กลิ่นหอมกรุ่นของเนยแท้และแป้งสาลีที่อบอวลอยู่ทั่วพื้นที่ขนาดกะทัดรัด คือหลักฐานชิ้นสำคัญที่ยืนยันว่า "ม่านไหม" กำลังเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยสองมือของเธอเองอย่างแท้จริง
นิ้วเรียวภายใต้ผ้ากันเปื้อนสีครีมกำลังบรรจงแต่งหน้าเค้กชิ้นเล็กด้วยความประณีต หยดแยมสตรอว์เบอร์รีสีแดงสดถูกบีบลงบนเนื้อเค้กสีขาวนวลราวกับหยดเลือดบนหิมะ ภาพของหญิงสาวในอดีตผู้เคยนั่งรอคอยสามีอย่างไร้ค่าในคฤหาสน์หลัง Dใหญ่โต ได้มลายหายไปจนสิ้น เหลือเพียงม่านไหมคนใหม่—ผู้หญิงที่แกร่งกล้าดั่งเพชรแท้ ซึ่งเรียนรู้แล้วว่าคุณค่าของชีวิตไม่ได้ขึ้นอยู่กับการร้องขอความรักจากใคร หากแต่สร้างขึ้นได้ด้วยหยาดเหงื่อและสองมือของตนเอง
ร้านเบเกอรีเล็กๆ ที่ชื่อว่า "Marnmai Bake" ตั้งอยู่หัวมุมถนนย่านชุมชนอบอุ่น แม้จะไม่ได้ใหญ่โตหรูหราเทียบเท่าอาณาจักรธุรกิจของอัคคี แต่อาณาจักรชิ้นเล็กๆ แห่งนี้กลับอบ Pวลด้ายอิสรภาพและความภาคภูมิใจที่เงินนับล้านก็ซื้อไม่ได้ ท้องที่เริ่มนูนเด่นขึ้นมาเล็กน้อยตามอายุครรภ์ที่ย่างเข้าสู่เดือนที่ห้า แต่นั่นไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อความมุ่งมั่นของเธอเลยแม้แต่น้อย กลับกัน มันคือพลังขับเคลื่อนที่ทำให้เธออยากมีชีวิตอยู่เพื่อปกป้องเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเองให้ดีที่สุด
"คุณม่านไหมคะ มีคนสั่งเค้กวานิลลาหน้านิ่มสามปอนด์สำหรับงานวันเกิดค่ะ ทันไหมคะ" เสียงใสของพนักงานพาร์ทไทม์เอ่ยถามอย่างเกรงใจ
ม่านไหมเงยหน้าขึ้นจากเค้กตรงหน้า รอยยิ้มบางเบาแต่เปี่ยมด้วยความมั่นใจถูกระบายลงบนเรียวปากอิ่ม "ทันค่ะ เดี๋ยวฉันจัดการเอง อีกสิบนาทีน่าจะเสร็จเรียบร้อย"
เธอก้มลงทำงานต่ออย่างคล่องแคล่ว ทุกขั้นตอนผ่านการไตร่ตรองและใส่ใจราวกับงานศิลปะ ชีวิตของเธอในยามนี้แม้จะเหน็ดเหนื่อยจนปวดร้าวไปทั้งแผ่นหลัง แต่หัวใจกลับเบาสบายอย่างประหลาด ปราศจากเงาความหวาดระแวง ปราศจากคำพูดเชือดเฉือน และปราศจากสายตาเย็นชาคู่นั้น... สายตาของอัคคี ผู้ชายที่เธอเคยยอมมอบทั้งหัวใจให้ แต่เขากลับเหยียบย่ำมันอย่างไร้ความปรานี
ป่านนี้... เขาคงกำลังใช้ชีวิตอยู่บนจุดสูงสุดของความสำเร็จเคียงข้างรตา อดีตคู่หมั้นผู้เพียบพร้อมคนนั้นกระมัง? หรือบางที เขาอาจจะยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าภรรยาที่เขาเคยขับไลไสส่งอย่างไร้เยื่อใย ได้หายตัวไปพร้อมกับทายาทที่เขาก็คงไม่เคยต้องการ
ม่านไหมสะบัดความคิดฟุ้งซ่านนั้นทิ้งไปอย่างไม่ใยดี เธอไม่ใช่ผู้หญิงอ่อนแอคนเดิมที่จะมานั่งจมปลักกับอดีตอีกต่อไปแล้ว เสียงกระดิ่งหน้าร้านที่ดังขึ้นพร้อมกับเสียงเปิดประตูเบาๆ ดึงเธอกลับสู่ปัจจุบัน
"ยินดีต้อนรับค่ะ..." ม่านไหมเอ่ยต้อนรับด้วยรอยยิ้มมาตรฐาน โดยยังไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง เนื่องจากกำลังงอกับการเก็บรายละเอียดของกล่องเค้ก
"ผมมารับเค้กที่สั่งไว้ครับ..."
เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยจนน่าตกใจ... เสียงที่เคยกระซิบคำดูถูกเหยียดหยาม เสียงที่เคยเอ่ยปากไล่เธอออกจากชีวิตอย่างไร้เยื่อใย ร่างบางชะงักกึกทันที ราวกับมีกระแสไฟฟ้าแรงสูงวิ่งพล่านไปทั่วสันหลัง เลือดในกายเย็นเฉียบลงในชั่วพริบตา
ม่านไหมค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตาผู้มาเยือน หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอ กลับกระหน่ำรัวราศจะทะลุอกออกมาให้ได้
อัคคี...
ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีเข้มราคาแพงยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ใบหน้าคมคายยังคงความหล่อเหลาเย่อหยิ่งและเย็นชาดังเช่นวันวาน ทว่านัยน์ตาคู่คมคู่นั้นกลับลึกล้ำและฉายแววบางอย่างที่เธอบอกไม่ถูก—แววตาที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า ความค้นหา และบางสิ่งที่คล้ายกับความโหยหาอย่างสุดซึ้ง ซึ่งเธอไม่เคยได้เห็นมันเลยตลอดเวลาที่ใช้ชีวิตร่วมกันในฐานะสามีภรรยา
อัคคีกวาดสายตามองไปรอบๆ ร้านเล็กๆ ก่อนที่สายตาคมกริบจะหยุดนิ่งอยู่ที่ใบหน้าหวานของอดีตภรรยา และเลื่อนต่ำลงมายังส่วนท้องที่นูนเด่นขึ้นมาเล็กน้อยภายใต้ผ้ากันเปื้อนตัวโคร่ง
ความเงียบงันปกคลุมบรรยากาศรอบตัวชั่วขณะ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาๆ ท่ามกลางความตึงเครียดที่พุ่งสูงจนแทบหายใจไม่ออก
"ไม่คิดเลยว่า... คนที่เก่งกาจเรื่องการใช้ชีวิตบนกองเงินกองทองอย่างเธอ จะลดตัวมาขายขนมชิ้นละไม่กี่บาทในหลุมหลบภัยซอมซ่อแบบนี้" น้ำเสียงทุ้มเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบด้วยถ้อยคำที่ยังคงความเชือดเฉือนตามนิสัยเดิมของเขา
ม่านไหมสูดลมหายใจเข้าลึก, เพื่อเรียกความเข้มแข็งทั้งหมดกลับคืนมา เธอยืดตัวขึ้นเต็มความสูง เชิดคางขึ้นเล็กน้อย ส่งสายตาเย็นชาไร้ความรู้สึกกลับไปหาเขาอย่างไม่เกรงกลัว
"ถ้าคุณมาเพื่อดูถูกฉันและเหยียบย่ำความพยายามของฉันล่ะก็ เชิญออกไปจากร้านของฉันได้เลยค่ะ ร้านนี้ต้อนรับเฉพาะลูกค้าที่มีมารยาท" น้ำเสียงของเธอนิ่งเรียบ ทว่าเฉียบคมและบาดลึกพอที่จะทำให้อัคคีชะงักไปชั่วครู่
อัคคีไม่ได้โกรธอย่างที่ควรจะเป็น นัยน์ตาคมกริบยังคงจ้องมองใบหน้าที่ดูงดงามและเปล่งประกายขึ้นกว่าเดิม แม้จะไม่มีเครื่องประดับราคาแพงหรือเสื้อผ้าแบรนด์เนมห่อหุ้ม ผู้หญิงตรงหน้าดูเข้มแข็ง ทรนง และยากจะเข้าถึงยิ่งกว่าวันแรกที่เขาแต่งงานด้วยซ้ำ
ก้าวขายาวๆ เดินเข้ามาใกล้เคาน์เตอร์ทีละน้อย กดดันให้ม่านไหมต้องถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยอัตโนมัติ กลิ่นกายหรูหราเจือกลิ่นบุหรี่จางๆ ของเขาลอยเข้ามารบกวนประสาทสัมผัส ทำให้ความทรงจำอันเจ็บปวดในอดีตย้อนกลับมาทิ่มแทงหัวใจอีกครั้ง
"ม่านไหม..." อัคคีเอ่ยเรียกชื่อเธอด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงอย่างผิดคาด สรรพนามที่เปลี่ยนไปทำให้เธอขมวดคิ้วมุ่น "กลับบ้านของเราเถอะ"
คำว่า 'บ้าน' จากปากของคนที่เคยผลักไสเธอออกไปอย่างไร้ความปรานี เปรียบเสมือนเรื่องตลกที่น่าสมเพชที่สุดในโลก ม่านไหมแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ ในลำคอ รอยยิ้มเยาะหยันฉายชัดบนเรียวปากอิ่ม
"บ้านเหรอคะ? คุณกำลังพูดถึงคุกที่ขังฉันไว้ด้วยความเย็นชาและความไร้เยื่อใยกระนั้นหรือคะคุณอัคคี?" ม่านไหมจ้องลึกล้ำเข้าไปในนัยน์ตาของเขา "จำไม่ได้หรือไงคะ ว่าคุณเป็นคนไล่ฉันออกไปเอง... และบอกว่าไม่อยากเห็นหน้าฉันอีก"
อัคคีรู้สึกเหมือนมีก้อนสะอื้นจุกอยู่ที่ลำคอ คำพูดเหล่านั้นย้อนกลับมาทุบตีหัวใจเขาอย่างเจ็บปวด เขายอมรับว่าในอดีตเขาเคยโง่เง่าแค่ไหน แต่วันเวลาที่ไม่มีเธอมันเหมือนนรกบนดิน บ้านหลังใหญ่กลายเป็นความว่างเปล่า และหัวใจของเขาก็พังทลายลงในวันที่รู้ว่าเธอจากไปโดยไม่ทิ้งร่องรอยใดๆ ไว้เลย
"ฉันรู้ว่าฉันทำผิด... ฉันขอโทษ ม่านไหม ให้โอกาสฉันได้ไถ่บาป ได้ไหม?" อัคคีก้าวเข้าไปประชิดตัวเธอจนแทบไม่มีช่องว่าง มือหนาหมายจะเอื้อมไปแตะไหล่บางเพื่อวิงวอน
แต่ม่านไหมไวกว่า เธอก้าวถอยหลังพร้อมกับยกมือขึ้นห้ามปราม สายตาที่มองมาเต็มไปด้วยความรังเกียจและกำแพงหนาเตอะที่ไม่มีวันทะลวงผ่านได้ง่ายๆ
"อย่ามาแตะต้องตัวฉัน!" เสียงหวานเอ่ยเฉียบขาด "การไถ่บาปของคุณมันไร้ค่า และฉันก็ไม่ได้ต้องการความสงสารจากผู้ชายใจร้ายอย่างคุณ... ออกไปจากร้านของฉันซะ!"
อัคคีนิ่งงันไปกับท่าทีที่แข็งกร้าวและไร้เยื่อใยนั้น นัยน์ตาคมเข้มไหวระริกด้วยความเจ็บปวด ทว่าในจังหวะที่เขากำลังจะเอ่ยคำพูดใดออกมาเพื่อยื้อเวลาไว้นั้นเอง...
เสียงฝีเท้าเล็กๆ พร้อมกับเสียงเจื้อแจ้วก็ดังขึ้นจากประตูกระจกร้านด้านใน ซึ่งเชื่อมต่อกับห้องพักส่วนตัว
"คุณแม่ขา... น้องต้นกล้าทำการบ้านเสร็จแล้วครับ! วันนี้เราจะกินเค้กช็อกโกแลตที่เหลือเมื่อวานได้ไหมครับคุณแม่?"
เด็กชายวัยสี่ขวบหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู เดินถือสมุดวาดภาพออกมาด้วยรอยยิ้มสดใส ทว่า... ทันทีที่อัคคีหันไปมองตามเสียงนั้น ร่างสูงใหญ่ก็แข็งทื่อราวกับถูกฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ
ใบหน้ากลมมน จมูกโด่งรั้น นัยน์ตาคู่คมโต และแม้กระทั่งรอยยิ้มมุมปากของเด็กชายคนนั้น... ถอดแบบมาจากเขาราวกับส่องกระจกเงา!
สมองของอัคคีขาวโพลน หัวใจหยุดเต้นไปชั่วขณะเมื่อตระหนักได้ถึงความจริงบางอย่างที่สั่นสะเทือนไปถึงวิญญาณ...
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเจ็บปวดไปกับหัวใจอันเด็ดเดี่ยวของม่านไหมนะคะ แล้วมาลุ้นกันต่อในบทหน้าค่ะ!
(จากใจนักเขียน: ละอองดาวเดือนเก้า)
หย่าแล้วเชิญป้ายหน้า สามีเก่าอย่ามาทวงลูก•ตอนที่ 7
เริ่มต้นใหม่ด้วยสองมือ
ผลงานโดย ละอองดาวเดือนเก้า
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ละอองดาวเดือนเก้า)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าแล้วเชิญป้ายหน้า สามีเก่าอย่ามาทวงลูก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!