เสียงกระแทกชามกระเบื้องเคลือบราคาถูกลงบนโต๊ะไม้เนื้อแข็งดังสะท้านเรือนหลังน้อย ตามมาด้วยน้ำเสียงแหลมสูงที่เจือความไม่พอใจอย่างปิดไม่มิดของแม่เฒ่าจาง
"นับวันเจ้ายิ่งทำตัวเหลวไหลใหญ่แล้วนะฟางเซียน! สามีทำงานเหน็ดเหนื่อยแทบตายที่ค่ายทหาร แต่เจ้ากลับเอาแต่ขังตัวอยู่ในครัวกับผักหญ้าพวกนี้ ปล่อยให้ผัวต้องกลับบ้านมาเจอความว่างเปล่ารึไง? เกิดเป็นสะใภ้บ้านจางแต่ทำตัวเหมือนคุณหญิงคุณนาย ข้าละอายใจแทนเว่ยหลางจริงๆ!"
หลินฟางเซียนมิได้สะดุ้งสะเทือน นางวางตะหลิวไม้ในมือลงบนอ่างเคลือบอย่างนุ่มนวล ท่าทีเยือกเย็นราวกับกำลังนั่งวิเคราะห์งบการเงินไตรมาสสุดท้ายของบริษัทมหาชน แววตาคู่คมกริบกวาดมองหญิงแก่ผู้เป็นแม่สามีที่ยืนเท้าสะเอวใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธขึง ก่อนจะเหลือบไปเห็นร่างสูงใหญ่ของพันจ่าเว่ยหลางที่เพิ่งก้าวพ้นธรณีประตูเข้ามา สีหน้าของนายทหารหนุ่มเหนื่อยล้าจากการฝึกภาคสนาม แต่ดวงตาคมกริบกลับฉายแววระคนสงสัยเมื่อเห็นบรรยากาศตึงเครียดในห้องครัว
"ท่านแม่... ใจเย็นก่อนครับ ข้าเพิ่งกลับมาถึง ได้กลิ่นอะไรหอมๆ ลอยมาตั้งแต่หน้าปากซอยเสียด้วยซ้ำ" เว่ยหลางเอ่ยเสียงทุ้มต่ำเพื่อคลี่1คลายสถานการณ์ สายตาของเขาอดไม่ได้ที่จะเหลือบมองไปยังเตาไฟที่มีหม้อดินเผาใบย่อมกำลังเดือดปุดๆ ส่งควันสีขาวกรุ่นพร้อมกลิ่นหอมล้ำลึกที่ปลุกเร้าความหิวโหยในกระเพาะให้ออกอาการประท้วง
"หอมอะไรกันเล่า! นอกเสียจากกลิ่นยาจีนบำรุงราคาแพงที่นังตัวดีนี่ผลาญเงินเดือนของเจ้าไปซื้อมาปรนเปรอตัวเอง!" แม่เฒ่าจางยังคงโวยวายไม่หยุด นางจ้องหน้าสะใภ้ด้วยความชิงชัง "เว่ยหลาง เจ้าต้องจัดการนางเสียบ้าง อย่าปล่อยให้มันได้ใจ..."
"เงินที่ข้าใช้ซื้อวัตถุดิบเหล่านี้ เป็นเงินที่ได้จากการนำสมุนไพรป่าไปขายในตลาดมืดเมื่อวานนี้ หาใช่เงินเดือนของสามีท่านไม่เจ้าค่ะ" ฟางเซียนกล่าวแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยแต่นุ่มนวล ทว่าทรงพลังจนแม่เฒ่าจางถึงกับชะงักอ้าปากค้าง นางหันไปสบตากับสามีด้วยรอยยิ้มบางเบาที่เปี่ยมด้วยเสน่ห์ "พี่เว่ยหลาง เหนื่อยมาทั้งวันแล้วใช่ไหมครับ ไปล้างหน้าล้างตาก่อนเถอะ อาหารมื้อนี้ข้าตั้งใจทำเป็นพิเศษเพื่อท่านโดยเฉพาะเลยนะ"
คำว่า 'เพื่อท่านโดยเฉพาะ' พร้อมสรรพนามและน้ำเสียงที่อ่อนโยนจนผิดหูผิดตา ทำเอาหัวใจของนายทหารหนุ่มผู้แข็งกระด้างกระตุกวูบ ความเหนื่อยล้าจากการฝึกซ้อมนับสิบชั่วโมงพลันมลายหายสิ้น เว่ยหลางพยักหน้ารับช้าๆ ความรู้สึกอุ่นวาบแผ่ซ่านขึ้นมาในอกอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
ตลอดหลายปีที่แต่งงานกัน มีแต่เสียงบ่นด่า ความอึดอัด และรอยน้ำตาของภรรยา หลินฟางเซียนในอดีตหวาดกลัวแม่เฒ่าจางจนไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าสบตาใคร แต่นับตั้งแต่เหตุการณ์วิกฤตครั้งก่อน สะใภ้คนนี้กลับเปลี่ยนไปราวกับคนละคน นางมีความมั่นใจ สุขุม เยือกเย็น และในยามนี้... นางกำลังยืนอยู่หน้าเตาไฟด้วยท่าทีของภรรยาผู้แสนเพียบพร้อม
บนโต๊ะอาหารในยามพลบค่ำ บรรยากาศเต็มไปด้วยความอึดอัดจากสายตาไม่พอใจของแม่เฒ่าจาง ทว่าบนจานกระเบื้องตรงหน้าเว่ยหลางกลับมีอาหารสามอย่างที่หน้าตาและกลิ่นอายแปลกประหลาดแต่น่ากินยิ่งนัก
จานแรกคือ 'หมูสามชั้นตุ๋นซีอิ๊วดำฮ่องเต้' เนื้อหมูถูกเคี่ยวจนเปื่อยนุ่ม สีน้ำตาลเข้มมันเงาส่งกลิ่นหอมของเครื่องเทศและน้ำตาลเคี่ยวอบอวล จานที่สองคือ 'ปลาทอดกรอบราดซอสสามรส' ที่ส่งกลิ่นเปรี้ยวหวานยั่วน้ำลาย และชามสุดท้ายคือ 'ซุปไก่ตุ๋นโสมป่า' ที่น้ำซุปใสแจ๋วแต่เต็มไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ
เว่ยหลางกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เขาลองคีบหมูสามชั้นเข้าปากเป็นคำแรก ทันทีที่ฟันกระทบลงไป ความนุ่มละมุนของไขมันที่แทบจะละลายในปากผสานกับรสชาติกลมกล่อมเค็มหวานกำลังพอดีก็ระเบิดขึ้นบนต่อมรับรส รสสัมผัสนี้ไม่ใช่แค่อาหารประทังชีวิต แต่มันคือศิลปะชั้นยอดที่แม้แต่ร้านอาหารในตัวเมืองยังไม่อาจเทียบเคียงได้
"นี่มัน..." เว่ยหลางเบิกตากว้างด้วยความทึ่ง เขามองหน้าภรรยาโดยลืมมารยาทบนโต๊ะอาหารไปชั่วขณะ "ฟางเซียน เจ้าไปเรียนรู้วิธีทำอาหารแบบนี้มาจากไหนกัน?"
"ข้าแค่ลองผิดลองถูกจากตำราเก่าๆ ที่ท่านพ่อเคยสะสมไว้น่ะครับ" ฟางเซียนตอบด้วยรอยยิ้ม นางตักข้าวใส่ถ้วยส่งให้สามีอย่างเอาใจใส่ "พี่ลองชิมซุปไก่ดูสิครับ ช่วยบำรุงกำลังและขับไล่ความหนาวเหน็บยามค่ำคืนได้ดีนัก"
แม่เฒ่าจางที่นั่งมองอยู่ฝั่งตรงข้าม กลืนน้ำลายอึกใหญ่โดยไม่รู้ตัว แม้ปากจะอยากเอ่ยคำดูถูกเหยียดหยามเพียงใด แต่กลิ่นหอมเย้ายวนที่ลอยเข้าจมูกร่วมกับสีสันอันน่ารับประทานของอาหารตรงหน้า ก็ทำเอาท้องของหญิงแก่ส่งเสียงร้องโครกคราออกมาอย่างน่าอับอาย นางขยับตัวอึดอัด พยายามทำเป็นเชิดหน้าหนีแต่สายตากลับเหลือบมองจานหมูสามชั้นตุ๋นอย่างหิวกระหาย
เว่ยหลางตักเนื้อหมูคำโตใส่ชามให้แม่ของตน พร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่เด็ดขาด "ท่านแม่ ลองชิมดูสักหน่อยเถอะครับ ฝีมือของฟางเซียนในวันนี้อร่อยจริงๆ ข้าเองก็ไม่เคยทานอะไรที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้มาก่อนเลย"
แม่เฒ่าจางทำท่าฮึดฮัด "ข้าไม่อยากกินของสิ้นเปลือง..." แต่สุดท้ายทนความหอมไม่ไหว นางจึงใช้ตะเกียบหนีบชิ้นหมูเข้าปากอย่างเสียไม่ได้ ทว่าทันทีที่เคี้ยว ดวงตาฝ้าฟางของหญิงแก่ก็เบิกกว้างขึ้น รสชาติอันล้ำลึกนี้ทำให้คำด่าทอที่เตรียมไว้ในลำคอต้องกลืนกลับลงไปอย่างเสียมิได้ นางรีบตักข้าวเข้าปากตามทันทีโดยลืมภาพลักษณ์ของแม่สามีผู้ทรงอำนาจไปเสียสนิท
หลินฟางเซียนนั่งมองภาพเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยรอยยิ้มมุมปากที่ซ่อนไว้ นางรู้ดีว่าในยุคสมัยที่ความอดอยากคุกคาม ปากท้องคืออาวุธที่ทรงพลังที่สุดในการซื้อใจคน การยึดกุมห้องครัวและกระเพาะอาหารของคนในบ้าน คือก้าวแรกในการสั่นคลอนอำนาจของแม่เฒ่าจาง และเป็นการมัดใจสามีสายเปย์ให้อยู่หมัดโดยไม่ต้องออกแรงทะเลาะ
ยามค่ำคืนล่วงเลย ความเงียบสงบเข้าปกคลุมเรือนน้อย หลอดไฟสีส้มสลัวส่องกระทบเงาของคนทั้งคู่ภายในห้องนอน เว่ยหลางไม่ได้รีบร้อนนอนเช่นทุกวัน เขานั่งมองภรรยาที่กำลังก้มหน้าก้มตาตรวจสอบสมุดบัญชีรายรับรายจ่ายด้วยความทึ่ง
"ฟางเซียน..." เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ นายทหารหนุ่มขยับเข้าไปใกล้ภรรยา ไออุ่นจากร่างกายของชายชาติทหารแผ่ซ้ำเข้ามาโอบล้อม "ช่วงนี้... เจ้าเปลี่ยนไปมากจริงๆ นะ ทั้งเรื่องการค้าขาย เรื่องการจัดการในบ้าน และ... ฝีมือทำอาหารของเจ้า"
ฟางเซียนวางพู่กันในมือลง นางเงยหน้าขึ้นสบตากับสามี ระยะห่างระหว่างกันในยามนี้ใกล้เสียจนได้ยินเสียงลมหายใจ กลิ่นกายสะอาดสะอ้านของชายหนุ่มเจือจางด้วยกลิ่นอายของความเป็นผู้นำ
"คนเราย่อมต้องเติบโตและเรียนรู้ที่จะปกป้องตัวเองและคนที่เรารักมิใช่หรือครับพี่เว่ยหลาง?" นางเอ่ยเสียงแผ่วเบา ทว่าแววตากลับลุ่มลึกราวกับมหาสมุทรที่ยากจะหยั่งถึง "หรือว่า... ท่านไม่ชอบภรรยาคนใหม่คนนี้?"
เว่ยหลางรีบส่ายหน้าทันที แววตาของนายทหารหนุ่มฉายแววรักใคร่และหลงใหลอย่างปิดไม่มิด มือหนาเอื้อมไปกุมมือเรียอบางของภรรยาไว้แน่น "ข้าชอบ... ข้าชอบเจ้าในตอนนี้เหลือเกิน ฟางเซียน เจ้าทำให้ข้าไม่อยากออกไปไหน อยากรีบกลับบ้านมาหาเจ้าทุกวัน..."
เขาก้มหน้าลงหมายจะประทับริมฝีปากลงบนหน้าผากมนของภรรยา ทว่าจู่ๆ เสียงเคาะประตูก็จู่โจมดังสนั่นหวั่นไหวขัดจังหวะความเป็นส่วนตัวยามวิกาลเสียก่อน!
*ปัง! ปัง! ปัง!*
"เปิดประตู! พันจ่าเว่ยหลาง! เปิดประตูเดี๋ยวนี้! มีคำสั่งด่วนจากกองบัญชาการทหารสูงสุด!"
เสียงตะโกนแหบเครือด้วยความร้อนรนของผู้ตรวจการค่ายทหารดังแทรกเข้ามาในความมืด พร้อมกับแสงคบเพลิงสว่างจ้าที่สาดส่องลอดรอยแตกของประตูกระทบเข้ากับใบหน้าของเว่ยหลางและหลินฟางเซียนที่เปลี่ยนสีไปในทันที...
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านช่วงเวลาวิกฤตนี้ไปพร้อมกับข้าพเจ้าในทุกตัวอักษรนะครับ!
พลิกวิกฤตหุ้นพันล้าน ขยี้ญาติทรยศให้จมดิน•ตอนที่ 7
อาหารมื้อค่ำที่เปลี่ยนใจคน
ผลงานโดย เซียนหุ้นย้อนเวลา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนหุ้นย้อนเวลา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พลิกวิกฤตหุ้นพันล้าน ขยี้ญาติทรยศให้จมดิน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!