กระบี่เมามาย ทลายฟ้าตัดกิเลส•ตอนที่ 11

วิชาบำเพ็ญคู่ครอง?

ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
“หากเจ้ายังดื้อดึงโคจรปราณฝืนวิถีเช่นนี้ เกรงว่าโลหิตทั่วร่างคงได้ทะลักออกทางทวารทั้งเจ็ดก่อนที่พิษ ‘เหมันต์ผลาญวิญญาณ’ จะทันได้กัดกินหัวใจของเจ้าเสียอีก” เสียงทุ้มต่ำเจือกระแสความระคนระอาใจดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันภายในถ้ำศิลาอัคคี หลี่เฟยเทียนในยามนี้ไม่ได้มีท่าทีสำรวมเยี่ยงจอมยุทธ์ผู้ทรงคุณธรรมแม้แต่น้อย เขานั่งขัดสมาธิอยู่เบื้องหน้าสตรีผู้เลอโฉมแต่เย็นชาดั่งน้ำแข็งพันปี ดวงตาคมกริบจับจ้องร่างระหงที่สั่นเทิ้มไปด้วยความเจ็บปวด เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มกรอบหน้าขาวเนียนราวหยกสลัก มู่หรงเสวี่ยกัดริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด ความเย็นยะเยือกแผ่ซ่านออกจากร่างของนางจนหยาดน้ำค้างบนผนังถ้ำกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีคราม นางพยายามใช้วิชากระบี่เหมันต์กดขี่พิษร้ายในชีพจร แต่ยิ่งต้านทาน พิษประหลาดนั้นยิ่งตีกลับรุนแรงดั่งคลื่นยักษ์ซัดสาดเข้าใส่ฝั่งผา “หุบปาก… ของเจ้าไปเสีย หลี่เฟยเทียน…” เสียงหวานที่เคยราบเรียบและเย็นชาบัดนี้สั่นเครือและแหบพร่า นางปรือตาขึ้นมองบุรุษผู้กวนประสาทด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความดื้อรั้น “ข้า… สำนักกระบี่เหมันต์… ไม่ต้องการความเวทนาจากจอมยุทธ์นอกรีตเช่นเจ้า” “เวทนาหรือ? แม่นางมู่ ท่านช่างเข้าใจข้าผิดถนัดแล้ว” หลี่เฟยเทียนหัวเราะในลำคอเบาๆ ยกไหสุราข้างกายขึ้นจิบอึกใหญ่ กลิ่นหอมกรุ่นของสุราทลายฟ้าลอยคละคลุ้งตัดกับไอความเย็นเยียบในบรรยากาศ “ข้าเพียงแต่เสียดายฝีมือกระบี่อันล้ำเลิศ และ… เสียดายใบหน้าอันงดงามล่มเมืองนี้ หากต้องกลายเป็นรูปปั้นน้ำแข็งไร้ชีวิต ชีพจรทั่วร่างแหลกสลาย ข้าคงนอนตายตาไม่หลับเป็นแน่” พูดจบ ร่างของหลี่เฟยเทียนก็พลันสั่นสะเทือนเบาๆ *ตูม!* คลื่นพลังมหาศาลระเบิดออกมาจากจุดตันtian (ตันเถียน) ของเขาอย่างไร้สัญญาณเตือน ขอบเขตพลังที่เคยติดค้างอยู่ ณ ขอบเขตหลอมรวมปราณขั้นสมบูรณ์พุ่งทะยานผ่านกำแพงไร้รูปร่างราวกับกระบี่คมกริบตัดผ่านแผ่นกระดาษ เสียงคำรามต่ำดั่งมังกรหลับไหลสะท้อนก้องกังวานในห้วงวิญญาณ อากาศรอบกายบิดเบี้ยวเป็นระลอกคลื่น พลังฟ้าดินหลั่งไหลทะลักเข้าสู่ร่างของเขาดั่งอุทกภัยไร้ทางออก ขอบเขตปฐพีขั้นที่หนึ่ง! หลี่เฟยเทียนทะลวงผ่านคอขวดที่เหล่าจอมยุทธ์นับไม่ถ้วนต้องติดอยู่ชั่วชีวิตได้อย่างง่ายดาย ไอปราณสีครามเข้มข้นผสมผสานกับกลิ่นอายสุราไร้ลักษณ์แผ่ซ่านกดทับจนมู่หรงเสวี่ยถึงกับหายใจติดขัด นางเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกตะลึง ในวัยเพียงเท่านี้ เขาหลุดพ้นจากขอบเขตหลอมรวมปราณก้าวเข้าสู่ขอบเขตปฐพีแล้ว ผู้ใดจะคาดคิดว่าคนผู้นี้จะมีพรสวรรค์น่ากลัวถึงเพียงนี้ “เจ้า… ทะลวงผ่านแล้ว?” มู่หรงเสวี่ยเอ่ยเสียงแผ่วเบา “นั่นเป็นเพียงผลพลอยได้จากการดื่มสุราเคล้าลมหนาวต่างหาก” หลี่เฟยเทียนแย้มยิ้มมุมปาก รอยยิ้มนั้นเปี่ยมด้วยความมั่นใจและ… ความเจ้าเล่ห์ที่ทำให้นางหมั่นไส้ “แต่ตอนนี้ ปัญหาเร่งด่วนไม่ใช่การบรรลุ วิชาของข้า แต่เป็นธาตุไฟที่กำลังจะเข้าแทรกในร่างของท่านต่างหากเล่า แม่นางมู่” เขยิบกายเข้าไปใกล้ร่างระหงอย่างรวดเร็วจนอีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัว หลี่เฟยเทียนยื่นมือหนาออกไปหมายจะกดจุดชีพจรเพื่อสกัดกั้นพิษ แต่มู่หรงเสวี่ยสัญชาตญาณไวเหนือคน *เคร้ง!* กระบี่เหมันต์ข้างกายสั่นไหว ปลายกระบี่คมกริบพุ่งจ่อเข้าที่ลำคอของหลี่เฟยเทียนทันทีโดยไม่ต้องชักออกจากฝักเต็มกระบวนท่า แววตานางฉายประกายสังหารวับวาม “อย่าบังอาจแตะต้องตัวข้า… ถอยไป!” หลี่เฟยเทียนมิได้สะทกสะท้านแม้แต่น้อย ปลายกระบี่ที่จ่ออยู่ห่างจากผิวเนื้อเพียงมิลลิเมตรเดียวไม่ทำให้เขากะพริบตา เขากลับยกมือขึ้นสองข้างอย่างยอมจำนน แต่แววตากลับพราวระยับด้วยประกายเจ้าเล่ห์ “ถ้าข้าถอยตอนนี้ เกรงว่าพรุ่งนี้เช้าขคงได้จัดงานศพให้ว่าที่ยอดฝีมือแห่งสำนักกระบี่เหมันต์เป็นแน่แท้” เขาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่จริงจังขึ้น “พิษเหมันต์ผลาญวิญญาณไม่ได้แก้ด้วยการใช้ลมปราณต้านทาน แต่มันต้องใช้ ‘การหลอมรวมหยินหยาง’ เพื่อปรับสมดุลธาตุในร่างกาย” มู่หรงเสวี่ยชะงัก สีหน้าเปลี่ยนเป็นเย็นชาขึ้นอีกหลายส่วน “เจ้าหมายความว่าอย่างไร…?” “หมายความว่า… เราต้องโคจรลมปราณร่วมกัน หรือที่ในยุทธภพฝ่ายมารมักเรียกว่า…” หลี่เฟยเทียนโน้มใบหน้าเข้าไปกระซิบข้างใบหูของนาง แผ่วเบาแต่ชัดเจนทุกถ้อยคำ “วิชาบำเพ็ญคู่ครอง” สิ้นคำพูดนั้น อุณหภูมิรอบกายราวกับหยุดนิ่งลงชั่วขณะ มู่หรงเสวี่ยชะงักค้างดั่งถูกสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางกระหม่อม ใบหน้าที่เคยเยือกเย็นดั่งน้ำแข็งบัดนี้ปรากฏร่องรอยของความตกตะลึงและรอยแดงระเรื่อลามเลียขึ้นมาถึงใบหูอย่างห้ามไม่อยู่ นางจ้องมองบุรุษเบื้องหน้าด้วยสายตาที่ทั้งโกรธขึงและสับสนระคนกัน “เจ้า… คนไร้ยางอาย! ใครจะไปบำเพ็ญคู่ครองกับเจ้ากัน!” “อ้าว ถือว่าข้าช่วยชีวิตท่านนะ แม่นางมู่ หรือท่านยอมตายพร้อมความบริสุทธิ์ดีกว่าจะยอมให้จอมยุทธ์กวนประสาทอย่างข้าแตะต้องตัว?” หลี่เฟยเทียนเลิกคิ้วขึ้นอย่างไม่ยี่หรา “ว่าอย่างไรล่ะ? เวลาของท่านเหลือไม่มากแล้วนะ” ดวงตาคู่สวยของมู่หรงเสวี่ยสั่นไหวอย่างรุนแรง ความเจ็บปวดจากการถูกพิษกัดกินหัวใจเริ่มแล่นริ้วขึ้นมาอีกระลอกจนร่างกายของนางทรุดฮวบลงสู่อ้อมกอดของหลี่เฟยเทียนอย่างไม่อาจฝืนทาน ไอกระบี่เย็นเฉียบปะทะเข้ากับแผงอกอุ่นร้อนของเขา เกิดเป็นละอองไอน้ำจางๆ ลอยคละคลุ้ง หลี่เฟยเทียนรวบร่างบางเข้ามาแนบชิด สัมผัสได้ถึงความหนาวเหน็บที่เสียดแทงทะลุเสื้อผ้า รอยยิ้มกวนประสาทเมื่อครู่จางหายไปแทนที่ด้วยแววตาจริงจังล้ำลึก เขาประคองร่างของนางให้นั่งขัดสมาธิเผชิญหน้ากัน ฝ่ามือทั้งสองข้างประกบเข้าหากันกับฝ่ามือเรียวบางของนาง แผ่พุ่งปราณขอบเขตปฐพีขั้นที่หนึ่งที่เพิ่งทะลวงผ่านเข้าสู่ร่างของนางเพื่อกดดันพิษร้าย “ตั้งสมาธิ… อย่าต่อต้านข้า” เสียงทุ้มกระซิบข้างริมฝีปากของนางอย่างอ่อนโยน ผิดกับมาดกวนประสาทเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง มู่หรงเสวี่ยหลับตาลงอย่างจำยอม นางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสงบจิตใจ ปล่อยให้กระแสพลังอุ่นร้อนของหลี่เฟยเทียนไหลทะลักเข้าสู่เส้นชีพจรที่เย็นเฉียบ ทว่า ในขณะที่ลมปราณหยินและหยางกำลังหลอมรวมเข้าหากันเพื่อขับไล่พิษร้าย ทันใดนั้นเอง— *เปรี้ยง!* เสียงสายฟ้าฟาดคำรามกึกก้องสนั่นหวั่นไหวราวกับท้องฟ้ากำลังจะฉีกขาดออกเป็นเสี่ยงๆ พลังงานปริศนาดวงหนึ่งพุ่งทะลวงผ่านค่ายกลป้องกันรอบถ้ำเข้ามาด้วยความเร็วราวกับดาวตก แรงระเบิดมหาศาลซัดสาดฝุ่นควันและเศษหินกระเด็นไปทั่วบริเวณ หลี่เฟยเทียนลืมตาโพลง พลางดึงร่างมู่หรงเสวี่ยเข้าหาตัวเพื่อปกป้องจากแรงกระแทก ดวงตาคมกริบมองไปยังปากถ้ำที่บัดนี้ปรากฏเงาร่างของบุคคลลึกลับผู้หนึ่ง สวมหน้ากากเงินลายอสูร และที่สำคัญที่สุด… บนเสื้อคลุมของมันปักสัญลักษณ์รูป ‘บุปผาโลหิต’ ที่เขาจดจำได้ไม่มีวันลืม! ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งแรงใจให้กระบี่เหมันต์และสุราไร้ลักษณ์ก้าวข้ามบททดสอบนี้ไปด้วยกันนะครับ!
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่เมามาย ทลายฟ้าตัดกิเลส นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%