เซียนครัวทะลุมิติ กับวิถีคุณแม่ลูกสองในยุคแปดศูนย์•ตอนที่ 8

เสียงซุบซิบในตลาดมืด

ผลงานโดย หลินฮวายุคปฏิรูป
"ถ้าพวกเจ้ายังไม่ออกมาเปิดประตู วันนี้ฉันจะพังเรือนไม้ผุๆ นี่ให้ราบคาบแล้วลากตัวนังสารเลวฟางเซียนไปตบสั่งสอนกลางลานหมู่บ้านเสียให้เข็ด!" เสียงกรีดร้องแหลมสูงของแม่เฒ่าหลี่ดังทะลุผ่านแผ่นไม้บางเฉียบของประตูเรือนเข้ามา กระแทกกระทั้นโสตประสาทของหลินฟางเซียนที่กำลังยืนถือตะหลิวสแตนเลสขัดเงาวับอยู่ในห้องครัว ท่าทางเกรี้ยวกราดและเสียงทุบประตูดังโครมครามไม่ได้ทำให้ใบรูปไข่ของหญิงสาวฉายแววตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม นัยน์ตากลมโตคู่นั้นกลับพราวระยับด้วยประกายความเย็นเยียบที่แฝงไว้ด้วยความท้าทาย ฟางเซียนวางตะหลิวลงบนเคาน์เตอร์หินอ่อนในมิติลับอย่างเชื่องช้า นางสูดกลิ่นหอมกรุ่นของ "หมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงซอสมิติลับ" ที่ส่งกลิ่นเย้ายวนตลบอบอวลไปทั่วห้องครัวอัจฉริยะเข้าปอดลึกๆ ก่อนจะก้าวเท้าออกมาสู่โลกภายนอกด้วยกิริยาที่สงบนิ่งราวกับสายน้ำเชี่ยวกรากที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวเผินอันราบเรียบ ครั้นแผ่นไม้ประตูถูกผลักเปิดออกด้วยมือเรียวบาง แม่เฒ่าหลี่ที่กำลังเงื้อมือเตรียมทุบซ้ำเป็นครั้งที่สามเกือบจะเสียหลักคะมำหน้าคว่ำลงกับพื้นดิน เสียงฮือฮาจากชาวบ้านมุงนับสิบชีวิตที่ยืนออกันอยู่หน้าลานบ้านดังเซנקเซ็งขึ้นทันที ทุกสายตาต่างจับจ้องมาที่สะใภ้รองตระกูลจางผู้ขึ้นชื่อเรื่องความอ่อนแอและขี้ขลาดในอดีต ทว่าภาพที่พวกเขากำลังเห็นในยามนี้... กลับไม่ใช่หญิงสาวเนื้อตัวมอมแมมผู้เอาแต้มก้มหน้ารับกรรม ฟางเซียนยืนหยัดหลังตรงอย่างสง่างาม เรือนผมสีดำสนิทถูกรวบเก็บไว้อย่างเรียบร้อยด้วยปิ่นไม้เรียบง่าย ดวงหน้าเกลี้ยงเกลาไร้เครื่องสำอางแต่กลับเปล่งประกายมีน้ำมีนวล ผิวพรรณผุดผ่องขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจนน่าประหลาดใจสำหรับคนอดอยากในยุคแปดศูนย์นี้ รอยยิ้มบางเบาที่มุมปากของนางไม่ได้บ่งบอกถึงความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย "ป้าใหญ่มาเคาะประตูเรือนฉันแต่เช้าตรู่ด้วยเรื่องอันใดหรือคะ เสียงดังโวกเวกโวยวายจนเกรงว่าไก่บ้านข้างๆ จะตกใจจนไม่ออกไข่เอาเสียหมด" ฟางเซียนเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงสุภาพนิ่มนวล แต่ทุกคำพูดกลับเชือดเฉือนบาดลึกจนแม่เฒ่าหลี่หน้าดำคร่ำเครียด "นัง... นังเด็กปากดี!" แม่เฒ่าหลี่ชี้หน้าด่ากราด ตัวสั่นเทาด้วยความโกรธจัด "แกกล้าดียังไงถึงปิดประตูล็อคกลอนใส่หน้าฉัน! แล้วกลิ่นบ้าอะไรลอยออกมาจากบ้านแกฟะ! หอมจนหมาบ้านผู้ใหญ่บ้านยังน้ำลายไหลย้อย! แกไปเอาเนื้อมาจากไหน ตั้งแต่สามีแกส่งเงินเดือนมาให้ทำไมแกไม่เอามาส่งกราบกรานฉันก่อน! ช่างอกตัญญูนัก!" คำกล่าวหาอันไร้ยางอายนั้นเรียกเสียงพึมพำเห็นอกเห็นใจจากชาวบ้านรอบข้าง ทว่าไม่ใช่เพราะพวกเขาเข้าข้างแม่เฒ่าหลี่ แต่เพราะกลิ่นหอมของอาหารที่เล็ดลอดออกมาจากหน้าต่างเรือนตระกูลจางนั้น... มันหอมหวานยั่วยวนจนต่อมรับรสของทุกคนในที่นั้นทำงานอย่างหนักหน่วง! กลิ่นซีอิ๊วคั่วกับน้ำตาลเคี่ยวจนเป็นคาราเมล ผสมผสานกับเครื่องเทศชั้นดีและไข่ต้มพะโล้ที่เคี่ยวจนงวด มันไม่ใช่กลิ่นอาหารที่คนยากจนในยุคนี้จะมีปัญญาทำกินกันได้ ต่อให้เป็นเทศกาลตรุษจีนก็ยังหาความหรูหราเช่นนี้ไม่ได้เลย! "ป้าใหญ่พูดเรื่องอะไรคะ เงินเดือนของพี่จางหยางเป็นหยาดเหงื่อแรงงานที่เขาแลกมาด้วยเลือดเนื้อในค่ายทหาร ย่อมต้องเก็บไว้ให้ลูกๆ ทั้งสองคนได้กินอิ่มนอนหลับ ส่วนเรื่องกลิ่นอาหาร..." ฟางเซียนกวาดสายตามองฝูงชนที่เริ่มกลืนน้ำลายลงคอทีละคน นางจงใจก้าวออกมายืนบังทางเข้าประตูมิดชิด "บ้านฉันจะทำอะไรกิน มันก็เป็นสิทธิส่วนบุคคลมิใช่หรือคะ หรือว่ากฎหมายยุคแปดศูนย์นี้บัญญัติไว้ว่า ห้ามชาวบ้านทำอาหารกลิ่นหอมเกินหน้าเกินตาญาติผู้พี่ผู้ใหญ่?" "แก... แกกล้าเถียงฉันเรอะ!" แม่เฒ่าหลี่ปรี่เข้าไปหมายจะคว้าผมของฟางเซียนเพื่อสั่งสอนตามนิสัยอันธพาลที่ทำมาตลอดหลายปี ทว่า ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เสียงทุบโต๊ะหนักๆ พร้อมกับเงาร่างสูงใหญ่ของบุรุษผู้หนึ่งก็ก้าวเข้ามาแทรกกลางระหว่างพวกนางทั้งสองอย่างรวดเร็วราวกับพายุพัดผ่าน! จางหยางในชุดเสื้อกล้ามสีเขียวขี้ม้าเผยให้เห็นมัดกล้ามเนื้อตึงแน่น ใบหน้าคมเข้มดุดันราวกับรูปสลัก นัยน์ตาสีเข้มคมกริบกวาดตามองแม่เฒ่าหลี่และฝูงชนด้วยรัศมีกดดันที่สะสมมาจากการผ่านสนามรบมาโชกโชน เพียงแค่เขายืนนิ่งๆ อยู่ตรงนั้น ความอึกทึกครึกโครมทั้งหมดก็พลันเงียบกริบลงทันที "ท่านแม่... มีธุระอันใดกับเรือนของพวกเราหรือครับ" เสียงทุบต่ำทรงพลังเอ่ยถาม นัยน์ตาคมกริบเหลือบมองภรรยาตัวน้อยแวบหนึ่งเพื่อสำรวจความปลอดภัย ก่อนจะหันมาเผชิญหน้ากับญาติผู้ใหญ่จอมสูบเลือดที่ตัวหดเหลือเพียงครึ่งเดียวด้วยความเกรงกลัว แม่เฒ่าหลี่กลืนน้ำลายอึกใหญ่ นางสะบัดหน้าหนีสายตาดุดันนั้น แต่ความโลภยังคงค้ำคอ นางชี้มือสั่นเทาไปที่หม้อดินที่ตั้งอยู่บนเตา "จางหยาง! แกดูเมียแกสซิ ทำตัวอวดรวยแอบซ่อนอาหารดีๆ ไว้กินกันตามลำพังครอบครัว ปล่อยให้ญาติผู้ใหญ่อดอยากปากแห้ง! วันนี้ถ้าพวกแกไม่แบ่งเนื้อสามชั้นในหม้อนั้นมาครึ่งหนึ่ง อย่าหาว่าฉันไปฟ้องหัวหน้าหมู่บ้านว่าพวกแกสะสมทรัพย์สินฟุ่มเฟือย!" บรรยากาศรอบลานบ้านพลันตึงเครียดขึ้นมาอีกครั้ง ชาวบ้านต่างลุ้นระทึกว่าอดีตทหารผู้ซื่อสัตย์จะจัดการกับปัญหาครอบครัวนี้อย่างไร ฟางเซียนแอบอมยิ้มเยาะในใจ นางก้าวเข้าไปใกล้สามี เล็กน้อยแล้วเอ่ยกระซิบด้วยน้ำเสียงหวานเชื่อมแต่ก้องกังวานพอให้ทุกคนได้ยินทั่วกัน "พี่หยางคะ... ในเมื่อท่านแม่ใหญ่บอกว่าพวกเราเห็นแก่ตัวและอยากชิมฝีมือการทำอาหารของฉันนัก เช่นนั้น เย็นนี้เราเปิด 'โรงเตี๊ยมกึ่งลับ' เล็กๆ หน้าบ้านดีไหมคะ? ใครอยากกินหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงซอสสูตรพิเศษ จานละสองเหมา บวกคูปองอาหารเล็กน้อย... รับรองว่าเงินที่ได้พอซื้อจักรยานให้ลูกปั่นไปโรงเรียนได้สบายเลยค่ะ" จางหยางก้มมองภรรยา แววตาแข็งกร้าวเมื่อครู่พลันอ่อนแสงลง ความอบอุ่นและรอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากของชายหนุ่ม เขาพยักหน้าช้าๆ อย่างตามใจ "ตามใจเธอ... เธออยากทำอะไร พี่สนับสนุนทั้งหมด" คำพูดของสองสามีภรรยาทำให้แม่เฒ่าหลี่และชาวบ้านถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง! ขายอาหารหน้าบ้านงั้นหรือ? ในยุคที่การค้าขายเสรีเพิ่งเริ่มต้นและยังอยู่ในสายตาของเจ้าหน้าที่รัฐเนี่ยนะ? ทว่า ในขณะที่ทุกคนกำลังอึ้งงันกับความกล้าบ้าบิ่นของฟางเซียนอยู่นั้นเอง... จู่ๆ ชายวัยกลางคนสวมแว่นตากรอบทองท่าทางภูมิฐานผู้หนึ่ง ก็แหวกฝูงชนเดินตรงดิ่งเข้ามาหยุดยืนอยู่หน้าประตูเรือนตระกูลจาง กลิ่นหอมจางๆ ที่ติดตัวเขามาผสมผสานกับกลิ่นหมูตุ๋นทำให้เขาถึงกับสูดหายใจเข้าลึกด้วยความเคลิบเคลิ้ม นัยน์ตาของชายแปลกหน้าคนนั้นเปล่งประกายวาววับขณะจ้องมองมาที่ฟางเซียนด้วยรอยยิ้มที่มีความหมายลึกซึ้ง "แม่สาวน้อย... กลิ่นอาหารเมื่อครู่มาจากครัวของเธอใช่ไหม? ฉันเดินทางผ่านหมู่บ้านนี้มาหลายสิบปี เพิ่งเคยได้กลิ่นน้ำแดงที่เคี่ยวได้ที่ขนาดนี้เป็นครั้งแรก... สนใจจะแบ่งขายให้สหายผู้หิวโหยสักชามไหมล่ะ?" *** (ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนผลงานของหลินฮวายุคปฏิรูปมาโดยตลอดนะคะ)
สารจากนักเขียน (หลินฮวายุคปฏิรูป)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนครัวทะลุมิติ กับวิถีคุณแม่ลูกสองในยุคแปดศูนย์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%