กระบี่เมามาย ทลายฟ้าตัดกิเลส•ตอนที่ 5

กฎสามข้อของการร่วมทาง

ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
“หากก้าวล้ำเข้ามาอีกเพียงครึ่งก้าว หัวของเจ้าจะมิได้อยู่บนบ่า” เสียงกล่าวราบเรียบทว่าแฝงจิตสังหารอันเยือกเย็นราวกับน้ำค้างแข็งในเหมันตฤดูหลุดออกมาจากริมฝีปากบางเฉียบของมู่หรงเสวี่ย นางไม่ได้แม้แต่จะเหลือบมองเงาร่างที่เพิ่งก้าวพ้นม่านหมอกทมิฬด้วยซ้ำ นิ้วเรียวยาวดุจหยกขาวกุมด้ามกระบี่ประจำกายแน่นจนข้อต่อนิ้วขึ้นสีขาวซีด ปราณกระบี่เหมันต์แผ่ขยายออกรอบตัวจนพื้นดินรัศมีสิบจั้งถูกปกคลุมด้วยเกล็ดน้ำแข็งสีขาวโพลนในพริบตา บุคคลปริศนาเบื้องหน้าหยุดชะงักฝีปาก เสียงหัวเราะแหבריกแห้งราวกับกระดาษทรายถูกับก้อนหินดังลอดออกมาจากลำคอของมัน “ฮี่ๆๆ... สมคำร่ำลือ สมกับที่เป็นศิษย์เอกแห่งสำนักกระบี่เหมันต์ รังสีอำมหิตนี่ช่างหอมหวานเสียจริง... แต่ก็น่าเสียดาย ที่พวกเจ้าทั้งสองคน ไม่มีทางเดินออกไปจากหุบเขาอสูรคลั่งนี่ได้อีกแล้ว” หลี่เฟยเทียนหรี่ตาลง ประกายตาดุดันฉายแววเจ้าเล่ห์เช่นเคย เขายกไหสุราขึ้นกระดกอึกใหญ่ น้ำสุราฤทธิ์แรงไหลรินผ่านมุมปากลงมาตามลำคอแกร่ง กลิ่นสุราสมุนไพรฟุ้งกระจายตัดกับกลิ่นอายความตายรอบตัวอย่างสิ้นเชิง “โธ่เอ๋ย แม่นางมู่หรง... อย่าเพิ่งใจร้อนเดือดดาลไปสิครับ” หลี่เฟยเทียนส่งเสียงกลั้วหัวเราะ พรางใช้มือซ้ายปัดเศษใบไม้ที่ปลิวมาโดนไหล่ “คนผู้นี้ยังไม่ได้บอกเลยว่าพก ‘สิ่งนั้น’ มาด้วยหรือไม่ เหตุใดจึงรีบต้อนรับขับสู้เขาด้วยกระบี่น้ำแข็งเล่มงามเช่นนั้นเล่า หรือว่า... เจ้ากลัวว่าข้าจะแย่งซีนเด่นของเจ้าไปกันล่ะ?” มู่หรงเสวี่ยตวัดสายตาดุจคมกระบี่มามองเขาแวบหนึ่ง น้ำเสียงนางเย็นยะเยือกเสียจนอุณหภูมิรอบตัวลดฮวบลงอีกหลายองศา “หุบปากของเจ้าเสีย หลี่เฟยเทียน! หากเจ้ายังทำตัวไร้สาระและส่งเสียงเอะอะเช่นนี้อีก ข้าจะตัดลิ้นเจ้าก่อนที่มันจะได้ลิ้มรสสุราโสมพันปีของเจ้าเสียด้วยซ้ำ” “โหดร้าย... ช่างเป็นสตรีที่ไร้ซึ่งความเมตตากรุณาต่อเพื่อนร่วมทางเสียจริง” หลี่เฟยเทียนแสร้งทำเป็นยกมือขึ้นกุมหน้าอกราวกับเจ็บปวดรวดร้าวอย่างยิ่งยวด ทว่านัยน์ตาคมกริบกลับมิได้ละไปจากเงาร่างในความมืดแม้แต่น้อย เขารู้ดีว่าปราณที่แผ่ออกมาจากบุคคลปริศนานี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น มันคือปราณโลหิตหมื่นศพ วิชาต้องห้ามของพรรคมารที่สูญหายไปกว่าร้อยปี เหตุใดจึงมาปรากฏตัวที่นี่? และเป้าหมายของมันคืออะไรกันแน่? เงาร่างปริศนาค่อยๆ ก้าวเท้าพ้นม่านหมอก เผยให้เห็นใบหน้าครึ่งซีกที่ถูกปกคลุมด้วยรอยแผลเป็นน่าเกลียดน่ากลัว ดวงตาสีแดงฉานดุจโลหิตจ้องมองมาที่หลี่เฟยเทียนราวกับสัตว์ป่ากระหายเหยื่อ “หลี่เฟยเทียน... อาจารย์ของเจ้าตายไปอย่างอนาถ ลืมเลือนแม้กระทั่งหลุมฝังศพ... แล้วเจ้ายังกล้ามาทำตัวสำราญรื่นเริงดื่มสุราอยู่กลางแดดลมเช่นนี้อีกหรือ? ช่างอกตัญญูยิ่งนัก!” สิ้นคำพูดนั้น บรรยากาศรอบตัวก็ระเบิดออกด้วยแรงกดดันมหาศาล ปราณโลหิตพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าจนเมฆหมอกแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน เงาร่างปริศนาพุ่งทะยานเข้าใส่ด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ มือคู่นั้นกางออกเป็นกรงเล็บพญามาร หวังจะฉีกกระชากหัวใจของหลี่เฟยเทียนให้แหลกคามือ! “ระวัง!” มู่หรงเสวี่ยอุทานเบาๆ ร่างบางวาดกระบี่ออกจากฝักในพริบตา แสงสีฟ้าครามเจิดจ้าบาดตาพุ่งแหวกอากาศออกไปดุจดาวตก ปราณกระบี่เหมันต์ปะทะเข้ากับกรงเล็บโลหิตอย่างจัง เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าผ่า คลื่นกระแทกกระจายออกเป็นวงกว้าง ต้นไม้ใบหญ้ารอบบริเวณแหลกสลายกลายเป็นผุยผงในชั่วพริบตา ทว่า มู่หรงเสวี่ยกลับต้องขมวดคิ้วมุ่น นางพบว่าพลังของอีกฝ่ายแปลกประหลาดนัก ปราณโลหิตนี้สามารถกัดกร่อนความเย็นของกระบี่เหมันต์ได้อย่างน่าประหลาดใจ ในจังหวะชุลมุนนั้นเอง หลี่เฟยเทียนหาได้ขยับเขยื้อนหลบหนีไม่ เขากลับยืนพิงโขดหิน ยกไหสุราขึ้นซดอีกอึกหนึ่งอย่างไม่สะทกสะท้าน ก่อนจะพ่นละอองสุราออกไปเบื้องหน้า ละอองสุรานั้นเมื่อกระทบกับแสงจันทร์และปราณโลหิต กลับแปรเปลี่ยนเป็นอักขระสุราไร้ลักษณ์นับพันตัว ลอยเคว้งคว้างกลางอากาศแล้วพุ่งเข้าตรึงจุดชีพจรของเงาร่างปริศนาราวกับห่าฝนเข็มเงิน! “อาร์ค... วิชาอันใดกัน?!” เงาร่างปริศนากรีดร้องด้วยความเจ็บปวด ร่างกายแข็งทื่อลงชั่วขณะเพราะถูกฤทธิ์สุราสะกดจุดชีพจรไว้ มู่หรงเสวี่ยไม่รอช้า นางใช้เคล็ดวิชาตัวเบาพุ่งทะยานขึ้นฟ้า ปลายกระบี่จ่อชิดที่ลำคอของมารร้ายผู้นั้นในเสี้ยวลมหายใจ “บอกข้ามา ใครเป็นผู้บงการพวกเจ้า? และเป้าหมายของการตามล่าพวกเราคืออะไร?” เงาร่างปริศนากระตุกยิ้มอย่างน่ากลัว เลือดสีดำไหลรินออกจากมุมปาก มันหัวเราะร่วน “ฮ่าๆๆ... สำนักกระบี่เหมันต์... ลัทธิสุราไร้ลักษณ์... พวกเจ้าคิดว่ากำจัดข้าได้แล้วจะปลอดภัยงั้นหรือ? ผิดถนัด! หุบเขาอสูรคลั่งแห่งนี้... บัดนี้ได้กลายเป็น ‘หลุมศพ’ ของพวกเจ้าเรียบร้อยแล้ว!” สิ้นเสียงนั้น ร่างกายของมันก็สั่นเทาอย่างรุนแรง ดวงตาทั้งสองข้างเบิกโพลงกว้าง ก่อนที่เลือดสดๆ จะทะลักพุ่งออกมาจากทวารทั้งเจ็ด ร่างของมันระเบิดออกกลายเป็นละอองเลือดสลายหายไปกับสายลมอย่างไร้ร่องรอย—เป็นการฆ่าตัวตายด้วยวิชาลับขั้นสูงที่ไม่ยอมให้ศัตรูได้เบาะแสใดๆ เพิ่มเติม ความเงียบงันเข้าปกคลุมพื้นที่อีกครั้ง มีเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบาและกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งไปทั่วบริเวณ มู่หรงเสวี่ยเก็บกระบี่เข้าฝัก ใบหน้ายังคงเรียบเฉยดุจน้ำแข็ง แต่นัยน์ตาคู่สวยกลับเต็มไปด้วยความระแวดระวัง นางหันมามองบุรุษผู้ยืนกวนประสาทอยู่เบื้องหลัง เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเย็นเฉียบขาด “เหตุการณ์เมื่อครู่พิสูจน์แล้วว่า การเดินทางครั้งนี้อันตรายเกินกว่าที่คนไร้สาระเช่นเจ้าจะรับมือไหว เพื่อความปลอดภัยของตัวเจ้าเอง... และเพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ข้า นับตั้งแต่นินทาลมฟ้าอากาศนี้เป็นต้นไป เจ้าจะต้องปฏิบัติตาม ‘กฎสามข้อของการร่วมทาง’ อย่างเคร่งครัด มิฉะนั้น... อย่าหาว่าข้าไม่เตือน” หลี่เฟยเทียนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นที่มุมปากอีกครั้ง เขาประสานมือคารวะอย่างขอไปที “โอ้? กฎสามข้อของแม่นางมู่หรงผู้สูงส่ง ย่อมต้องน่าสนใจยิ่งนัก ไหนลองว่ามาสิครับ ว่าข้าผู้ต่ำต้อยจะต้องทำตัวเรียบร้อยปานผ้าพับไว้เช่นไรบ้าง?” มู่หรงเสวี่ยก้าวเข้าไปประชิดตัวเขา รังสีความเย็นแผ่ซ่านจนหลี่เฟยเทียนสัมผัสได้ถึงความจริงจังในแววตานั้น นางยื่นนิ้วเรียวยาวขึ้นมานับทีละข้อด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด “ข้อแรก... ห้ามแตะต้องตัวข้าโดยเด็ดขาด หากมีเหตุจำเป็นต้องสัมผัส จงใช้ปราณหรือสิ่งของกั้นไว้ มิฉะนั้นมือข้างนั้นของเจ้าจะหลุดออกจากร่าง” “ข้อที่สอง... ห้ามส่งเสียงดังเอะอะโกลาหล ห้ามพูดจาไร้สาระหรือกวนประสาทข้าตลอดการเดินทาง” “และข้อที่สาม... ห้ามดื่มสุราเด็ดขาด! กลิ่นสุราบ้าๆ ของเจ้ามันรบกวนสมาธิในการโคจรปราณเซียนของข้า!” หลี่เฟยเทียนอ้าปากค้างเล็กน้อย ไหสุราในมือแทบจะร่วงหล่นลงพื้น ดวงตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึงเป็นครั้งแรก ตั้งแต่เกิดมาจนถึงป่านนี้ ไม่เคยมีสตรีหน้าไหนกล้าตั้งกฎบ้าบอห้ามเขาดื่มสุราและห้ามแตะต้องตัวมาก่อนเลยในชีวิต! “เดี๋ยวก่อนนะ แม่นางมู่หรง...” หลี่เฟยเทียนหัวเราะแห้งๆ พรางโบกมือปฏิเสธพัลวัน “ข้อแรกกับข้อสองพอกล้อมแกล้มรับได้ แต่ข้อที่สาม... ห้ามดื่มสุรา? นี่เจ้ากำลังฆ่าคนทางอ้อมชัดๆ! หากข้าไม่ได้ดื่มสุรา วิชากระบี่สุราไร้ลักษณ์ของข้าจะร่ายรำได้อย่างไรเล่า?” มู่หรงเสวี่ยหันหลังให้เขาทันที นางก้าวเดินนำหน้าไปตามเส้นทางแคบๆ ที่ทอดตัวเข้าสู่หุบเขาลึก ทิ้งท้ายด้วยประโยคสั้นๆ ที่ราบเรียบราวน้ำแข็งสลัก “นั่นไม่ใช่เรื่องของข้า... หากเจ้าทนไม่ไหว ก็จงไสหัวกลับไปเสีย” หลี่เฟยเทียนยืนมองแผ่นหลังบางระหงที่กำลังเดินห่างออกไปเรื่อยๆ รอยยิ้มกวนประสาทค่อยๆ เลือนหายไปจากใบหน้า แทนที่ด้วยประกายตาคมล้ำลึกที่แฝงไปด้วยความท้าทาย เขายกไหสุราขึ้นกระดกอีกอึกสุดท้าย ก่อนจะโยนมันทิ้งลงพื้นจนแตกกระจาย แล้วสาวเท้าก้าวตามนางไปอย่างไม่รีบร้อน ทว่า ในวินาทีที่หลี่เฟยเทียนก้าวผ่านซุ้มประตูหินโบราณที่สลักลวดลายประหลาดเข้าสู่เขตชั้นในของหุบเขาอสูรคลั่ง จู่ๆ แผ่นดินเบื้องล่างก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรงราวกับภูเขาไฟกำลังจะระเบิด อักขระโบราณนับหมื่นตัวบนผนังหินรอบด้านส่องแสงสีทองเจิดจ้าขึ้นพร้อมกันอย่างไร้ที่มา และเสียงกระซิบอันแหบพร่าจากความมืดมิดเบื้องหน้า ก็ดังสะท้อนก้องกังวานเข้าสู่โสตประสาทของพวกเขาทั้งสองคนอย่างชัดเจน... *“ยินดีต้อนรับสู่... ประตูแห่งการสังเวย... วิญญาณดวงแรก... ใครจะเป็นผู้เซ่นไหว้ก่อนกัน?”* ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปพร้อมกับวิถีกระบี่อันเมามายนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่เมามาย ทลายฟ้าตัดกิเลส นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%