เสียงเคาะตะหลิวเหล็กกระทบขอบกระทะเหล็กหล้าดัง *ก๊อง... ก๊อง...* กังวานบาดแก้วหู ตัด1ผ่านความเงียบงันของลานบ้านตระกูลจางราวกับเสียงประกาศิตจากยมบาล หลินฟางเซียนไม่ได้หันกลับไปมองทันที นางยังคงใช้มือข้างหนึ่งถือตะหลิว อีกข้างบรรจงตักน้ำมันหมูใสแจ๋วลงในกระทะร้อนจัดจนเกิดควันสีขาวพวยพุ่ง กลิ่นหอมฉุยของกระเทียมเจียวและพริกไทยดำที่นางเพิ่งโขลกสดๆ ลอยฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณจนคนแอบมองแถวรั้วบ้านถึงกับกลืนน้ำลายเอื้อม
“ฟางเซียน! นังเด็กอกตัญญู! เจ้าหูหนวกหรืออย่างไร ข้าเรียกเจ้าจนคอจะแตกอยู่แล้ว!”
เสียงแหลมปรี๊ดของแม่เฒ่าหลี่ดังแผดขึ้นทำลายบรรยากาศ นางก้าวเท้าฉับๆ เข้ามาในครัวเรือนไม้อย่างถือวิสาสะ ใบหน้าย่นยู่ราวกับผลสาลี่แห้งบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยว สองมือเหี่ยวย่นเท้าสะเอว ดวงตาตี่เล็กกวาดมองสำรวจรอบห้องครัวด้วยความริษยาแวบหนึ่ง เมื่อเห็นแป้งสาลีเนื้อเนียนถุงใหญ่และเนื้อหมูติดมันสามชั้นที่แขวนอยู่บนคานไม้
ฟางเซียนวางตะหลิวลงบนอ่างไม้ไผ่ช้าๆ นางปัดเศษแป้งบนมือออกเบาๆ ก่อนจะหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับผู้เป็นป้าสะใภ้จอมสูบเลือดด้วยรอยยิ้มบางเบา ดวงตากลมโตคู่นั้นไม่ได้มีความหวาดกลัวหรือเกรงใจหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย
“อ้าว นึกว่าเสียงกาเสียงไก่ที่ไหน ที่แท้ก็ท่านป้าใหญ่เองหรอกหรือคะ” ฟางเซียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าคำพูดกลับเชือดเฉือนจนคนฟังหน้าชา “ลมอะไรหอบท่านมาถึงนี่แต่เช้าเชียว หรือว่ากลิ่นหมูสามชั้นในครัวบ้านข้ามันลอยไปเตะจมูกท่านถึงบ้านโน้นเข้า?”
“ปากดีนักนะนังนี่!” แม่เฒ่าหลี่ถลึงตาใส่ เดินดุ่มๆ เข้ามาหมายจะใช้มือเหี่ยวย่นคว้าหมูสามชั้นบนคาน แต่มือเรียวบางของฟางเซียนกลับไวราวย้ายร่าง นางยื่นมือไปจับข้อมือของหญิงแก่ไว้แน่นราวกับคีมเหล็ก แรงบีบที่ส่งออกมาทำเอาแม่เฒ่าหลี่สะดุ้งโหยง หน้าตาบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด
“โอ๊ย! นังเด็กนี่! เจ้ากล้าทำร้ายคนแก่รึ! ฟ้าจะผ่าหัวตายอยู่แล้ว บ้านนี้มันอัปมงคลจริงๆ ถึงได้มีสะใภ้จัญליเช่นเจ้า!” แม่เฒ่าหลี่ร้องโวยวายลั่นบ้าน หวังจะให้ชาวบ้านแถวนี้แห่กันมาดูความรังแก
แต่ฟางเซียนหาได้สะทกสะท้าน นางออกแรงบีบเพิ่มขึ้นอีกนิดจนแม่เฒ่าหลี่ต้องย่อตัวลงตามแรง “ทำร้ายคนแก่? ป้าใหญ่ พูดจาระวังปากหน่อยนะคะ ที่นี่บ้านข้า ท่านบุกรุกเข้ามาหยิบฉวยสิ่งของโดยไม่ได้รับอนุญาต แบบนี้ในกฎหมายใหม่เขาเรียกว่า ‘ลักทรัพย์’ หรือไม่ก็ ‘บุกรุกเคหสถาน’ ท่านอยากให้ข้าไปตามผู้ใหญ่บ้านมาเคลียร์ หรืออยากให้ข้าส่งตัวไปให้เจ้าหน้าที่คอมมิวนิตี้สอบสวนดีล่ะคะ?”
คำว่า ‘เจ้าหน้าที่คอมมิวนิตี้’ ทำให้แม่เฒ่าหลี่หน้าถอดสีทันที ในยุคสมัยนี้ใครๆ ก็กลัวการถูกเพ่งเล็งจากทางการ หญิงแก่รีบสะบัดมือออกจากการจับกุมของฟางเซียน ถอยหลังไปสองก้าวด้วยความหวาดระแวง แต่ความโลภยังมีมากกว่าความกลัว นางจึงเชิดหน้าขึ้นแล้วเปลี่ยนแผนมาใช้ไม้อ่อนแกมบังคับ
“ฮึ่ม! ข้าไม่พูดกับเจ้าแล้ว จางหยางล่ะ! ให้สามีเจ้าออกมาคุยกับข้า! ข้าเป็นผู้ใหญ่ เป็นป้าของพวกเจ้า วันนี้ข้าไม่ได้มามือเปล่า แต่ข้ามาทวง ‘ความยุติธรรม’!”
“ความยุติธรรมอะไรกันคะ?” ฟางเซียนกอดอกพิงขอบโต๊ะครัว แววตาเยาะเย้ยฉายชัด “หรือว่าความยุติธรรมในนิยามของท่าน คือการมาปล้นเสบียงอาหารของครอบครัวฉันไปกินฟรีๆ ทุกเดือนเหมือนที่ผ่านมา?”
“นั่นมันไม่ใช่การปล้น!” แม่เฒ่าหลี่แผดเสียงเถียงคอเป็นเอ็น “ครอบครัวพวกเจ้ามีกินมีใช้ มีแป้งขาว มีเนื้อหมู แถมสามีเจ้ายังได้เงินเดือนทหารปลดประจำการส่งมาให้อีก แล้วดูบ้านข้าสิ! ลูกชายข้ายังไม่ได้แต่งงาน หลานข้ายังต้องกินต้องใช้ พวกเจ้าเป็นญาติผู้พี่แท้ๆ มีกินแล้วไม่รู้จักแบ่งปัน ช่างเห็นแก่ตัว ไร้คุณธรรมสิ้นดี!”
ฟางเซียนหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะใสราวกระดิ่งเงิน แต่มันกลับทำให้แม่เฒ่าหลี่รู้สึกเหมือนถูกตบหน้าฉาดใหญ่
“มีคุณธรรม? ท่านยังมีหน้ามาพูดคำนี้อีกหรือคะ?” ฟางเซียนก้าวเท้าเข้าไปหาทีละก้าว กดดันจนแม่เฒ่าหลี่ต้องถอยหลังกรูด “ตอนที่สามีข้าบาดเจ็บกลับมาจากชายแดน พวกท่านรุมขับไล่พวกเราสองแม่ลูกให้ออกมาอยู่กระท่อมร้างท้ายหมู่บ้านเพราะกลัวจะต้องมารarับภาระ ตอนที่ลูกชายคนเล็กของฉันป่วยหนักจนเกือบตาย ท่านเคยเอาข้าวสารสักเม็ดมาแบ่งให้พวกเราไหมคะ? ตอนที่ฉันต้องอดมื้อกินมื้อเพื่อหาเงินซื้อยาให้ลูก ท่านเคยมาถามไถ่สักคำไหม?”
ทุกคำพูดของฟางเซียนราวกับคมมีดที่กรีดแทงลงบนความจริงอันเน่าเฟะของตระกูลหลี่ แม่เฒ่าหลี่อ้าปากพะงาบๆ พูดไม่ออก ได้แต่ชี้หน้าสั่นเทา
“นั่น... นั่นมันเรื่องอดีต! ตอนนี้พวกเจ้าสบายแล้ว ก็ต้องกตัญญูต่อญาติผู้ใหญ่สิ! ส่งหมูสามชั้นครึ่งหนึ่งกับแป้งถุงนั้นมาให้ข้า เดี๋ยวนี้!” หญิงแก่ยังคงดึงดัน สัญชาตญาณความโลภบังตาจนมองไม่เห็นรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากตัวของหญิงสาวตรงหน้า
ฟางเซียนหุบยิ้มทันที แววตาคมกริบราวกับใบมีดผ่าตัด “ฝันไปเถอะค่ะ”
นางหันกลับไปหยิบขวดเกลือและเครื่องปรุงในมิติลับที่แอบสลับมาวางไว้บนโต๊ะ เทเกลือลงในกระทะที่น้ำมันเริ่มเดือดพล่านเสียงดัง *ฉ่า!* กลิ่นหอมของเครื่องเทศลอยตลบอบอวลไปทั่วบ้าน ทว่าไม่มีเศษเสี้ยวของอาหารชิ้นไหนที่จะตกถึงท้องคนตระกูลหลี่เด็ดขาด
“ถ้าท่านยังไม่ไสหัวออกไปจากบ้านฉันภายในสามวินาทีนี้ อย่าหาว่าฉันไม่เตือนนะคะ” ฟางเซียนหยิบมีดอีโต้ออกมาเล่มหนึ่ง แล้วบรรจงสับลงบนเขียงไม้เสียงดัง *ปึก!* จนเนื้อไม้แทบปริ “มีดเล่มนี้เพิ่งลับมาใหม่ๆคมกริบ เสียดายก็แต่ว่า... มันอาจจะไม่ค่อยแม่นยำเวลามือฉันสั่นถ้ามีคนมารบกวนเวลาทำอาหาร”
แม่เฒ่าหลี่เห็นมีดอีโต้ยาววาววับในมือฟางเซียน ขาสองข้างก็อ่อนแรงลงทันที นางถอยหลังกรูดจนเกือบสะดุดธรณีประตูหน้าบ้าน ใบหน้าเหี่ยวย่นซีดเผือกด้วยความหวาดกลัว นังเด็กนี่มันเปลี่ยนไปแล้ว! มันไม่ใช่ฟางเซียนคนเดิมที่ยอมก้มหัวให้ใครอีกต่อไปแล้ว!
“ะ... นังสารเลว! เจ้ากล้าเอาฟันดาบขู่ญาติผู้ใหญ่รึ! เจ้าคอยดูเถอะ ข้าจะไปฟ้องผู้ใหญ่บ้าน ให้เขามาลงโทษความอกตัญญูของพวกเจ้า!” แม่เฒ่าหลี่แผดเสียงขู่ตะคอกด้วยความแค้นเคือง ก่อนจะหันหลังวิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงออกไปจากบ้านราวกับสุนัขจนตรอก เสียงฝีเท้าวิ่งตะกุกตะกักล้มลุกคลานคลุกฝุ่นออกไปไกลจนลับตา
ฟางเซียนพ่นลมหายใจออกมาเบาๆ นางวางมีดลงบนเขียงอย่างใจเย็น รอยยิ้มเยาะหยันปรากฏขึ้นที่มุมปาก เรื่องแค่นี้ยังไม่อาจทำให้คนหน้าหนาอย่างตระกูลหลี่รามือได้ง่ายๆ แน่นอน แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่สำหรับนางในตอนนี้
เสียงฝีเท้าหนักแน่นคุ้นเคยดังขึ้นที่หน้าประตูบ้าน จางหยางสามีหนุ่มผู้เงียบขรึมของนางก้าวเข้ามาในครัว ในมือของเขามีฟืนผ่าเรียบร้อยกองโต ใบหน้าคมคายมีเหงื่อซึมเล็กน้อยจากการทำงานหนัก ดวงตาคมกวาดมองรอบห้องด้วยความฉงนเมื่อเห็นบรรยากาศตึงเครียด
“เมื่อครู่... ข้าเห็นป้าใหญ่ร้องโวยวายวิ่งออกไป เกิดอะไรขึ้น? เจ้าบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า?” จางหยางรีบวางฟืนลง เดินตรงดิ่งเข้ามาสำรวจภรรยาด้วยความเป็นห่วง แววตาคู่นั้นฉายชัดถึงความรักและทะדולทะถนอมอย่างลึกซึ้ง
ฟางเซียนหันไปมองสามี รอยยิ้มอ่อนโยนที่มอบให้เขากลับแตกต่างจากรอยยิ้มเมื่อครู่ราวฟ้ากับเหว นางยื่นมือไปเช็ดเหงื่อบนหน้าผากให้เขาเบาๆ
“ไม่มีอะไรหค่ะ แค่มีหมาบ้าหลงเข้ามาเห่าเหงอนิดหน่อย ฉันจัดการไล่มันไปเรียบร้อยแล้วค่ะ” นางเอ่ยตอบเสียงหวาน ก่อนจะหันไปตักอาหารในกระทะใส่ชามกระเบื้องเคลือบสีขาวลายคราม
กลิ่นหอมหววนของ ‘หมูผัดซอสพริกไทยดำสูตรลับเฉพาะ’ ลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณ กลิ่นหอมเย้ายวนใจนี้เข้มข้นเสียจนจางหยางถึงกับชะงัก ลมหายใจสะดุดไปวูบหนึ่ง อาหารจานนี้หน้าตาน่ากินเกินกว่าจะเป็นอาหารธรรมดาในยุคข้าวยากหมากแพงนี้อย่างสิ้นเชิง
ทว่า ในขณะที่ทั้งสองกำลังจะนั่งลงทานมื้อเช้าอย่างสงบสุข เสียงเคาะประตูรั้วด้านนอกก็ดังขึ้นอีกครั้ง... *ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!*
ไม่ใช่เสียงแหลมปรี๊ดของแม่เฒ่าหลี่ แต่เป็นเสียงเคาะที่หนักแน่นและเป็นทางการ พร้อมกับเสียงตะโกนเรียกจากด้านนอกที่ทำให้จางหยางขมวดคิ้วมุ่นทันที
“พี่จางหยาง! ฟางเซียน! เปิดประตูหน่อย! ทางการจากคอมมิวนิตี้มาตรวจสอบเรื่องร้องเรียนด่วน!”
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและเป็นกำลังใจให้ฟางเซียนเสมอนะคะ
เซียนครัวทะลุมิติ กับวิถีคุณแม่ลูกสองในยุคแปดศูนย์•ตอนที่ 4
ฟาดฟันญาติขี้ขโมย
ผลงานโดย หลินฮวายุคปฏิรูป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลินฮวายุคปฏิรูป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนครัวทะลุมิติ กับวิถีคุณแม่ลูกสองในยุคแปดศูนย์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!