขึ้นมอง "ยินดีต้อนรับค่ะ รับเครื่องดื่มหรือขนมอะไรดีคะ..."
ทว่า เมื่อเงמוหน้าขึ้นสบตาและพบว่าลูกค้าผู้มาเยือนคือใคร รอยยิ้มที่เป็นมิตรบนใบหน้าสวยหวานก็มลายหายวับไปในพริบตา แทนที่ด้วยแววตาเย็นชา ดุดัน และเต็มไปด้วยกำแพงน้ำแข็งที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อปกป้องตัวเอง
อัคคีกลืนน้ำเหนียวๆ ลงคอ ความตั้งใจนับร้อยพันคำที่ท่องจำมาตลอดทางพังทลายลงในพริบตา เมื่อสบเข้ากับดวงตาสองชั้นหลบในที่ฉายแววเกลียดชังและชิงชังอย่างชัดเจน ไม่มีคราบน้ำตา ไม่มีเสียงสะอื้นไห้ มีเพียงความนิ่งงบที่น่ากลัวยิ่งกว่าการอาละวาด
"ไหม..." เสียงของเขาแหบพร่าสั่นเทาอย่างควบคุมไม่อยู่ มือหนาที่เคยใช้ตบโต๊ะสั่งการคนนับร้อยกลับสั่นเทาขณะยกขึ้นเล็กน้อย
"ขอโทษด้วยนะคะคุณลูกค้า ร้านของเราตอนนี้ขนมหมดแล้ว และฉัน... ก็ไม่ต้อนรับแขกที่ไม่มีมารยาททางธุรกิจค่ะ" ม่านไหมเอ่ยตัดบทด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าเฉียบคมดั่งใบมีดโกนอาบน้ำผึ้ง เธอยืนกอดอกมองเขาด้วยท่าทีที่เหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด
อัคคีรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าฉาดใหญ่ด้วยมือเปล่า ความเจ็บปวดแล่นริ้วไปทั่วสรรพางค์กาย แต่มันเทียบไม่ได้เลยกับความรู้สึกผิดที่กัดกินหัวใจ เขาไม่อาจถอยหลังกลับได้อีกแล้ว ยิ่งได้เห็นเธอยืนหยัดอย่างสง่างามด้วยลำแข้งของตัวเอง ยิ่งทำให้เขาตระหนักว่าเขาเคยโง่เง่าแค่ไหนที่ปล่อยเพชรเม็ดงามหลุดมือไป
"พี่... ขอคุยด้วยหน่อยได้ไหม" เขาเอ่ยเสียงเครือ ก้าวเข้าไปประชิดเคาน์เตอร์ ทว่าม่านไหมกลับถอยหลังหนีหนึ่งก้าวพร้อมกับสายตาที่เต็มไปด้วยการระแวดระวัง
"เราไม่มีอะไรต้องคุยกันค่ะ ใบหย่าคุณก็เซ็นแล้ว ทรัพย์สินส่วนแบ่งคุณก็ให้ทนายจัดการเรียบร้อย ส่วนเรื่องอื่น... คุณไม่มีสิทธิ์" เธอเน้นย้ำคำสุดท้ายด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ดวงตาคู่สวยจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของเขาอย่างไม่เกรงกลัว
อัคคีเม้มริมฝีปากแน่น ความรู้สึกอัดอั้นตันใจทำให้เขาต้องเอ่ยประโยคที่ตั้งใจจะเก็บไว้ถามในยามที่สถานการณ์เป็นใจออกไป
"แล้วเด็กผู้ชายคนนั้น..." อัคคีกลั้นใจถาม เสียงของเขาขาดห้วง "เด็กผู้ชายหน้าตาเหมือนพี่ตอนเด็กคนนั้น... เขาเป็นใคร, ม่านไหม!"
คำถามนั้นราวกับสายฟ้าที่ฟาดเปรี้ยงลงกลางร้าน ความเงียบสงบเข้าปกคลุมทันที ม่านไหมชะงักไปชั่ววินาที ก่อนที่มุมปากอิ่มจะยกยิ้มหยันขึ้นมาอย่างน่ามอง ดวงตาคู่คมวาววับด้วยประกายความสะใจที่ถูกเก็บซ่อนไว้ลึกสุดขีด
ในจังหวะที่อัคคีกำลังรอคอยคำตอบด้วยหัวใจที่แขวนอยู่บนเส้นด้าย ประตูร้านด้านหลังเคาน์เตอร์ก็เปิดออก พร้อมกับเสียงใสแจ๋วของเด็กชายวัยสี่ขวบที่วิ่งเข้ามาเกาะชายกระโปรงของม่านไหม
"คุณแม่ครับ คุณแม่ขา... น้องต้นกล้าทำการบ้านระบายสีเสร็จแล้วนะคร้าบ!"
ร่างเล็กๆ ที่ถอดแบบอัคคีมาพิมพ์เดียวกันเปี๊ยบ ปรากฏต่อสายตาของประธานหนุ่มอย่างจัง ทำให้อัคคีถึงกับเข่าทรุด ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้เป็นหินในวินาทีนั้นเอง
ด้วยรักและอินไปกับเรื่องราวด้วยกันนะคะ
ละอองดาวเดือนเก้า
หย่าแล้วเชิญป้ายหน้า สามีเก่าอย่ามาทวงลูก•ตอนที่ 17
ความบังเอิญที่ใจสั่น
ผลงานโดย ละอองดาวเดือนเก้า
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ละอองดาวเดือนเก้า)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าแล้วเชิญป้ายหน้า สามีเก่าอย่ามาทวงลูก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!