กระบี่เมามาย ทลายฟ้าตัดกิเลส•ตอนที่ 3

จอมยุทธ์ปากดีกับนางเซียนปากร้าย

ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
"ถอยไป." วาจาสามคำนี้หลุดออกมาจากเรียวปากบางเฉียบดั่งกลีบเหมันต์ของมู่หรงเสวี่ย มันไม่ใช่คำขอร้อง แต่มันคือประกาศิตแห่งความตายจากปากของนางเซียนผู้ไม่เคยไว้หน้าผู้ใด หลี่เฟยเทียนไม่แม้แต่จะขยับกาย เขายังคงนั่งยองๆ อยู่บนซากปรักหักพังของศาลเจ้าร้าง มือข้างหนึ่งถือไหสุราเซรามิกที่บิ่นมุม ยกขึ้นจิบของเหลวสีอำพันรสร้อนแรงราวกับเพลิงผลาญอย่างไม่รีบร้อน สายตาของเขาจับจ้องไปยังเงาร่างมหึมาในชุดคลุมสีเลือดที่ยังคงแผ่ไอสังหารเข้มข้นจนอากาศรอบด้านบิดเบี้ยวเป็นระลอกคลื่น "แม่นางมู่ เจ้าใจร้อนเกินไปแล้วนะครับ" หลี่เฟยเทียนหัวเราะในลำคอ ดวงตาหรี่ลงครึ่งหนึ่งอย่างเกียจคร้าน "คนผู้นั้นอยู่ในขอบเขตบูรพาขั้นสมบูรณ์ พลังปราณโลหิตของมันหลอมรวมเข้ากับจิตวิญญาณแห่งความแค้นมานับร้อยปี หากเจ้าพุ่งเข้าไปด้วยกระบี่เหมันต์อย่างไร้ชั้นเชิง เกรงว่าน้ำแข็งพันปีของสำนักเจ้าคงได้กลายเป็นเลือดสดๆ อาบแผ่นดินเสียก่อน" "หุบปาก!" มู่หรงเสวี่ยสะบัดข้อมือเบาๆ กระบี่เจตภูตเหมันต์ในมือส่งเสียงกรีดร้องแหลมสูงราวกับภูตผีร่ำไห้ ไอเย็นยะเยือกแผ่พุ่งเป็นวงกว้างจนพื้นดินรอบตัวนางกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีขาวโพลนในพริบตา นางเกลียดชังความกวนประสาทของบุรุษผู้นี้เสียยิ่งกว่าสิ่งใด ยิ่งเห็นท่าทีลอยชายไม่ทุกข์ร้อนของเขา นางยิ่งรู้สึกเหมือนมีเพลิงโทสะสุมอยู่ในอก แต่ทว่า... ในใจลึกๆ ของนาง ย่อมรู้ดีว่าคำเตือนของหลี่เฟยเทียนนั้นไม่ผิดเลยแม้แต่น้อย เงาร่างในชุดคลุมสีเลือดมิได้ขยับเขยื้อน มันยืนตระหง่านอยู่บนยอดเสาหักพัง ดวงตาสสีแดงฉานใต้ฮู้ดกว้างจ้องมองคนทั้งสองราวกับมองมดปลวก ไอปราณสีเลือดพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าย้อมหมู่เมฆยามค่ำคืนให้กลายเป็นสีชาด ประหนึ่งโลหิตที่หลั่งรินจากสรวงสวรรค์ "หลี่เฟยเทียน... มู่หรงเสวี่ย..." เสียงแหบพร่าราวกับเสียงเสียดสีของโลหะดังขึ้น สะท้อนก้องไปทั่วหุบเขา "พวกเจ้าคิดจริงๆ หรือว่า การตามล่า 'ป้ายวิญญาณโลหิต' จะนำพาพวกเจ้าไปสู่ความจริง? ฮ่าๆๆ... โง่เขลา! เบาะแสที่พวกเจ้าถือครองอยู่ในมือเป็นเพียงเศษกระดูกที่สุนัขมันแทะทิ้งไว้เท่านั้น!" สิ้นเสียงคำราม เงาร่างนั้นก็สลายกลายเป็นหมอกโลหิตพุ่งเข้าใส่คนทั้งสองด้วยความเร็วที่เหนือกว่าสายฟ้าแลบ! *เปรี้ยง!* มู่หรงเสวี่ยตอบสนองอย่างรวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด ร่างเพรียวบางพลิ้วกายถอยหลังพร้อมกับตวัดกระบี่สร้างม่านน้ำแข็งหนาทึบขึ้นเบื้องหน้า แต่อานุภาพของหมอกโลหิตกลับรุนแรงเกินทานทน ม่านน้ำแข็งแตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ แรงปะทะทำให้นางกระเด็นถอยหลังไปหลายก้าว ลมหายใจติดขัดจนใบหน้าขาวซีดเผือด ทว่า ในเสี้ยววินาทีที่ความเป็นความตายทาบทับอยู่ตรงหน้า หลี่เฟยเทียนที่เคยนั่งทำตัวสบายๆ กลับหายตัวไปจากจุดเดิมอย่างไร้ร่องรอย! *ฟุบ!* เงาร่างของจอมยุทธ์พเนจรปรากฏขึ้นเบื้องหน้ามู่หรงเสวี่ยราวกับภูตผี มือขวาของเขาไม่ได้ถือกระบี่ แต่ถือไหสุราที่เปิดปากไสลด์สาดของเหลวสีอำพันออกไปเป็นสาย น้ำสุราผสมผสานกับเคล็ดวิชาสุราไร้ลักษณ์ กลายเป็นม่านพลังโปร่งใสแต่หนักหน่วงราวกับภูเขาพันลูกเข้าปะทะกับหมอกโลหิตอย่างจัง! *ตูมมม!* คลื่นกระแทกจากการปะทะระเบิดออกเป็นวงกว้าง พื้นดินรอบศาลเจ้าร้างยุบตัวลงกลายเป็นหลุมลึกหลายฉือ ฝุ่นควันและเศษซากหินดินปลิวว่อนไปทั่วสารทิศ หลี่เฟยเทียนพ่นลมหายใจยาวเหยียด ร่างกายเซถอยหลังไปสามก้าว มุมปากมีคราบเลือดสีสดไหลซึมออกมาเล็กน้อย แต่แววตายังคงมีความขี้เล่นและเย่อหยิ่งเจืออยู่เช่นเดิม "เจ้า..." มู่หรงเสวี่ยเบิกตากว้างเล็กน้อย นางไม่คาดคิดว่าคนกวนประสาทผู้นี้จะเอาชีวิตเข้ามารับการโจมตีแทนตน นางเม้มริมฝีปากแน่น เอ่ยเสียงลอดไรฟัน "ใครใช้ให้เจ้ามายุ่งเรื่องของข้า? ข้าสะสางเองได้!" "โธ่ แม่นางมู่ น้ำใจงามของข้าถูกเจ้าเหยียบย่ำอีกแล้วกระมัง" หลี่เฟยเทียนยกมือขึ้นเช็ดเลือดที่มุมปาก ยิ้มเยาะ "หากเจ้าตายอยู่ที่นี่ ใครจะช่วยข้าถือสุราล่ะ? อีกอย่าง... เจ้ากับข้าต่างก็ถือครองเบาะแส 'แผนที่สุสานบรรพชน' คนละครึ่งแผ่น หากเจ้าตายไป ข้าไม่กลายเป็นคนเดียวที่ต้องแบกรับความซวยนี้หรอกหรือ?" มู่หรงเสวี่ยแค่นเสียงฮึดฮัดในลำคอ นางรู้ดีว่าแผนที่ในอกเสื้อของนางกับเศษกระดาษเก่าๆ ที่หลี่เฟยเทียนได้มาจากซากศพสำนักมารเมื่อวานนี้ คือกุญแจดอกเดียวที่จะไขปริศนาการตายของอาจารย์ทั้งสองฝ่าย การร่วมมือกันจึงเป็นหนทางเดียวที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ว่านางจะอยากเอาด้ามกระบี่ฟาดหน้ากวนๆ ของเขาให้คว่ำสักสบรอบก็ตาม "หุบปากแล้วตามมา" มู่หรงเสวี่ยกล่าวสั้นๆ ก่อนจะทะยานร่างพุ่งตรงไปยังทิศทางที่หมอกโลหิตหลบหนีไปเมื่อครู่ ทิ้งให้หลี่เฟยเทียนส่ายหัวเบาๆ ด้วยความระอา "ผู้หญิงอะไร เย็นชาเสียยิ่งกว่าน้ำแข็งพันปี... แต่ก็น่าสนใจไม่หยอก" หลี่เฟยเทียนหัวเราะในลำคอ กระชับไหสุราในมือแน่น ก่อนจะทะยานร่างตามเงาร่างสีขาวของนางเซียนหายไปในความมืดมิดของผืนป่าทึบเบื้องหน้า ทว่า ในขณะที่ทั้งคู่กำลังเร่งรุดติดตามเบาะแสสำคัญนั้น สัญชาตญาณดิบของจอมยุทธ์สายอักษรโลหิตกลับกรีดร้องเตือนภัยอย่างรุนแรง ความเงียบงันที่ผิดปกติเข้าปกคลุมผืนป่า ไม่มีเสียงแมลง ไม่มีเสียงลม มีเพียงกลิ่นอายประหลาดที่ค่อยๆ โชยมาแตะจมูก—กลิ่นหอมหวานของดอกไม้ยามวิกาล... แต่ทว่าเจือด้วยกลิ่นคาวเลือดที่เข้มข้นจนน่าสะพรึงกลัว มู่หรงเสวี่ยที่พุ่งนำอยู่เบื้องหน้าชะงักฝีเท้าลงกะทันหัน ร่างบางหยุดนิ่งอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่ ใบหน้าสวยหวานฉายแววตื่นตระหนกเป็นครั้งแรก นางหันกลับมาสบตากกับหลี่เฟยเทียนที่ตามมาติดๆ และในวินาทีนั้นเอง... ต้นไม้รอบกายนับร้อยต้นก็แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน รากไม้หนาเตอะนับไม่ถ้วนพุ่งขึ้นมาจากพื้นดินราวกับงูพิษนับพันตัว ล้อมรอบตัวคนทั้งสองไว้ทุกทิศทาง พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่ดังมาจากความว่างเปล่า "ยินดีต้อนรับสู่... ค่ายกลโลหิตหมื่นศพ ที่ที่พวกเจ้าจะต้องฝังร่างไว้ด้วยกัน" *คลิกอ่านตอนต่อไป... ก่อนที่เงื้อมมือมรณะจะกระชากวิญญาณของพวกเขาทั้งคู่!* --- ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าฟันยุทธภพอันโหดร้ายนี้ไปด้วยกันนะครับ - เซียนสุราเมามาย
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่เมามาย ทลายฟ้าตัดกิเลส นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%