"ลูกคิดเลขเร็วกว่าข้าเสียอีก... เจ้าตัวเล็กนี่เอาหัวมาจากผู้ใดกัน?"
เสียงทุ้มต่ำของพันจ่าเว่ยหลางเจือด้วยความระคนทึ่ง ขณะที่ดวงตาคมกริบของนายทหารหนุ่มมองไปยังเด็กชายวัยสามขวบเศษบนตัก ซึ่งกำลังใช้นิ้วป้อมๆ จิ้มลงบนกระดานไม้ไผ่ที่หลินฟางเซียนใช้คำนวณบัญชีการค้าสำเพ็ง
บนกระดานแผ่นนั้น เต็มไปด้วยตัวเลขสถิติราคาข้าวสาร ใบชา และตั๋วแลกเงินย้อนหลังที่หลินฟางเซียนจดบันทึกไว้เพื่อวิเคราะห์ทิศทางตลาดล่วงหน้า เด็กน้อยเว่ยอันไม่ได้เพียงแต่มองดูเฉยๆ แต่ดวงตากลมโตเป็นประกายราวกับดวงดาวในยามค่ำคืน นิ้วเล็กๆ ขยับสลับลูกคิดไม้จันทน์หอมที่เว่ยหลางเพิ่งเหลาให้เป็นของเล่นได้อย่างแม่นยำ ราวกับสมองน้อยๆ นั้นถูกตั้งโปรแกรมให้คำนวณมูลค่าส่วนต่างของสินค้ามาตั้งแต่เกิด
หลินฟางเซียนที่กำลังงละมุนอยู่กับการเคี่ยว "น้ำซุปกระดูกหมูตุ๋นยาจีน" ในหม้อดินเผาใบยักษ์ หันกลับมามองภาพสองพ่อลูกด้วยรอยยิ้มบางๆ กลิ่นหอมกรุ่นของโสมสกัดและรากบัวตุ๋นจนเปื่อยนุ่มลอยฟุ้งไปทั่วห้องครัว อบอวลเคล้ากับกลิ่นไอน้ำอุ่นๆ ที่ช่วยขับไล่ความหนาวเย็นยามวิกาลได้อย่างชะงัด นางวางทัพพีไม้ลงบนโต๊ะ ก่อนจะเดินเช็ดมือด้วยผ้าสะอาดเข้าไปหาบุตรชาย
"ก็ถอดแบบมาจากมารดาผู้ปราดเปรื่องของเขาอย่างไรเล่าครับ พี่หลาง" ฟางเซียนกล่าวหยอกเย้าสามี ดวงตาคู่สวยพินิจมองบุตรชายที่กำลังทำปากมขมุบขมิบคำนวณตัวเลขกำไรขาดทุนของร้านค้าในมิติลับอย่างคล่องแคล่ว นางรู้ดีว่านี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ สมองที่เคยผ่านการจดจำกราฟหุ้นราคาพันล้านในโลกอนาคตของนาง คงได้รับการถ่ายทอดทางพันธุกรรมผ่านมิติเวลามาสู่เด็กน้อยคนนี้อย่างสมบูรณ์แบบ
เว่ยหลางหัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดี เขารวบเอวบางของภรรยาเข้ามาใกล้ สอดมือหนาโอบกอดร่างนุ่มนวลอย่างเคยชิน ขณะที่สายตายังไม่ละไปจากลูกชาย "เจ้าตัวเล็กนี่... หากโตขึ้นไปเป็นพ่อค้า คงไม่มีใครในตลาดมืดหรือหอการค้าไหนกล้าโกงเขาเป็นแน่ ขนาดบัญชีภาษีเกลือที่ซับซ้อน ข้ายังต้องใช้เวลาดูถึงสองเค่อ แต่เจ้าตัวจิ๋วใช้เวลาเพียงครึ่งก้านธูปก็บอกผลกำไรสุทธิได้แล้ว"
"ท่านอย่าเพิ่งชมเขาให้มากความเลยครับ เดี๋ยวจะพาลได้ใจเสียก่อน" ฟางเซียนยิ้มกริ่ม นางย่อตัวลงนั่งยองๆ เสมอระดับสายตากับบุตรชาย "เสี่ยวอัน ลูกรัก ไหนลองบอกแม่สิว่า หากเรากว้านซื้อใบชาแดงจากทางใต้ในราคาแปดตำลึงเงิน แล้วนำมาปล่อยขายในช่วงเทศกาลในราคาสิบสองตำลึง เราจะได้กำไรสุทธิเท่าไหร่ และมีความเสี่ยงเรื่องใดบ้างที่ต้องระวัง?"
เด็กชายเว่ยอันเงยหน้าขึ้นจากกระดานชนวน ดวงตาสุกใสกะพริบปริบๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเจื้อยแจ้วที่ยังคงมีความนุ่มนวลตามประสาเด็ก "ท่านแม่สอนว่า กำไรคือสี่ตำลึงเงินต่อหนึ่งหาบครับ! แต่ความเสี่ยงคือ... หากเรือขนส่งสินค้าของลุงหวังถูกตรวจพบที่ด่านภาษีปลายทาง เราจะเสียต้นทุนค่าปรับหักลบแล้วเหลือไม่คุ้มทุน ดังนั้น เราต้องกระจายสินค้าออกเป็นสามเที่ยวเรือผ่านเส้นทางลับหลังเขาแทนครับ!"
สิ้นคำตอบของเด็กน้อย ทั้งเว่ยหลางและหลินฟางเซียนต่างชะงักไปชั่วขณะ
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องครัวชั่วครู่ ก่อนที่ผู้เป็นพ่อจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ จนไหล่กว้างสั่นสะเทือน "ฮ่าๆๆ! เยี่ยม! ช่างรอบคอบเหมือนเจ้าไม่มีผิดเพี้ยน ฟางเซียน! ลูกเราอายุแค่นี้ กลับมองเห็นช่องทางกระจายความเสี่ยงได้ทะลุปรุโปร่ง ราวกับพ่อค้าเขี้ยวลากดินผู้ผ่านสนามธุรกิจมาสิบปี!"
ฟางเซียนแย้มยิ้มด้วยความภาคภูมิใจ มือเรียวลูบกลุ่มผมนุ่มของบุตรชายอย่างอ่อนโยน หัวใจอิ่มเอมไปด้วยความสุขที่หาไม่ได้จากโลกใบเก่า ในอดีต นางต้องต่อสู้ดิ้นรนในตลาดหุ้นอันโหดร้ายด้วยตัวคนเดียว ท่ามกลางตัวเลขสีแดงและสีเขียวที่พร้อมจะแผดเผาทุกอย่างให้เป็นจุล แต่ในยามนี้ นางมีสามีที่รักมั่นคงและคอยสนับสนุนทุกย่างก้าว พร้อมด้วยบุตรชายผู้ฉลาดล้ำเลิศเกินวัย นี่คือ "พอร์ตการลงทุน" ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในชีวิตที่เงินตรานับแสนตำลึงก็ซื้อไม่ได้
ทว่า ความสงบสุขในยามค่ำคืนมักมีผู้คนคอยเข้ามาขัดจังหวะเสมอ
*ปัง! ปัง! ปัง!*
เสียงทุบประตูรั้วไม้หน้าบ้านดังสนั่นหวั่นไหว ตามด้วยเสียงแหลมสูงที่คุ้นเคยจนน่าสะอิดสะเอียนของแม่เฒ่าจาง ผู้เป็นแม่สามีที่มักจะปรากฏตัวพร้อมกับความเดือดร้อนเสมอ
"หลินฟางเซียน! นังสะไภ้อกตัญญู! เปิดประตูเดี๋ยวนี้! ข้ารู้ว่าพวกเจ้าซ่อนอาหารดีๆ ไว้กินกันตามลำพองใจ ปล่อยให้ข้ากับน้องชายของสามีเจ้าต้องหนาวตายอยู่บ้านหลังเก่าได้อย่างไร! เปิดประตูเดี๋ยวนี้ ไม่เช่นนั้นข้าจะแหกปากให้ชาวบ้านมาดูความเนรคุณของพวกเจ้า!"
บรรยากาศที่อบอุ่นเมื่อครู่พลันเย็นเยียบลงทันตาเห็น เว่ยหลางขมวดคิ้วมุ่น ใบหน้าคร่ำเคร่งของนายทหารหนุ่มฉายแววรังเกียจอย่างปิดไม่มิด เขาขยับตัวจะลุกขึ้นไปจัดการ แต่ฟางเซียนกลับเอื้อมมือไปแตะแขนแกร่งของสามีไว้เบาๆ พร้อมกับรอยยิ้มเย็นเยียบที่มุมปาก ซึ่งฉายประกายคมกริบราวกับเซียนหุ้นผู้กำลังถือไพ่เหนือกว่าในมือ
"ใจเย็นก่อนครับพี่หลาง..." ฟางเซียนกระซิบเสียงแผ่วเบา แต่แฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์ที่ทำเอาสามีถึงกับมุมปากกระตุก "ในเมื่อแม่สามีอยากเห็นนักว่าเรากินอยู่อย่างไร... เราก็ควรจะต้อนรับขับสู้ท่านเสียหน่อย ไม่เช่นนั้น เดี๋ยวท่านจะหาว่าเราเป็นลูกหลานอกตัญญูตามที่ปากท่านว่าจริงๆ"
นางหันไปกระซิบสั่งความบางอย่างกับบุตรชายตัวน้อย ซึ่งเด็กชายเว่ยอันพยักหน้ารับอย่างเข้าใจทันที ดวงตากลมโตฉายแววเจ้าเล่ห์ถอดพิมพ์มาจากมารดาไม่มีผิดเพี้ยน
ฟางเซียนเดินไปปลดกลอนประตูไม้ด้วยท่าทางเยือกเย็น ขณะที่กลิ่นหอมกรุ่นของน้ำซุปกระดูกหมูตุ๋นยาจีนเข้มข้น กำลังลอยทะลุผ่านช่องประตูออกไปปะทะจมูกของผู้มาเยือนด้านนอกอย่างจงใจ!
ทว่า ทันทีที่บานประตูเปิดออก ภาพที่แม่เฒ่าจางคาดหวังว่าจะได้เห็น—คือนังสะไภ้จอมซุ่มซ่ามและหลานชายตัวน้อยนั่งกินข้าวต้มก้นหม้อที่เจือจางด้วยน้ำใสๆ กลับไม่ใช่สิ่งที่นางพบเจอ...
เบื้องหน้าของแม่เฒ่าจาง หาใช่ความยากจนข้นแค้นไม่ แต่กลับเป็นโต๊ะไม้สนขัดเงาที่เต็มไปด้วยสำรับอาหารหรูหรานับสبيด กลิ่นหอมฟุ้งของเป็ดพะโล้ตุ๋นยาจีน หมูสามชั้นน้ำแดงฉ่ำซอส และหม้อซุปโสมส่งควันกรุ่นยั่วน้ำลาย และที่สำคัญที่สุดคือ ข้างกายของหลินฟางเซียน มีบุตรชายตัวน้อยกำลังนั่งนับตั๋วเงินฉบับละร้อยตำลึงเป็นปึกๆ ด้วยสีหน้าเรียบเฉย ราวกับกำลังนับเศษกระดาษเล่น!
แม่เฒ่าจางอ้าปากค้าง ดวงตาฝ้าฟางเบิกกว้างด้วยความโลภที่พุ่งทะยานจนแทบคลั่ง
ทว่า ก่อนที่แม่เฒ่าจางจะได้เอ่ยปากทวงสิทธิ์ความเป็นแม่สามี สายตาของนางก็เหลือบไปเห็นเงาร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่มอีกคนหนึ่ง ที่ก้าวออกมาจากมุมมืดของห้องโถงด้านหลัง พร้อมกับเอกสารตราประทับทางการของทางการเมืองหลวงในมือ—ชายผู้เป็นเจ้าหน้าที่ตรวจสอบทรัพย์สินที่แม่เฒ่าจางเคยติดสินบนไว้เพื่อจะฮุบที่ดินของฟางเซียน... แต่บัดนี้ ใบหน้าของเขากลับซีดเผือดราวกับศพไร้ญาติ!
พลิกวิกฤตหุ้นพันล้าน ขยี้ญาติทรยศให้จมดิน•ตอนที่ 34
พัฒนาการของลูกน้อย
ผลงานโดย เซียนหุ้นย้อนเวลา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนหุ้นย้อนเวลา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พลิกวิกฤตหุ้นพันล้าน ขยี้ญาติทรยศให้จมดิน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!