เซียนครัวทะลุมิติ กับวิถีคุณแม่ลูกสองในยุคแปดศูนย์•ตอนที่ 9

ปกป้องลูกรักจากเสียงดูแคลน

ผลงานโดย หลินฮวายุคปฏิรูป
“ถ้าพวกแกกล้าแตะต้องลูกฉันอีกแม้แต่ปลายนิ้วเดียว อย่าหาว่าฉันคนนี้ไม่เตือน!” น้ำเสียงเยียบเย็นแต่ทรงพลังก้องกังวานอยู่กลางลานดินหน้าบ้านพักของกองพลทหาร หลินฟางเซียนยืนบังร่างเล็กๆ ของเสี่ยวเป่าและถิงถิงไว้เบื้องหลัง ดวงตากลมโตฉายแวววาวโรจน์ด้วยเพลิงโทสะ ร่างเพรียวในชุดเสื้อผ้าฝ้ายสีหม่นทว่าสะอาดสะอ้านไม่ได้ดูอ่อนแอแม้แต่น้อย ยิ่งยามที่เธอกวาดสายตาคมกริบไปยังกลุ่มเด็กเกเรตัวโตลูกหลานของแม่เฒ่าหลี่และคนในหมู่บ้านที่ยืนอออยู่หน้าประตู หลายคนถึงกับต้องผวาถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว เหตุการณ์เมื่อครู่ยังคงสร้างความเดือดร้อนในอกให้ฟางเซียนไม่หาย เมื่อครู่ระหว่างที่เธอกำลังงละมุนอยู่กับการเคี่ยวซุปกระดูกหมูตุ๋นยาจีนในมิติลับเพื่อเตรียมไว้บำรุงสามีและลูกๆ เสียงร่ำไห้สะอึกสะอื้นของเสี่ยวเป่าก็ดังแว่วเข้ามาในโสตประสาท พร้อมกับร่างมอมแมมที่วิ่งเตลิดเข้ามาซุกอกเธอ เนื้อตัวของเด็กชายวัยห้าขวบมีรอยเปื้อนโคลนและรอยถลอกที่หัวเข่า เส้นผมยุ่งเหยิงจากการถูกรังแก ขณะที่ถิงถิงผู้พี่วัยเจ็ดขวบพยายามใช้สองมือเล็กๆ ปกป้องน้องชายจนเนื้อตัวสั่นเทา ต้นเหตุมาจากต้าเป่า หลานชายสุดที่รักของแม่เฒ่าหลี่ผู้เอาแต่ใจ ที่นำพวกพ้องมารุมแย่งขนมแป้งทอดไส้น้ำตาลที่ฟางเซียนเพิ่งอบให้ลูกๆ ไปทานระหว่างวัน แถมยังผลักเสี่ยวเป่าล้มลงไปคลุกกับโคลนตมริมรั้ว พร้อมกับคำดูถูกเหยียดหยามที่ออกจากปากเด็กเหลือขอพวกนั้นว่า *“ไอ้ลูกไม่มีพ่อแม่สั่งสอน! แม่พวกแกมันก็แค่อีตัวหน้าเงินที่วันๆ เอาแต่แอบกินของดีคนเดียว!”* คำพูดถ่อยสถำเหล่านี้ย่อมไม่ใช่สิ่งที่เด็กวัยห้าขวบนึกคิดขึ้นมาเอง หากแต่มันถูกหล่อหลอมและซึมซับมาจากคำนินทาว่าร้ายของบรรดาผู้ใหญ่ในตระกูลหลี่และเพื่อนบ้านปากหอยปากปูที่คอยอิจฉาริษยาความเปลี่ยนแปลงของครอบครัวจางหยางในช่วงนี้ “โอ้โห! แม่เสือสาวปีกกล้าขาแข็งถึงขนาดกล้ามาเอาเรื่องเด็กๆ แล้วหรือไง ฟางเซียน!” เสียงแหลมสูงแสบแก้วหูดังแทรกขึ้นมาทันที แม่เฒ่าหลี่ในชุดเสื้อคลุมกันหนาวสีตุ่นเดินน่องขวิดแหวกฝูงชนเข้ามา ใบหน้าเหี่ยวย่นยับยู่ยี่ด้วยความเกรดกราด ดวงตาตี่เล็กจ้องมองฟางเซียนราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ นางเท้าสะเอวแล้วส่งเสียงแค่นในลำคอด้วยความดูแคลน “หลานชายฉันแค่วิ่งเล่นตามประสาเด็ก ผู้ชายตัวแค่นี้ประสาอะไรจะไม่มีรอยขีดข่วน แกทำเป็นตีโพยตีพายเกินเหตุไปได้ หรือคิดว่าสามีแกที่เป็นทหารย้ายกลับมาแล้ว จะทำเป็นเบ่งอำนาจเหนือคนในหมู่บ้านได้รึไง อีสะภีอกตัญญู!” ฟางเซียนไม่ได้สะทกสะท้านกับวาจาสาดโคลนของหญิงแก่ตรงหน้าแม้แต่น้อย รอยยิ้มเยาะหยันผุดขึ้นที่มุมปากอย่างน่ากลัว เธอค่อยๆ ย่อตัวลงลูบศีรษะของลูกน้อยทั้งสองอย่างอ่อนโยน “ถิงถิง พาเสี่ยวเป่าเข้าไปล้างหน้าล้างตาในบ้านก่อนลูก ไปรอแม่นะ เดี๋ยวแม่จะจัดการคนพวกนี้ให้เสร็จแล้วจะทำขนมอร่อยๆ ให้กินเป็นการปลอบขวัญ” เด็กหญิงถิงถิงพยักหน้ารับอย่างเชื่อฟัง แม้ดวงตายังคงมีคราบน้ำตาแต่ก็มีความเชื่อมั่นฉายชัดในแววตา พี่น้องจูงมือกันเดินเข้าบ้านไปอย่างเรียบร้อย ทิ้งให้ฟางเซียนเผชิญหน้ากับกลุ่มคนใจทรามเหล่านี้เพียงลำพัง เมื่อลับร่างเด็กๆ ฟางเซียนก็ค่อยๆ ยืดตัวขึ้นเต็มความสูง แรงกดดันรอบตัวราวกับลดอุณหภูมิลงจนหนาวเยือก บรรยากาศรอบกายของหญิงสาวเปลี่ยนไปราวคนละคน กลิ่นอายความเฉียบขาดที่ขัดเกลามาจากประสบการณ์ชีวิตทั้งสองภพชาติแผ่ซ่านออกมาจนคนแก่หลายคนในที่นั้นถึงกับรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง “คุณแม่พูดจาให้เกียรติปากตัวเองหน่อยนะคะ” ฟางเซียนกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าทุกคำเน้นชัดถ้อยชัดคำ “เด็กวิ่งเล่นกับเด็กเป็นเรื่องธรรมดา แต่การที่เด็กกลุ่มหนึ่งรุมรังแกเด็กเล็กกว่าแถมยังขโมยของและพ่นคำพูดต่ำทรามใส่คนอื่น นั่นไม่ใช่การวิ่งเล่น... แต่มันคือ ‘สันดาน’ ที่ไม่ได้รับการอบรมสั่งสอนต่างหาก!” “นัง... นังสารเลว! แกกล้าดียังไงมาว่าหลานฉัน!” แม่เฒ่าหลี่หน้าดำคร่ำเครียดจนแทบจะกระออกเลือด มือเหี่ยวย่นชี้หน้าฟางเซียนด้วยความโกรธจัด “แกมันก็แค่อีสะใภ้ตัวซวย แต่งเข้ามาตั้งนานมีดีแต่ผลาญเงิน ผลาญข้าวสารในบ้าน วันนี้ถ้าแกไม่กราบขอโทษหลานฉันแล้วชดใช้ค่าเสียหายมา อย่าหวังว่าจะได้อยู่อย่างสงบสุขในหมู่บ้านนี้เลย!” ชาวบ้านที่ยืนมุงดูเริ่มส่งเสียงซุบซิบบ้างก็เห็นใจบ้างก็รอดูเรื่องสนุก ฟางเซียนแค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความเกรงกลัวใดๆ “ชดใช้รึ? ดีเลยค่ะ งั้นเรามาคุยเรื่องค่าเสียหายกันให้เคลียร์” ฟางเซียนก้าวเท้าเข้าไปหาแม่เฒ่าหลี่ทีละก้าวอย่างมั่นคง จนอีกฝ่ายต้องถอยหลังโดยไม่รู้ตัว “ขนมแป้งทอดไส้น้ำตาลอ้อยแท้ๆ ที่หลานรักของท่านแย่งไป ทำมาจากแป้งสาลีชั้นดีและน้ำตาลทรายแดงที่ฉันเพิ่งซื้อมาในราคาแพงลิบลิ่ว แถมเสื้อผ้าของลูกชายฉันที่เปื้อนโคลน ซักไม่ออกจนต้องทิ้ง... รวมๆ แล้ว ค่าเสียหายทั้งหมดวันนี้... ห้าสิบเหมา!” “อะไรนะ! ห้าสิบเหมา?! แกจะไปปล้นรึไงวะ นังหน้าเลือด!” แม่เฒ่าหลี่แผดเสียงลั่นจนคอแทบแตก “ห้าสิบเหมายังน้อยไปด้วยซ้ำสำหรับการสั่งสอนเด็กไม่ให้โตไปเป็นโจร” ฟางเซียนสบตาอีกฝ่ายนิ่ง ไม่มีความลังเลในแววตาคู่นั้นแม้แต่น้อย “ถ้าท่านไม่จ่าย... งั้นก็เชิญไปคุยกันต่อหน้าหัวหน้าหมู่บ้านและกองร้อยทหารของสามีฉันดีไหมคะ? มาดูกันว่าพฤติกรรมอันธพาลของหลานชายท่าน กับวาจาดูหมิ่นเหยียดหยามทหารผ่านศึกและครอบครัว จะทำให้ตระกูลหลี่ต้องอับอายขายขี้หน้าไปทั่วอำเภอขนาดไหน!” คำว่า ‘กองร้อยทหารของสามี’ และ ‘หัวหน้าหมู่บ้าน’ ทำเอาแม่เฒ่าหลี่ชะงักกึก สีหน้าเปลี่ยนสีจากแดงก่ำเป็นเขียวคล้ำในพริบตา แม้ตระกูลหลี่จะชอบเอาเปรียบคนอื่น แต่พวกเขาก็ย่อมรู้ดีว่าการมีเรื่องกับทหารที่เพิ่งปลดประจำการและยังมีบารมีในกองพลไม่ใช่เรื่องฉลาดเลย ยิ่งจางหยางขึ้นชื่อเรื่องความนิ่งขรึมและเด็ดขาด ยิ่งทำให้แม่เฒ่าหลี่ไม่กล้าเอาเรื่องนี้ไปถึงมือทางการ “แก... แกมันร้ายกาจนักฟางเซียน!” แม่เฒ่าหลี่เค้นเสียงลอดไรฟันด้วยความแค้นเคือง ควักเงินเหรียญยับยู่ยี่จำนวนหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อด้วยความเสียดายจนมือสั่นเทา แล้วปาใส่พื้นตรงหน้าฟางเซียน “เอาไป! เงินอัปมงคลนี่! ขอให้ครอบครัวแกมีจุดจบไม่ดี!” ฟางเซียนก้มลงมองเงินบนพื้นด้วยรอยยิ้มเย็นชา เธอค่อยๆ ย่อตัวลงหยิบเหรียญเหล่านั้นขึ้นมาปัดฝุ่นเบาๆ อย่างไม่รีบร้อน ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาแม่เฒ่าหลี่ด้วยแววตาที่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกเสียวสันหลังวาบ “เงินนี่ฉันรับไว้เป็นค่าทำขวัญลูก... ส่วนคำแช่งของท่าน เก็บเอาไว้ใช้กับตัวเองเถอะค่ะ เพราะต่อจากนี้ ใครก็ตามที่กล้ามายุ่งกับลูกฉันอีก คนๆ นั้นจะต้องจ่ายคืนด้วยราคาที่แพงกว่านี้เป็นร้อยเท่า จำใส่สมองเอาไว้ด้วยนะคะ!” สิ้นเสียงเฉียบขาด ฟางเซียนก็สะบัดหน้าเดินกลับเข้าบ้านอย่างสง่างาม ท่ามกลางสายตาตะลึงงันของชาวบ้านที่เพิ่งประจักษ์ชัดว่า สะใภ้ตระกูลจางผู้นี้ไม่ใช่หมูในอวยให้ใครมารังแกได้อีกต่อไปแล้ว ยามเย็นเยียบย่างเข้ามา ความเงียบสงบเริ่มปกคลุมหมู่บ้าน กลิ่นหอมกรุ่นของอาหารมื้อค่ำลอยตลบอบอวลไปทั่วบริเวณบ้านพักทหาร ฟางเซียนกำลังยืนอยู่หน้าเตาไฟในห้องครัวอัจฉริยะจากมิติลับ บนเตากระทะเหล็กใบใหญ่กำลังส่งเสียงฉู่ฉ่า น้ำซุปกระดูกหมูเคี่ยวจนน้ำนมเข้มข้นส่งกลิ่นหอมหวลชวนน้ำลายสอ ผสมผสานกับกลิ่นเครื่องเทศตุ๋นยาจีนที่ช่วยบำรุงกำลังและให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายในยามค่ำคืน ขณะที่เธอกำลังบรรจงตักซุปใส่ชามกระเบื้องเคลือบ ลวดลายดอกไม้ประณีตเพื่อเตรียมยกขึ้นโต๊ะ เสียงฝีเท้าหนักแน่นอันคุ้นเคยก็ดังขึ้นที่หน้าประตูบ้าน จางหยาง สามีหนุ่มร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาในบ้าน ใบหน้าคมคายมีร่องรอยความเหนื่อยล้าจากการฝึกทหารกองหนุน แต่ดวงตาคมกริบคู่นั้นกลับอ่อนแสงลงทันทีเมื่อกวาดมองเห็นร่องรอยความตึงเครียดที่ยังหลงเหลือบนใบหน้าภรรยา และคราบน้ำตาแห้งกรังที่แก้มของลูกน้อยทั้งสองที่นั่งรออยู่บนเก้าอี้ “เกิดเรื่องอะไรขึ้น?” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามทันทีเมื่อเขาวางกระเป๋าลง ดวงตาคมกริบกวาดมองรอบบ้านด้วยประกายตาดุร้ายที่พร้อมจะพังทลายทุกอย่างหากพบว่าใครมารังแกภรรยาและลูกของเขา ฟางเซียนหันกลับมาสบตากับสามี รอยยิ้มบางเบาแต่เต็มไปด้วยความอบอุ่นปรากฏขึ้นบนเรียวปากอิ่ม เธอยังไม่ทันได้เอ่ยปากเล่าเรื่องราวที่เพิ่งเกิดขึ้นให้เขาฟัง สายตากลับเหลือบไปเห็นเงาร่างคุ้นเคยของใครบางคนที่ยืนแอบมองอยู่หลังรั้วบ้าน พร้อมกับเสียงเคาะประตูรั้วดังขึ้นอย่างเร่งรีบและรุนแรงในความมืดสลัวยามค่ำคืน! (ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนผลงานของหลินฮวายุคปฏิรูปมาโดยตลอดนะคะ)
สารจากนักเขียน (หลินฮวายุคปฏิรูป)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนครัวทะลุมิติ กับวิถีคุณแม่ลูกสองในยุคแปดศูนย์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%