"ถ้าผักกาดขาวต้นนี้มีรอยตำหนิแม้แต่ปลายใบเดียว ข้าจะยอมให้เจ้าหักเงินค่าเช่าแผงวันนี้ไปเลยครึ่งหนึ่ง!"
เสียงตวาดแหบพร่าของพ่อค้าคนกลางนาม 'เฉินต้าหู่' ดังสะท้อนก้องท่ามกลางความมืดมัวของตรอกด้านหลังตลาดสดเทศบาล ซึ่งเวลานี้เข็มนาฬิกายังไม่ทันชี้ผ่านตีสามครึ่งดีด้วยซ้ำ อากาศยามวิกาลของเมืองชายแดนอบอวลไปด้วยกลิ่นอับชื้นของดินโคลนและซากปลาเน่า แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาของบรรดาพ่อค้าแม่ค้าเถื่อนกลับไม่ใช่กลิ่นไม่พึงประสงค์เหล่านั้น หากแต่เป็นตะกร้าไม้ไผ่สานประณีตสามใบที่ตั้งอยู่ตรงหน้าหลินฟางเซียน
นางย่อกายลงเล็กน้อย ใบหน้าเรียบเฉยไร้ความหวาดหวั่น ดวงตากลมโตคู่นั้นกวาดมองประเมินคู่สนทนาอย่างเยือกเย็น ราวกับนักลงทุนผู้เจนจัดกำลังประเมินงบดุลบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ก่อนทุ่มเงินก้อนโต
"คำพูดของท่านเฉิน ถือเป็นสัญญาประชาคมได้หรือไม่ครับ... อ้อ ขออภัย ข้าหมายถึง ถือเป็นคำพูดที่ลูกผู้ชายพึงกระทำได้หรือไม่" หลินฟางเซียนจงใจเปลี่ยนสรรพนามและปรับน้ำเสียงให้มีความกวนประสาทเล็กน้อย นางแย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา แต่กลับทรงพลังพอที่จะทำให้พ่อค้าหน้าเลือดอย่างเฉินต้าหู่ชะงักไปชั่วขณะ
ในโลกที่ความอดอยากแผ่ขยายและกฎหมายควบคุมราคาสินค้าเข้มงวด ตลาดมืดแห่งนี้คือขุมทรัพย์สำหรับผู้มีเส้นสาย แต่สำหรับหลินฟางเซียน มันคือ 'กระดานหุ้นแห่งแรก' ที่นางจะใช้สร้างรากฐานความมั่งคั่ง
เมื่อคืนนี้ ภายในมิติสلاحวิเศษที่นางครอบครอง ผักคะน้าและกวางตุ้งเติบโตเร็วกว่าปกติถึงสิบเท่าตัวด้วยละอองน้ำทิพย์ อุณหภูมิและความชื้นถูกควบคุมอย่างไร้ที่ติ ใบของพวกมันจึงเขียวขจี อวบออ่น กรอบ และปราศจากร่องรอยของแมลงกัดแทะ แม้แต่ในยุคที่เทคโนโลยีการเกษตรก้าวหน้าที่สุดในโลกอนาคตที่นางจากมา ก็ยังหายากที่จะได้ผลผลิตที่สมบูรณ์แบบถึงเพียงนี้
หลินฟางเซียนเอื้อมมือไปหยิบผักคะน้าต้นหนึ่งขึ้นมา ชูขึ้นเหนือระดับสายตาให้แสงจากตะเกียงน้ำมันก๊าดส่องกระทบ ความเงางามของใบผักราวกับเคลือบด้วยหยกเนื้อดี ส่งกลิ่นหอมสดชื่นของผักออร์แกนิกแท้ๆ ลอยทะลวงความเหม็นอับของตลาดมืดจนผู้คนที่เดินผ่านไปมาต้องเหลียวมอง
เฉินต้าหู่กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ดวงตาหรี่เล็กจ้องมองผักในมือหญิงสาวราวกับเห็นทองคำแท่ง ตาแก่คนนี้ทำอาชีพรับซื้อของเถื่อนมาครึ่งชีวิต ย่อมรู้ดีว่าผักคุณภาพระดับนี้ไม่ได้หาได้ตามแปลงเกษตรกรรมทั่วไปในเขตนี้อย่างแน่นอน มันต้องเป็นของลักลอบนำเข้าจากฟาร์มทดลองระดับสูง หรือไม่ก็...
"เจ้า... ได้ผักพวกนี้มาจากไหน?" เฉินต้าหู่ลดเสียงลงต่ำ ก้าวเข้าไปใกล้หมายจะกดดัน
ทว่า ก่อนที่พ่อค้าคนกลางจะได้ทันขยับตัวเข้าประชิด ร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่มในชุดทหารนอกเครื่องแบบก็ก้าวเข้ามาบังหน้าภรรยาไว้พอดิบพอดี ไหล่กว้างและแผ่นหลังที่ตรงแน่วแผ่รังสีความน่าเกรงขามออกมาอย่างเงียบเชียบ พันจ่าเว่ยหลางไม่ได้พูดอะიสโก้เก๋ เขาเพียงแค่ปรายตามองเฉินต้าหู่ด้วยสายตาดุดันราวกับพญาอินทรีมองเหยื่อ มือหนาวางทักทายอยู่บนด้ามมีดพกที่เหน็บไว้ที่เอวอย่างหลวมๆ แต่มีความหมายชัดเจน
*ถ้ารนหาที่ตาย ก็ลองขยับเข้ามาดู*
เฉินต้าหู่สะดุ้งสุดตัว ถอยหลังกรูดไปสามก้าว ใบซีดเผือดลงทันตาเห็น แม้เขาจะมีอิทธิพลในตลาดมืด แต่ก็เป็นเพียงอันธพาลท้องถิ่น ย่อมไม่กล้ามีเรื่องกับทหารประจำการที่มีเบื้องหลังและร่างกายกำยำล่ำสันถึงเพียงนี้ โดยเฉพาะทหารที่สายตาเต็มไปด้วยไอสังหารจางๆ เช่นเว่ยหลาง
"วะ... ว่าแต่ราคาเท่าไหร่?" เฉินต้าหู่เปลี่ยนเรื่องทันที น้ำเสียงสั่นเทาเล็กน้อย ความโลภเข้าครอบงำจิตใจเมื่อคำนวณกำไรที่จะได้รับหากนำผักเหล่านี้ไปส่งให้ภัตตาคารใหญ่ในตัวเมือง
"ราคาน่ะหรือครับ" หลินฟางเซียนก้าวออกมาจากด้านหลังแผ่นหลังกว้างของสามี นางยิ้มรับด้วยท่าทีผ่อนคลาย "ห้าเท่าของราคาตลาดทั่วไป... และต้องจ่ายเป็นเงินสดเท่านั้น ห้ามติดเชื่อ"
"ห้าเท่า?! เจ้าบ้าไปแล้วรึนังเด็กนี่! ผักทองคำรึไงถึงขายราคานี้!" เฉินต้าหู่ร้องเสียงหลง ตาสองข้างเบิกกว้างด้วยความตกใจ
"ถ้าท่านคิดว่าแพง ก็เชิญไปหาซื้อผักใบเหลืองเหี่ยวๆ ที่ตลาดทางการเอาเองเถอะครับ แต่อย่าลืมนะว่า ตอนนี้ทางการกำลังตรวจเข้มเรื่องการกักตุนอาหาร ผักสดๆ ไร้ตำหนิไร้ร่องรอยการใช้สารเคมีเช่นนี้ ในรัศมีร้อยลี้ มีเพียงตะกร้าสามใบนี้เท่านั้นที่ท่านจะหาได้" หลินฟางเซียนย้อนกลับด้วยน้ำเสียงนิ่มนวลแต่เชือดเฉือนทุกคำพูด ราวกับคมมีดที่กรีดลงบนผลประโยชน์ของอีกฝ่ายอย่างแม่นยำ
นางรู้ดีว่าความขาดแคลนสร้างมูลค่าได้เสมอ ในตลาดหุ้น ข่าวลือเรื่องการขาดแคลนสินค้าคือตัวจุดชนวนให้ราคาพุ่งทะยาน ในตลาดมืดแห่งนี้ก็เช่นกัน
เฉินต้าหู่หน้าดำคร่ำเครียด สมองคำนวณตัวเลขอย่างรวดเร็ว ผักพวกนี้ต่อให้ขายแพงแค่ไหน ภัตตาคารหรูในตัวเมืองก็พร้อมแย่งชิงกันซื้อเพื่อเอาใจลูกค้ากระเป๋าหนักอยู่ดี ชนชั้นสูงพวกนั้นไม่เคยเสียดายเงิน ขอแค่ได้ของที่ดีที่สุดขึ้นโต๊ะอาหาร
"ตกลง! ข้าเอาทั้งหมด!" เฉินต้าหู่กัดฟันกรอด ควักกระเป๋าเงินผ้าดิบออกมา นับธนบัตรยับยี่ยื่นให้อย่างเจ็บปวด "ทั้งหมดนี่ สามสิบหยวน ห้ามต่อรองอีก!"
หลินฟางเซียนรับปึกเงินมา พลิกดูความถูกต้องอย่างรวดเร็วด้วยความคุ้นชิน นิ้วเรียวยาวกรีดธนบัตรทีละใบอย่างแม่นยำ สามสิบหยวนในยุคสมัยนี้ มากพอที่จะซื้อข้าวสาลีได้หลายกระสอบ และเทียบเท่ากับเงินเดือนของคนงานโรงงานเกือบสองเดือนเต็ม! นี่คือกำไรก้อนโตครั้งแรกที่ได้จากการใช้มิติลับอย่างเต็มรูปแบบ
นางเก็บเงินเข้ากระเป๋าเสื้ออย่างมิดชิด ก่อนจะพยักหน้าให้เว่ยหลางช่วยยกตะกร้าส่งมอบให้กับพ่อค้าคนกลาง
"ยินดีที่ได้ร่วมธุรกิจกันนะครับ หวังว่าโอกาสหน้าเราจะได้พบกันใหม่" หลินฟางเซียนกล่าวด้วยรอยยิ้มการค้า ก่อนจะหันหลังเดินเคียงคู่ไปกับสามีหนุ่ม ทิ้งให้เฉินต้าหู่ยืนมองตามด้วยความรู้สึกผสมปนเประหว่างความเจ็บใจและทึ่งในความสามารถของหญิงสาว
ลมหนาวพัดโชยยามใกล้รุ่ง ทว่าหัวใจของหลินฟางเซียนกลับอบอุ่นและพองโต นางรู้ดีว่านี่เป็นเพียงก้าวแรกเท่านั้น ตระกูลจางที่คอยกดขี่ข่มเหงนางในบ้านหลังนั้นจะต้องชดใช้ในสิ่งที่เคยทำอย่างสาสม เมื่อมีเงินทุนในมือ กฎเกณฑ์ทุกอย่างบนกระดานนี้ย่อมเปลี่ยนไปตามที่นางต้องการ
"เหนื่อยไหมครับภรรยา" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามอย่างอ่อนโยน ขณะที่มือหนาเอื้อมมาจับมือเรียวของนางที่ซุกอยู่ในกระเป๋าเสื้อโค้ทเพื่อเพิ่มความอบอุ่น
หลินฟางเซียนเงยหน้าขึ้นมองสามีผู้ซื่อสัตย์ ดวงตาของเขาสعสะท้อนภาพเงาของนางอย่างชัดเจน ความเหนื่อยล้าจากการค้าขายเมื่อครู่มลายหายไปจนสิ้น นางบีบมือตอบกลับเบาๆ
"ไม่เหนื่อยเลยครับพี่เว่ยหลาง... แต่ตอนนี้ ท้องของผมเริ่มส่งเสียงร้องแล้วล่ะครับ เช้านี้เราแวะซื้อกระดูกหมูสดกับแป้งสาลีคุณภาพดีที่ตลาดด้านหน้าสักหน่อยดีกว่า ผมจะทำเมนูเด็ดให้ทาน"
เว่ยหลางหัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดี ดวงตาคมเข้มทอประกายความตามใจภรรยาเต็มเปี่ยม "ตามใจเจ้าเลย วันนี้ไม่ว่าภรรยาอยากได้อะไร พี่จะจ่ายให้หมด"
ทั้งสองเดินเคียงคู่กันออกจากตรอกมืดมิด มุ่งหน้าสู่แสงแรกของวันที่กำลังจะมาถึง ทว่า ในจังหวะที่ทั้งคู่กำลังก้าวพ้นมุมตึกเพื่อออกไปยังถนนใหญ่ สายตาของหลินฟางเซียนก็เหลือบไปเห็นเงาร่างคุ้นเคยร่างหนึ่งยืนพิงผนังตึกรออยู่ก่อนแล้ว—เงาร่างของแม่เฒ่าจางผู้เป็นแม่สามี ที่ถือตะกร้าหวายเก่าๆ และกำลังจ้องมองมาที่พวกเขาด้วยแววตาวาวโรจน์เต็มไปด้วยความสงสัยและริษยา!
นางมาทำอะไรที่ตลาดมืดแห่งนี้ในยามวิกาลเช่นนี้ได้... หรือว่านางแอบสะกดรอยตามเรามาตั้งแต่บ้าน?!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางพลิกชะตากรรมและสัมผัสความอบอุ่นปลายจวักไปพร้อมกันนะครับ!
พลิกวิกฤตหุ้นพันล้าน ขยี้ญาติทรยศให้จมดิน•ตอนที่ 4
ตลาดมืดแห่งแรก
ผลงานโดย เซียนหุ้นย้อนเวลา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนหุ้นย้อนเวลา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พลิกวิกฤตหุ้นพันล้าน ขยี้ญาติทรยศให้จมดิน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!