“ถ้ามึงจะเล่นด้วยท่าทางแบบคนหมดอาลัยตายอยากแบบนี้ กูว่ามึงถอดสายกีตาร์ทิ้งไปเลยดีกว่าโซ่... เสียเวลาคนซ้อม!”
เสียงโต้งกระแทกไม้กลองลงกับขอบสแนร์ดังก้องไปทั่วห้องซ้อมดนตรีที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอับของเครื่องดนตรีและไอความร้อนจากแอมป์ โซ่ชะงักมือที่กำลังดีดคอร์ดเปิดของเพลงที่จะใช้แสดงในงานคอนเสิร์ตใหญ่ เขาถอนหายใจยาว สายตาเลื่อนลอยมองไปที่หยดน้ำฝนที่ยังคงเกาะตัวอยู่ที่บานกระจกหน้าต่างด้านนอก ราวกับเศษเสี้ยวของความสับสนในใจเขายังคงไม่ได้รับการชำระล้าง
“กูขอโทษ...” โซ่ตอบสั้นๆ น้ำเสียงแหบพร่า
พายซึ่งนั่งพิงเปียโนไฟฟ้าอยู่มุมห้องวางชีทเพลงในมือลง เธอขยับแว่นสายตาเล็กน้อย ก่อนจะเดินเข้ามาหยุดตรงหน้าโซ่ กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้จางๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ของเธอทำให้โซ่รู้สึกตัวขึ้นมาบ้าง
“โซ่... นี่ไม่ใช่การซ้อมครั้งแรกที่นายใจลอยนะ” พายพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแฝงไปด้วยความกังวล “ถ้าพ่อของนายจะมาดูจริงๆ อย่างที่นายบอก เขาคงไม่ต้องการเห็นมือกีตาร์ที่เล่นเหมือนคนกำลังจะไปงานศพหรอก จริงไหม?”
“เขาไม่มาหรอกพาย” โซ่แค่นยิ้มที่มุมปาก “คนอย่างพ่อ... มองว่าดนตรีมันเป็นแค่เสียงหนวกหูที่ทำลายอนาคต ต่อให้กูเล่นดีจนหูฉีก เขาก็คงหาเรื่องมาติจนได้”
“แล้วนายเล่นทำไมล่ะ?” พายถาม จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา “ถ้าที่ทำอยู่มันไม่ได้มีความหมายอะไรกับตัวนายเลย ก็เลิกไปเถอะ ฉันไม่อยากให้สมาชิกในวงต้องมาพะวงกับความลังเลของนายแบบนี้”
บรรยากาศในห้องเงียบกริบ มีเพียงเสียงลมหายใจของโต้งที่กำลังหมุนไม้กลองเล่นอย่างอึดอัด โซ่เม้มปากแน่น เขาไม่ได้อยากเล่นเพื่อประชดใคร แต่มันคือการพิสูจน์ว่า 'เสียงเพลง' ที่เขาเลือก มันสร้างตัวตนที่แข็งแกร่งได้มากกว่าที่พ่อเคยดูถูกไว้
“เพราะมันคือสิ่งเดียวที่ทำให้ฉันรู้สึกว่าฉันมีลมหายใจไงพาย” โซ่กระซิบ “และถ้าคืนนี้... พ่อฉันมาจริงๆ ฉันอยากให้เขาเห็นว่าสิ่งที่ฉันรัก มันคุ้มค่าพอที่จะยอมแลกกับความคาดหวังที่เขายัดเยียดให้”
พายชะงักไปครู่หนึ่ง แววตาที่เคยแข็งกร้าวของเธออ่อนลงเล็กน้อย เธอหยิบไมโครโฟนขึ้นมา แล้วส่งสัญญาณให้โต้งเริ่มนับจังหวะใหม่ “งั้นก็พิสูจน์สิ... ไม่ใช่แค่ให้เขาเห็น แต่ให้คนทั้งหอประชุมเห็นว่าโซ่คนนี้ คือนักดนตรีตัวจริง ไม่ใช่แค่เด็กหนุ่มที่กำลังหนีความจริง”
เสียงกลองเริ่มหวดกระหน่ำ จังหวะที่เร่งเร้าทำให้หัวใจของโซ่เต้นระรัว เขาเริ่มนิ้วมือลงบนสายกีตาร์โปร่งคู่ใจ เสียงคอร์ดกังวานใสสะอาดตัดผ่านความเงียบ ความเจ็บปวดจากการตัดสินใจทิ้งเส้นทางที่พ่อขีดไว้กลายเป็นพลังงานที่ถูกถ่ายทอดผ่านโน้ตดนตรี ทุกตัวโน้ตคือคำบอกเล่า ทุกจังหวะคือความอัดอั้น
ขณะที่วงกำลังดิ่งลึกเข้าสู่จุดพีคของเพลง ประตูห้องซ้อมก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงจนเกิดเสียงดังสนั่น ทุกคนหยุดชะงัก
มีนยืนอยู่ที่ประตู ใบหน้าของเธอฉาบด้วยความเร่งร้อน สายตาที่มองมาที่โซ่มีความรู้สึกบางอย่างที่ทำให้บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไปทันที
“โซ่... อย่าเล่นเพลงนี้” มีนพูดขึ้นพลางหอบหายใจ “พ่อของนายไม่ได้แค่จะมาดู แต่เขาเตรียมข้อเสนอที่จะปิดตายชมรมนี้ถ้านายยังดื้อรั้นจะขึ้นแสดงในฐานะหัวหน้าวง... เขาอยู่ข้างล่างแล้ว พร้อมกับคณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัย!”
โซ่รู้สึกเหมือนโลกหมุนคว้าง เขาหันไปมองพายที่ยืนนิ่งอึ้งอยู่ข้างๆ ความหวังที่เขาจะพิสูจน์ตัวเองกำลังถูกบดขยี้ด้วยอำนาจของพ่อที่ตามมาถึงที่นี่ เขาควรจะวางกีตาร์ลงและยอมจำนนเพื่อรักษาชมรมไว้ หรือจะดีดคอร์ดสุดท้ายเพื่อก้าวข้ามเงาของตัวเองไปตลอดกาล?
นิ้วของเขาสั่นไหวอยู่เหนือสายกีตาร์ เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นหลายคู่กำลังเดินใกล้เข้ามาที่หน้าห้องซ้อม และเสียงเคาะประตูดังขึ้นอย่างจังหวะที่ไม่มีใครคาดคิด
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับผมในบทที่เข้มข้นที่สุดบทนี้ครับ โดยคอร์ดรักกีตาร์โปร่งนะครับ
เมโลดี้รักจังหวะหัวใจ•ตอนที่ 13
เวทีแรกที่รอคอย
ผลงานโดย คอร์ดรักกีตาร์โปร่ง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (คอร์ดรักกีตาร์โปร่ง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เมโลดี้รักจังหวะหัวใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!