"ถ้าพวกท่านยังดึงดันจะใช้ชื่อตระกูลจางมาค้ำประกันเงินกู้ร้อยหยวนนั่นอีกรอบ เกรงว่าต่อให้เอาที่ดินทั้งแปลงไปจำนอง ก็คงไม่เหลือแม้แต่เศษอิฐให้ซุกหัวนอนหรอกครับ"
น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลังดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันภายในห้องโถงรับรองของสมาคมการค้าประจำอำเภอ หลินฟางเซียนนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้ไม้เนื้อแข็ง ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มบางเบาที่ฉาบความเยือกเย็นไว้จนคนมองต้องเสียวสันหลังวาบ ในมือเรียวบางถือถ้วยชาเคลือบกระเบื้องชั้นดีที่ส่งไอความร้อนกรุ่น นางไม่ได้แม้แต่จะชายตามองร่างสั่นเทาของแม่เฒ่าจางและญาติสนิทมิตรสหายที่พากันยกโขยงมาหวังรีดไถเงินทองจากความสำเร็จของนางในครั้งนี้
เบื้องหลังของนางคือพันจ่าเว่ยหลาง สามีหนุ่มในชุดเครื่องแบบทหารรีดเรียบ ยืนกอดอกตระหง่านราวกับกำแพงเหล็ก สายตาคมกริบดุจพญาอินทรีที่ผ่านสนามรบมาโชกโชนกวาดมองกลุ่มคนโลภมากเหล่านั้นด้วยรังสีอำมหิตที่แผ่ซ่านออกมาอย่างไม่ปิดบัง แค่เพียงเขาขยับตัวเล็กน้อย เสียงหัวเข็มขัดกระทบกับดาบปลายปืนก็ทำให้ญาติผู้พี่ฝั่งตระกูลจางถึงกับกลืนน้ำลายลงคอด้วยความหวาดกลัว
นี่ไม่ใช่ยุคที่หลินฟางเซียนคนเก่าจะก้มหน้ายอมให้ใครรังแกอีกต่อไป ในทางตรงกันข้าม ด้วยสมองที่จดจำกราฟราคาและความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจได้อย่างแม่นยำราวมองเห็นอนาคต นางกำลังใช้หมากตานี้บีบให้ตระกูลจางจอมปลอมจนมุมด้วยตัวบทกฎหมายและการค้าอย่างเลือดเย็น
"ฟางเซียน... เจ้า... เจ้าใจดำเกินไปแล้วนะ!" แม่เฒ่าจางกรีดร้องเสียงแหลม ใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้นและคับแค้นใจ นางพยายามจะพุ่งเข้ามาหมายจะทุบตีลูกสะใภ้เนรคุณตามสันดานเดิม แต่ยังไม่ทันที่ปลายนิ้วเหี่ยวย่นจะแตะโดนชายเสื้อ ร่างของเว่ยหลางก็ก้าวเข้ามาขวางไว้ด้วยความเร็วปานสายฟ้า พร้อมกับกดเสียงต่ำกดดันจนอีกฝ่ายต้องผงะถอยหลัง
"อย่าหาว่าผมไม่เตือนคุณแม่นะครับ ถ้ายังไม่อยากให้เรื่องฉ้อโกงเงินกองทุนหมู่บ้านเมื่อปีกลายถูกส่งถึงมือผู้ตรวจการแผ่นดินในวันนี้ ก็รีบพาคนของคุณไสหัวออกไปจากที่นี่ซะ" เว่ยหลางกล่าวด้วยน้ำพักน้ำแรงที่ราบเรียบแต่น่าสะพรึงกลัว
คำพูดเพียงประโยคเดียวราวกับฟ้าผ่าลงกลางกระบาลของแม่เฒ่าจางและพวกพ้อง พวกเขารู้ดีว่าสามีภาระคู่นี้ไม่ได้ขู่เล่น หลักฐานบัญชีลับที่ฟางเซียนรวบรวมมาจากมิติลับและจัดระเบียบใหม่อย่างไร้รอยต่อ มีอานุภาพมากพอที่จะส่งคนตระกูลจางไปนอนซังเตได้ทั้งโคตร สุดท้าย เสียงฝีเท้าที่ลนลานและความโกลาหลก็จบลงด้วยการถอยทัพอย่างไร้ศักดิ์ศรีของกลุ่มคนเห็นแก่ตัวเหล่านั้น
ทว่า ปัญหาใหญ่กว่ากำลังรออยู่เบื้องหน้า
เมื่อประตูห้องโถงปิดสนิทลง บรรยากาศตึงเครียดก็พลันมลายหายไป เว่ยหลางทิ้งมาดนายทหารผู้ดุดันในพริบตา เขารีบเดินเข้าไปหาภรรยาคนสวย นั่งยองๆ ลงข้างเก้าอี้แล้วเงยหน้ามองด้วยแววตาออดอ้อนราวกับลูกสุนัขตัวใหญ่ "เมียจ๋า... เหนื่อยไหมครับ? ให้พี่นวดขาให้เอาไหม? เมื่อกี้เจ้าพวกนั้นทำเธอเสียอารมณ์หมดเลย"
ฟางเซียนอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเบาๆ นางใช้ปลายนิ้วเรียวเขี่ยปลายคางของสามีหนุ่มอย่างเอ็นดู "คุณนี่นะ อยู่ต่อหน้าคนอื่นทำตัวเป็นพยัคฆ์ พออยู่กันสองต่อกันกลายเป็นแมวเชื่องไปเสียได้ ลุกขึ้นมาเถอะค่ะ... เอ๊ย... เถอะครับ งานใหญ่ของเราเพิ่งจะเริ่มต้นต่างหาก"
คำว่า "งานใหญ่" ที่นางกล่าวถึง คือการนัดหมายสำคัญในวันนี้
ก๊อกๆๆ!
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งตามด้วยการก้าวเข้ามาของ "ผู้ว่าการลู่" ชายวัยกลางคนผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในเขตการค้าภาคเหนือ ผู้ซึ่งกุมบังเหียนเส้นทางคมนาคมและการจัดสรรที่ดินทั้งหมด เขามีชื่อเสียงในด้านความเด็ดขาด ซื่อตรง และยากที่จะเข้าหา แต่สำหรับหลินฟางเซียน ผู้มีข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับนโยบายเศรษฐกิจล่วงหน้า การเข้าหาผู้มีอิทธิพลที่ดีเช่นนี้คือบันไดขั้นสำคัญสู่ความมั่นคงระยะยาว
"ท่านผู้ว่าการลู่ เชิญนั่งครับ" ฟางเซียนผายมือเชิญด้วยท่าทีสง่างามสมฐานะนักธุรกิจหญิงผู้กุมอนาคตตลาด
ผู้ว่าการลู่กวาดสายตามองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความประหลาดใจระคนทึ่ง ข่าวลือเรื่องสะใภ้ตระกูลจางผู้พลิกชีวิตด้วยการค้าขายสมุนไพรและใบชาหายากจนร่ำรวยมหาศาลภายในเวลาไม่กี่เดือนนั้นหนาหูยิ่งนัก แต่เมื่อได้มาเผชิญหน้าด้วยตัวเอง เขากลับพบว่าสตรีผู้นี้มีความลุ่มลึกและสายตาคมกริบยิ่งกว่าพ่อค้าคนไหนที่เขาเคยพบเจอมาเสียอีก
"คุณหลิน... ผมได้ยินข้อเสนอของคุณทางจดหมายแล้ว น่าสนใจมากทีเดียว การสร้างเขตการค้าเสรีขนาดเล็กเชื่อมต่อระหว่างหมู่บ้านโดยใช้ระบบแลกเปลี่ยนสินค้าผ่านคลังสินค้าส่วนAกลาง เพื่อตัดพ่อค้าคนกลางที่คอยเอาเปรียบชาวบ้านออกไป... ความคิดนี้ช่างบรรเจิดนัก แต่คุณก็รู้ว่ามันกระทบกับผลประโยชน์ของกลุ่มอิทธิพลเก่าแก่หลายกลุ่มในเมืองนี้ พวกเขาคงไม่ยอมให้คุณทำสำเร็จง่ายๆ แน่" ผู้ว่าการลู่เอ่ยขึ้นพร้อมกับจิบชาอย่างใจเย็น รอฟังคำตอบของนาง
ฟางเซียนไม่รีบร้อนตอบ นางรินชาเติมให้ผู้ว่าการด้วยความนุ่มนวล กลิ่นหอมกรุ่นของชาอู่หลงชั้นเลิศลอยอบอวลไปทั่วห้อง ก่อนที่นางจะวางกาชาลงแล้วยิ้มละไม
"ท่านผู้ว่าการครับ คนเรามักกลัวความเปลี่ยนแปลงเพราะคิดว่ามันจะพรากอำนาจไป แต่ถ้าความเปลี่ยนแปลงนั้นทำให้เม็ดเงินในคลังของทางการเพิ่มขึ้นสามเท่าภายในปีเดียว พร้อมกับดึงชาวบ้านนับหมื่นคนให้หลุดพ้นจากความยากจนจนกลายเป็นฐานเสียงที่มั่นคงให้ท่าน... ท่านคิดว่ากลุ่มอิทธิพลเก่าแกเหล่านั้น ยังมีน้ำหนักพอให้ท่านต้องเกรงใจอยู่อีกหรือครับ?"
น้ำเสียงที่ราบเรียบแต่เฉียบคมราวนำมีดกรีดลงบนกระดาษ ทำให้ผู้ว่าการลู่ถึงกับชะงัก ชาในมือเกือบจะหก เขาจ้องมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง นี่ไม่ใช่แค่การค้าขายธรรมดา แต่นี่คือการวางหมากทางการเมืองและการเศรษฐกิจระดับมหภาคที่แม้แต่ที่ปรึกษาของเขายังคิดไม่ถึง!
เว่ยหลางที่นั่งฟังอยู่เงียบๆ ยิ่งมองภรรยาด้วยความหลงใหลและภาคภูมิใจ ภรรยาของเขานอกจากจะทำอาหารเก่งจนเป็นเลิศแล้ว สมองของนางยังฉลาดล้ำจนน่าตกใจ
"ฮ่าๆๆๆ!" ผู้ว่าการลู่หัวเราะออกมาเสียงดังลั่นห้องด้วยความชอบใจ "ดี! ดีมาก! คุณหลิน ฟางเซียน สมกับที่เป็นภรรยาของพันจ่าเว่ยผู้สร้างผลงานให้กองทัพมานับไม่ถ้วน ตกลง... ผมจะลงนามในสัญญาพันธมิตรทางธุรกิจครั้งนี้ร่วมกับคุณ โดยมีกองกำลังรักษาความปลอดภัยของทางการคอยหนุนหลัง ใครหน้าไหนก็กล้าแตะต้องไม่ได้ทั้งนั้น!"
การเจรจาลุล่วงไปอย่างราบรื่น เอกสารสัญญาถูกลงนามด้วยความพึงพอใจของทั้งสองฝ่าย หลินฟางเซียนบรรลุเป้าหมายสำคัญในการสร้างเกราะคุ้ม1กันทางกฎหมายและอำนาจรัฐให้กับอาณาจักรธุรกิจของนางเป็นที่เรียบร้อย
เมื่อกลับมาถึงเรือนพักยามเย็น บรรยากาศอบอุ่นอันเป็นเอกลักษณ์ก็เข้าปกคลุมบ้านหลังน้อย เว่ยหลางสวมผ้ากันเปื้อนลายดอกไม้ที่ดูขัดกับรูปร่างกำยำของนายทหารอย่างสิ้นเชิง เขากำลังยืนงละเมียดเคี่ยวซุปกระดูกหมูตุ๋นยาจีนในหม้อดินเผาใบใหญ่ กลิ่นหอมหวานของพุทราจีนและเก๋ากี้คละคลุ้งผสมผสานกับกลิ่นเครื่องเทศตุ๋นจนหอมกรุ่นไปทั่วทั้งหมู่บ้าน
ฟางเซียนเดินเข้าไปสวมกอดเอวสอบของสามีจากด้านหลัง ซบใบหน้าลงกับแผ่นหลังกว้างด้วยความเหนื่อยล้าที่เริ่มจางหาย "หอมจังเลยค่ะ... อ๋อ... หอมจังเลยครับ คุณนี่ทำอาหารเก่งขึ้นทุกวันจนฉัน... ผมเกรงว่าตัวเองจะติดใจฝีมือคุณจนไปไหนไม่รอดเสียแล้ว" นางเผลอหลุดคำพูดติดปากออกมาจนต้องรีบแก้เขิน
เว่ยหลางหัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดี เขายกทัพพีคนซุปเบาๆ ก่อนจะหันกลับมาโอบกอดภรรยาตัวน้อยเข้าสู่อ้อมอกที่อบอุ่น "ต่อให้เธอไม่ไปไหน ผมก็ยินดีปรนนิบัติภรรยาคนเก่งไปตลอดชีวิตอยู่แล้วครับ ว่าแต่วันนี้เหนี่ยวมาทั้งวัน ซุปกระดูกหมูตุ๋นรากบัวร้อนๆ ชามนี้ รับรองว่าช่วยฟื้นพลังให้คุณได้แน่"
ตักซุปเสร็จ เว่ยหลางก็ยกชามกระเบื้องลายครามที่มีควันกรุ่นลอยขึ้นมาวางบนโต๊ะอาหารไม้ไผ่ น้ำซุปสีทองใสแจ๋ว โรยหน้าด้วยผักชีฝรั่งซอยละเอียดและพริกไทยดำป่นใหม่ๆ ส่งกลิ่นหอมชวนน้ำลายสอ ฟางเซียนหยิบช้อนขึ้นมาตักน้ำซุปเข้าปาก รสชาติกลมกล่อม ละมุนลิ้น และอบอุ่นหัวفใจแผ่ซ่านไปทั่วร่าง
ทว่า ในขณะที่ทั้งสองกำลังดื่มด่ำกับช่วงเวลาแห่งความสุข เสียงเคาะประตูดังปึงปังอย่างรุนแรงจากด้านนอกก็ทำลายความเงียบสงบลงในพริบตา!
"เปิดประตูเดี๋ยวนี้! หลินฟางเซียน! สามีสารเลวของแก ออกมาต้อนรับแขกผู้สูงศักดิ์จากเมืองหลวงเดี๋ยวนี้!"
เสียงตะโกนเกรี้ยวกราดที่คุ้นเคยดังขึ้น พร้อมกับเงาร่างของใครบางคนพังประตูรั้วไม้ไผ่จนหักกระเด็น เว่ยหลางขมวดคิ้วมุ่น วางช้อนในมือลงทันที รังสีอำมหิตแผ่พุ่งออกมาจากตัวเขาราวกับจะแผดเผาทุกสิ่งที่ขวางหน้า เมื่อเปิดประตูออกไปเผชิญหน้า เขาก็ต้องพบกับชายวัยกลางคนในชุดสูทหรูหราสไตล์ตะวันตกผู้หนึ่ง ซึ่งกำลังยืนจ้องมองพวกเขาด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม พร้อมกับเอกสารลับฉบับหนึ่งที่ถืออยู่ในมือ—เอกสารที่ระบุตัวตนที่แท้จริงของหลินฟางเซียนก่อนที่จะย้อนเวลากลับมา!
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนผลงานของผมมาโดยตลอดนะครับ
พลิกวิกฤตหุ้นพันล้าน ขยี้ญาติทรยศให้จมดิน•ตอนที่ 36
พันธมิตรทางธุรกิจ
ผลงานโดย เซียนหุ้นย้อนเวลา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนหุ้นย้อนเวลา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พลิกวิกฤตหุ้นพันล้าน ขยี้ญาติทรยศให้จมดิน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!