"กาแฟแก้วนี้... เข้มข้นพอที่จะล้างรสชาติจืดชืดของอดีตที่ฉันเคยทิ้งไว้ข้างหลังหรือยังคะ, คุณอัคคี"
เสียงหวานใสที่กังวานอย่างมั่นใจดังขึ้น ท่ามกลางบรรยากาศตึงเครียดภายในร้านกาแฟสไตล์มินิมอลใจกลางย่านธุรกิจ ม่านไหมในชุดสูทเข้ารูปสีครีมตัดเย็บอย่างประณีตขับเน้นทรวดทรงองเอวที่เคยผอมบางให้ดูระหงและเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งความเป็นมืออาชีพ เรือนผมยาวสลวยถูกรวบตึงไว้เบื้องหลังอย่างเรียบร้อยเผยให้เห็นลำคอระหงและดวงหน้าที่ฉายแววเด็ดเดี่ยว แววตาคู่สวยที่เคยไหวระริกด้วยหยาดน้ำตาเมื่อสี่ปีก่อน บัดนี้กลับนิ่งสงบดั่งผืนน้ำลึกที่ยากจะหยั่งถึง
อัคคีถึงกับชะงักค้าง ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทแบรนด์เนมราคาแพงที่ยับยู่ยี่เล็กน้อยจากการเดินทางอย่างเร่งรีบยืนนิ่งสนิท ราวกับถูกตรึงไว้ด้วยภาพตรงหน้า ชายหนุ่มกะพริบตาถี่ราวกับไม่เชื่อว่าผู้หญิงที่ยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์ชงกาแฟคนนี้ คือคนเดียวกับภรรยาตัวน้อยผู้เคยเจียมเนื้อเจียมตัว ร้องไห้อ้อนวอนขอเศษเสี้ยวความสนใจจากเขาในค่ำคืนอันหน็บหนาวเมื่อนานมาแล้ว
ม่านไหมในวันนี้... งดงามจนน่ากลัว และแข็งแกร่งจนหัวใจที่ด้านชาของเขาเริ่มสั่นไหวด้วยความหวาดกลัวอย่างประหลาด
"ม่านไหม..." ชื่อนั้นหลุดรอดจากริมฝีปากหยักลึกที่แห้งผากของอัคคี น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและสั่นเทาเล็กน้อยอย่างที่ประธานหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลไม่เคยเป็นมาก่อน "เธอ... เธอเปลี่ยนไปมาก"
"คนเราถ้ายังอยู่ที่เดิมไม่ยอมไปไหน มีหวังคงได้ตายอย่างช้าๆ ด้วยความไร้ค่าพอดิบพอดีค่ะ" ม่านไหมยกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา เป็นรอยยิ้มที่เคลือบไว้ด้วยความเย็นชาและเย้ยหยัน "แต่ดิฉันเลือกที่จะเดินออกมา และดูเหมือนว่า... การตัดสินใจในวันนั้นจะไม่ใช่เรื่องที่ผิดพลาดเลยสักนิด"
ทุกถ้อยคำที่หลุดจากเรียวปากอิ่มเคลือบลิปสติกสีแดงระเรื่อ เปรียบเสมือนเข็มเล่มเล็กๆ ที่บรรจงแทงซ้ำลงมาบนแผลเก่าในใจของอัคคี ชายหนุ่มรู้สึกเหมือนหายใจไม่ออก แผ่นอกกว้างไหวสะท้อนรุนแรงเมื่อนัยน์ตาคมกริบกวาดมองสำรวจหญิงสาวตรงหน้า เธอไม่ได้ดูอ่อนแอและพึ่งพาใครไม่ได้อีกต่อไปแล้ว รัศมีแห่งความสำเร็จและความมั่นใจแผ่ซ่านออกมาจากตัวเธอ จนเขารู้สึกราวกับตนเองเป็นเพียงคนแปลกหน้าที่ไร้ค่าในสายตาของเธอ
"พี่... ขอคุยกับเราหน่อยได้ไหม" อัคคีขยับกายเข้าหา เค้นเสียงเอ่ยขอร้องที่ไร้ซึ่งความถือตัว คำว่า 'พี่' ที่หลุดออกมาจากปากของคนที่เคยเรียกเธอว่า 'ของไร้ค่า' ฟังดูน่าสมเพชเสียจนม่านไหมต้องหัวเราะออกมาเบาๆ ในลำคอ
"อย่าแทนตัวเองแบบนั้นเลยค่ะ มันน่าขยะแขยง... คุณกับดิฉันเราหย่ากันขาดนานแล้วนะคะ สามีเก่าผู้แสนประเสริฐ" ม่านไหมเน้นเสียงทีละคำอย่างจงใจ สายตาคู่คมกริบมองสบตาเขาตรงๆ ไม่มีอาการหลบเลี่ยงหรือหวาดกลัวเหมือนเก่า "ถ้ามาในฐานะลูกค้า เชิญสั่งเครื่องดื่มค่ะ แต่ถ้ามาเพื่อรื้อฟื้นเรื่องไร้สาระ... เชิญป้ายหน้าค่ะ ร้านฉันไม่มีที่ว่างให้คนใจร้ายใจดำเข้ามาเหยียบซ้ำสอง"
ความเจ็บแปลบแล่นริ้วขึ้นมาจุกอกอัคคี ชายหนุ่มรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าฉาดใหญ่กลางฝูงชน ความยโสโอหังที่เคยมีพังทลายลงไม่เป็นท่าเมื่อเผชิญหน้ากับความเย็นชาไร้เยื่อใยนี้ เขายอมรับว่าตลอดเวลาสี่ปีที่ผ่านมา ความเงียบงันในคฤหาสน์หลังใหญ่และการไม่มีเงาของเธอคอยต้อนรับในยามดึกดื่น ทำให้เขาตระหนักรู้ถึงความว่างเปล่าอันน่าสะพรึงกลัว ยิ่งสืบทราบว่าเธอหอบเอาสายเลือดที่แท้จริงของเขาหนีหายไปพร้อมกับความชอกช้ำ หัวใจของประธานหนุ่มก็ยิ่งถูกแผดเผาด้วยความสำนึกผิดจนแทบคลั่ง
"พี่รู้ว่าพี่เลว..." อัคคีสาวเท้าเข้ามาประชิดเคาน์เตอร์ มือหนาพยายามจะเอื้อมไปคว้าข้อมือเรียวของเธอด้วยความโหยหา แต่มีหรือที่ม่านไหมจะยอมให้เขาแตะต้องง่ายๆ หญิงสาวชักมือหลบอย่างรวดเร็วราวกับรังเกียจเดียดฉันท์ พร้อมกับตวัดสายตาดุคมกริบใส่เขา
"รู้ตัวก็สายไปแล้วค่ะ!" ม่านไหมตวาดกลับเสียงกร้าว ดวงตากลมโตวาวโรจน์ด้วยเพลิงโทสะที่อัดอั้นมานานหลายปี "คุณทำลายทุกอย่าง ทำลายหัวใจ ความรู้สึก และความเชื่อมั่นของฉันจนไม่เหลือชิ้นดี แล้วคิดว่าแค่คำว่า 'ขอโทษ' กับแววตาสำนึกผิดจอมปลอม จะล้างภาพความโหดร้ายที่คุณทำกับฉันได้งั้นเหรอคะ?!"
บรรยากาศในร้านเงียบกริบลงทันที ลูกค้าและพนักงานต่างพากันหลบมุมด้วยความหวาดหวั่นต่อการปะทะคารมอันดุเดือด แต่อัคคีกลับไม่สนใจสิ่งรอบข้างเลยแม้แต่น้อย สายตาคมกริบของเขาจับจ้องเพียงใบหน้าที่เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวของอดีตภรรยา ยิ่งเธอดุร้ายและเข้มแข็งเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งรู้สึกคลั่งไคล้และละอายใจมากเท่านั้น
"พี่ไม่ได้ขอร้องให้เธอยกโทษให้ตอนนี้... แต่ม่านไหม ลูก... ลูกของเราอยู่ที่ไหน" ในที่สุดอัคคีก็เอ่ยคำถามที่ค้างคาใจออกไป น้ำเสียงของเขาสั่นพร่าและเจือด้วยความเวทนาอย่างถึงที่สุด "พี่รู้เรื่องทุกอย่างแล้ว... ขอแค่ให้พี่ได้พบหน้าลูก ได้ทำหน้าที่พ่อบ้าง เธอก็เกลียดพี่เท่าไหร่ก็ได้ พี่ทนได้ทั้งนั้น!"
ม่านไหมชะงักไปชั่วขณะ หัวใจดวงน้อยกระตุกวูบเมื่อได้ยินคำว่า 'ลูก' จากปากเขา แต่เพียงเสี้ยววินาที รอยยิ้มเยpเยาะก็กลับมาประดับบนเรียวปากอิ่มอีกครั้ง หญิงสาวเชิดหน้าขึ้นอย่างท้าทาย
"ลูกเหรอคะ? คุณไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเอמהถึงคำนั้นด้วยซ้ำค่ะ อัคคี!" ม่านไหมแค่นหัวเราะเสียงเย็นเยียบ "เด็กคนนั้นมีแค่แม่คนเดียว ไม่มีพ่อใจร้ายใจดำแบบคุณ และต่อให้คุณพลิกแผ่นดินหา หรือใช้เส้น ใช้อำนาจเงินที่มีทั้งหมดบีบบังคับฉัน คุณก็ไม่มีวันได้เห็นแม้แต่เงาของแก... จำใส่สมองของคุณไว้ซะ!"
พูดจบ ม่านไหมก็สะบัดหน้าหนี เตรียมจะเดินเลี่ยงเข้าไปหลังร้านเพื่อตัดบทสนทนาอันน่ารำคาญใจนี้ แต่อัคคีกลับไว and กว่า ชายหนุ่มพุ่งตัวเข้ามาคว้าข้อมือเธอไว้แน่นด้วยแรงอารมณ์ที่พุ่งพล่านจนเกินควบคุม แรงปะทะทำให้ร่างระหงเซถลาเข้าไปปะทะกับแผงอกกว้างของเขาอย่างจัง กลิ่นกายบุรุษคุ้นเคยที่เธอเคยเกาะเกี่ยวและเจ็บปวดลอยเข้าแตะจมูก พร้อมกับลมหายใจอุ่นร้อนที่รดรินอยู่ข้างแก้ือก
"ปล่อยนะ! คนบ้า!" ม่านไหมตื่นตระหนก พยายามดิ้นรนสุดแรงเกิดเพื่อขدตัวออกจากการกัก
"ไม่ปล่อย! จนกว่าเธอจะฟังพี่พูดให้จบ ม่านไหม!" อัคคีคำรามต่ำในลำคอด้วยความเร่าร้อนและดุดัน ดวงตาคมกริบมองสำรวจริมฝีปากอิ่มที่เอาแต่ต่อว่าเขาด้วยความโหยหาที่สะสมมานานนับพันวัน สัญชาตญาณดิบเถื่อนของชายหนุ่มเข้าครอบงำชั่วพริบตา ในเมื่อพูดดีๆ ไม่ยอมฟัง เขาก็พร้อมจะใช้ความอุกอาจสยบความพยศของเธอให้ราบคาบ
ก่อนที่ม่านไหมจะได้เปล่งเสียงกรีดร้อง ประธานหนุ่มก็รวบเอวบางเข้าหาตัวแนบแน่นจนแทบไม่เหลือช่องว่าง มือหนาอีกข้างตรึงท้ายทอยของเธอไว้มั่น แล้วก้มลงประกบเรียวปากหยักเข้ากับกลีบปากนุ่มของเธออย่างไร้ความปรานี
สัมผัสร้อนแรงที่รุกรานเข้ามาอย่างกะทันหันทำให้ม่านไหมเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง สมองของเธอขาวโพลนไปชั่วขณะ รสจูบที่ทั้งดุดัน เอาแต่ใจ และแฝงไปด้วยความโหยหาอย่างบ้าคลั่งทำให้เธอแทบละลายคาอ้อมแขน แม้จะพยายามทุบอกแกร่งและเม้มปากแน่นเพื่อปฏิเสธ แต่มีความหวานล้ำลึกและสัมผัสวาบหวามที่คุ้นเคยในอดีตกำลังกัดกินความตั้งใจอันแข็งกร้าวของเธอทีละน้อย ลมหายใจหอบกระชั้นประสานกันท่ามกลางความเงียบงันของร้านกาแฟที่ถูกหยุดเวลาไว้
ในวินาทีที่ม่านไหมเริ่มเคลิบเคลิ้มไปกับรสจูบอันเร่าร้อนและเผลอเผยอริมฝีปากออกอย่างไร้การป้องกัน เสียงฝีเท้ารัวเร็วและเสียงใสแจ๋วของเด็กชายตัวน้อยก็ดังแทรกขึ้นมาจากประตูหน้าร้านที่ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้พิธีรีตอง
"คุณแม่ครับ! น้องต้นกล้าหิวน้ำ... เอ๊ะ? คุณลุงคนนั้นใครเหรอครับ ทำไมถึงกอดคุณแม่ไว้ล่ะครับ?"
ร่างเล็กป้อมในชุดเอี๊ยมยีนส์น่ารักยืนกะพริบตาปริบๆ อยู่ตรงทางเข้า ดวงตากลมโตและใบหน้าน่ารักถอดแบบพิมพ์เดียวกันกับประธานหนุ่มผู้ยืนค้างเติ่งอยู่ราวกับรูปปั้น อัคคีแข็งทื่อราวกับถูกสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางกระบาล เมื่อก้มลงมองเด็กชายวัยสี่ขวบที่ยืนอยู่เบื้องหน้า... หัวใจของเขาก็หยุดเต้นไปชั่วขณะ
ด้วยรักและอินไปกับเรื่องราวด้วยกันนะคะ
ละอองดาวเดือนเก้า
หย่าแล้วเชิญป้ายหน้า สามีเก่าอย่ามาทวงลูก•ตอนที่ 18
การปะทะคารมครั้งแรกในรอบสี่ปี
ผลงานโดย ละอองดาวเดือนเก้า
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ละอองดาวเดือนเก้า)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าแล้วเชิญป้ายหน้า สามีเก่าอย่ามาทวงลูก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!