นางร้ายสายสตรอง ปฏิวัติวิถีฟาร์มหลวง•ตอนที่ 9

งานเทศกาลและการค้าครั้งใหญ่

ผลงานโดย ดัชเชสโพดำ
เสียงหัวเราะเยาะหยันที่ดังเซ็งแซ่เมื่อครู่พลันเงียบกริบ ราวกับมีใครเอาคีมเหล็กมาบีบลำคอของฝูงชนหน้าเรือนตระกูลหลินไว้พร้อมกัน สายตาทุกคู่จับจ้องไปยังร่างระหงของหลินฟางเซียนที่ก้าวพ้นธรณีประตูออกมาอย่างสง่างาม นางไม่ได้สวมชุดขาวไว้ทุกข์หรือชุดมอซอเช่นวันวาน ทว่าอาภรณ์ผ้าไหมปักลายเถาไม้เลื้อยสีเขียวก้านบัวรับกับใบหน้ารูปไข่ที่แต่งแต้มอย่างประณีต ส่งให้ดวงตากลมโตคู่นั้นทั้งคมกริบและทรงอำนาจจนแทบไม่มีใครกล้าสบตาตรง ๆ เบื้องหลังของนางคือเว่ยอิง สามีหนุ่มผู้มีรูปร่างสูงใหญ่ราวกับภูเขาผา เขายืนกอดอกใบหน้าเรียบเฉย ทว่าแววตาดุดั่งพญาอินทรีที่กวาดมองฝูงชนทำให้คนใจเสาะถึงกับถอยกรูดไปสามก้าว "พวกเจ้า... ดูเหมือนจะว่างงานกันมากกระมัง ถึงได้มายืนส่งเสียงเห่าหอนหน้าเรือนของผู้อื่นยามวิกาลเช่นนี้" เสียงหวานใสเอ่ยขึ้น ทว่ากังวานก้องกังสดาลและเจือรอยยิ้มเย็นเยียบ "หากไม่มีธุระอันใดเป็นชิ้นเป็นอัน ข้าเกรงว่าคงต้องเชิญท่านผู้ตรวจการเขตมาช่วยไต่สวนเสียหน่อยแล้ว ว่าข้อหาบุกรุกเค้าสถานและก่อความวุ่นวายยามวิกาล มีโทษโบยสักกี่ครั้งกัน" ฮูหยินรองหลิน ผู้เป็นอาสะใภ้ที่เคยตามมารังควาน ถลึงตาใส่ด้วยความแค้นเคือง นางอ้าปากเตรียมจะแผดเสียงด่าทอตามนิสัยเดิม ทว่าเมื่อปะทะเข้ากับสายตาคมกริบของเว่ยอิงที่ขยับตัวก้าวมาบังภรรยาครึ่งก้าว ร่างอวบอ้วนนั้นก็สะดุ้งเฮือก กลืนคำพูดทั้งหมดลงคอไปอย่างยากลำบาก "ฟางเซียน! นี่เจ้ากล้าขู่ญาติสนิทมิตรสหายอย่างนั้นหรือ!" เสียงแหลมสูงตวาดขัดความกลัว "พวกเราแค่จะมาทวงสิทธิ์... ทวงทรัพย์สินที่ควรจะเป็นของตระกูลหลินคืนต่างหาก! สินค้าแปลกประหลาดที่พวกเจ้าเอาไปขายเก็งกำไรในตลาดเมืองหลวงจนร่ำรวยผิดหูผิดตา นั่นมันสมบัติที่ใช้ชื่อตระกูลหลินสร้างขึ้นมานะยะ!" ฟางเซียนหลุดหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่ฟังดูไพเราะราวกับกระดิ่งเงิน แต่กลับทำให้คนฟังรู้สึกหนสันหลังวาบ นางก้าวเท้าเข้ามาใกล้กลุ่มคนเหล่านั้นช้า ๆ ทุกย่างก้าวเปี่ยมด้วยความมั่นใจ ราวกับพญาหงส์ที่กำลังเดินตรวจตราอาณาจักรของตน "สมบัติของตระกูลหลินหรือเจ้าคะ?" นางทวนคำพล้ำพรายรอยยิ้มเยาะ "ตอนที่ข้ากับสามีถูกขับไล่ออกจากตระกูลโดยไม่มีแม้แต่เบี้ยแดงเดียวเพื่อประทังชีวิต พวกท่านอยู่ที่ใดกัน? ตอนที่ข้าต้องอดมื้อกินมื้อนอนหนาวเหน็บในกระท่อมปลายนา พวกท่านเคยส่งข้าวสักเมล็ดมาให้หรือไม่? บัดนี้ เมื่อข้าใช้หยาดเหงื่อแรงกายและสติปัญญาของตนเองพลิกฟื้นผืนดิน จนผลิต 'น้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์' และ 'ชาสมุนไพรทิพย์' ออกมาวางขายจนสร้างชื่อเสียงก้องเมืองหลวง กลับมีหน้ามาอ้างสิทธิ์ว่าเป็นสมบัติของตระกูล หน้าหนาเช่นนี้... ข้าเกรงว่าแผ่นดินที่พวกท่านเหยียบอยู่คงจะสึกกร่อนไปหมดแล้วกระมัง" คำพูดที่เชือดเฉือนโดยไม่ต้องใช้กำลังแม้แต่น้อย ทำเอาฮูหยินรองหน้าดำคร่ำเครียดด้วยความอับอาย ขณะที่ฝูงชนเริ่มซุบซิบกันหนาหู ความจริงเรื่องตระกูลหลินเคยทอดทิ้งบุตรสาวคนนี้เป็นที่เลื่องลือในละแวกนี้อยู่แล้ว การที่ฟางเซียนลุกขึ้นมาสู้และตบหน้าคนพวกนี้ด้วยความสำเร็จ จึงกลายเป็นเรื่องเล่าขานที่ผู้คนต่างสะใจยิ่งนัก เว่ยอิงเหลือบมองภรรยาแวบหนึ่ง มุมปากหยักลึกยกขึ้นเป็นรอยยิ้มภาคภูมิใจ เขาขยับมือไปกุมกระบี่ข้างกายเบื้องหน้าเพียงเล็กน้อย เพื่อส่งสัญญาณเตือนว่า หากใครกล้าแตะต้องนางแม้แต่ปลายนิ้ว เขาพร้อมจะใช้กฎหมายทหารจัดการขั้นเด็ดขาด "เอาล่ะ หากหมดธุระแล้ว ก็ไสหัวไปเสีย" เว่ยอิงเอ่ยเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจ "มิฉะนั้น... ข้าคงต้องใช้วิธีของค่ายทหารในการเคลียร์พื้นที่หน้าบ้าน" สิ้นคำพูดนั้น ฝูงชนและบรรดาญาติจอมปลอมต่างพากันแตกฮือถอยร่นราวกับฝูงนกกระจอกตื่นไฟ ไม่ถึงเค้าโครงความอาจหาญเมื่อครู่อีกต่อไป ฮูหยินรองหลินได้แต่กัดฟันกรอดด้วยความแค้นเคือง ทว่าจำใจต้องสะบัดหน้าหนีตามคนอื่นไปอย่างเสียหน้า เมื่อความเงียบสงบกลับคืนมาสู่เรือน ฟางเซียนจึงถอนหายใจยาว นางหันกลับมาสบตากับสามีที่มองนางด้วยแววตาอ่อนโยนผิดกับยามเผชิญหน้าคนนอกลิบลับ "เหนื่อยหรือไม่?" เว่ยอิงเอ่ยถามเสียงนุ่ม มือหนายื่นไปปัดปอยผมที่เคลียแก้มเนียนของภรรยาอย่างทะนุถนอม "เหนื่อยอะไรกันเจ้าคะ เรื่องแค่นี้ยังเทียบไม่ได้กับการวางแผนเปิดร้านค้าในตลาดใหญ่พรุ่งนี้เลย" ฟางเซียนยิ้มกว้าง ดวงตาเป็นประกายระยิบระยับด้วยความตื่นเต้น นางคว้ามือสากของสามีมากุมไว้ "ไปเถอะเจ้าค่ะ พรุ่งนี้เราต้องตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อไปจับจองพื้นที่ทำเลทองในงานเทศกาลประจำปี ข้าเตรียมสินค้าล็อตใหญ่ไว้ในมิติเรียบร้อยแล้ว รับรองว่างานนี้ตระกูลหลินและคู่แข่งทางการค้าคนอื่น ๆ ได้อกแตกตายกันถ้วนหน้าแน่" รุ่งอรุณแห่งวันงานเทศกาลประจำปีมาเยือนพร้อมกับเสียงกลองเฉลิมฉลองและกลิ่นอายความคึกคักที่อบอวลไปทั่วทั้งเมืองหลวง ตลาดการค้าสายหลักเนืองแน่นไปด้วยผู้คนจากทั่วสารทิศ ธงหลากสีสะบัดไหวตามแรงลม ทว่าจุดที่ผู้คนต่างพากันเบียดเสียดและรุมล้อมมากที่สุดในเวลานี้ กลับเป็นแผงลอยค้าขายขนาดกลางที่ตกแต่งอย่างประณีตสะดุดตา ป้ายไม้สลักตัวอักษรวิจิตรบรรจงว่า **"เรือนหอมหมื่นลี้"** แขวนเด่นเป็นสง่า กลิ่นหอมหวานละมุนลไมของขนมอบสูตรพิเศษที่ผสมผสานระหว่างวัตถุดิบโบราณและเทคโนโลยีการแปรรูปจากมิติลับ ลอยฟุ้งกระจายไปทั่วรัศมีร้อยเมตร เรียกน้ำย่อยของผู้คนที่เดินผ่านไปมาให้ต้องหยุดชะงัก "นี่คืออะไรกัน? เหตุใดจึงมีกลิ่นหอมเย้ายวนใจเช่นนี้!" เสียงอุทานด้วยความทึ่งดังขึ้นจากคุณหนูตระกูลใหญ่ผู้หนึ่งที่ยืนอยู่หน้าแผง หลินฟางเซียนในชุดอาภรณ์สีม่วงอ่อนปักดิ้นเงิน ยืนแย้มรอยยิ้มต้อนรับลูกค้าด้วยกิริยาอาการที่คล่องแคล่วและเป็นกันเอง นางกำลังใช้คีมเงินคีบขนมเปี๊ยะไส้ทะลักแป้งบางกรอบที่เพิ่งออกจากเตาร้อน ๆ วางลงบนใบตองสะอาด ส่งควันกรุ่นกรุ่นน่ารับประทาน "เรียนคุณหนู นี่คือ 'เปี๊ยะหิมะน้ำผึ้งพันปี' เจ้าค่ะ แป้งด้านนอกบางกรอบละลายในปาก ไส้ด้านในทำจากถั่วกวนเนียนละเอียดผสมผสานกับน้ำผึ้งป่าแท้และดอกไม้นานาพรรณ หวานน้อยแต่หอมละมุนลิ้น ทานคู่กับ 'ชาอู่หลงหอมหมื่นลี้' ที่ช่วยตัดเลี่ยน จะยิ่งเพิ่มรสชาติให้ล้ำเลิศเกินบรรยายเจ้าค่ะ" เสียงหวานเจื้อยแจ้วอธิบายสรรพคุณอย่างคล่องแคล่ว เรียกเสียงกลืนน้ำลายจากผู้คนที่ยืนรุมล้อมได้เป็นอย่างดี ไม่เพียงเท่านั้น ด้านข้างยังมีเว่ยอิงที่ถอดคราบแม่ทัพผู้เย็นชา มาสวมบทบาทพ่อค้าหนุ่มรูปร่างกำยำคอยช่วยตักชาและจัดการกับหีบสมบัติรับเงินอย่างกระฉับกระเฉง รอยยิ้มจาง ๆ ที่นาน ๆ ครั้งเขาจะปรากฏบนใบหน้าคมคาย ยิ่งทำให้คุณหนูและสตรีในเมืองหลวงต่างพากันใจเต้นรัวจนแทบจะแย่งกันควักตั๋วเงินออกมาซื้อสินค้า ยอดขายพุ่งทะยานอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ สินค้าล็อตแรกที่เตรียมมาสำหรับครึ่งวันเช้า ถูกกว้านซื้อจนหมดเกลี้ยงภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม! เสียงนับเงินในหีบไม้ดังกรุ๊งกริ๊งไม่ขาดสาย สร้างความอิจฉาริษยาให้กับบรรดาพ่อค้าแม่ขายเจ้าถิ่นที่ตั้งแผงอยู่ใกล้เคียงเป็นอย่างมาก ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังดำเนินไปอย่างชื่นมื่นและทำกำไรเป็นกอบเป็นกำนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักหน่วงและเสียงประกาศก้องกังวานด้วยอำนาจก็ดังแทรกเข้ามาฝ่าฝูงชน "หลีกทาง! หลีกทางหน่อย! ท่านเสนาบดีกรมการคลังเสด็จ!" ฝูงชนที่กำลังรุมล้อมต่างแตกฮูด้วยความตกใจ รีบหลีกทางให้เป็นช่องกว้าง ร่างอ้วนท้วมในชุดขุนนางชั้นผู้ใหญ่ของเสนาบดีกรมการคลังก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่หน้าแผง "เรือนหอมหมื่นลี้" ด้วยใบหน้าบึ้งตึง ดวงตาหรี่เล็กกวาดมองสินค้าที่หมดเกลี้ยงด้วยแววตาประเมินค่า ฟางเซียนหุบยิ้มเล็กน้อย นางส่งสายตาส่งสัญญาณให้เว่ยอิงยืนนิ่ง ๆ ก่อนจะย่อกายทำความเคารพตามธรรมเนียมอย่างสง่างาม "คารวะท่านเสนาบดีเจ้าค่ะ ไม่ทราบว่าท่านให้เกียรติมาเยี่ยมเยียนแผงเล็ก ๆ ของเราด้วยเหตุอันใดหรือเจ้าค่ะ?" เสนาบดีกรมการคลังแค่นเสียงฮึดฮัดในลำคอ ปลายคางเชิดขึ้นสูงด้วยความถือดี "ข้าได้ยินมาว่ามีคนบังอาจเปิดร้านค้าขายสินค้าแปลกประหลาดโดยไม่ได้รับอนุญาตจากสมาคมการค้าหลวง แถมยังผูกขาดวัตถุดิบหายากอย่างน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ไว้แต่เพียงผู้เดียว เจ้าเป็นสตรีสามัญชนแท้ ๆ กล้าดีอย่างไรถึงมากวาดผลประโยชน์ตัดหน้าพ่อค้าคนอื่นเช่นนี้!" บรรยากาศรอบบริเวณพลันเงียบกริบลงทันตาเห็น ผู้คนต่างกลั้นหายใจรอฟังว่านางร้ายสายสตรองผู้นี้จะแก้สถานการณ์อย่างไรเมื่อต้องเผชิญหน้ากับอำนาจมืดของขุนนางใหญ่ ฟางเซียนมิได้แสดงอาการหวาดกลัวแม้แต่น้อย นางเงยหน้าขึ้นสบตาขุนนางเฒ่าตรง ๆ รอยยิ้มมั่นใจผุดขึ้นที่มุมปากอีกครั้ง ก่อนที่นางจะเอ่ยประโยคที่ทำให้ทุกคนต้องอึ้งค้าง... "...ท่านเสนาบดีเจ้าคะ ท่านแน่ใจหรือว่าสินค้าของข้า 'ไม่มีใบอนุญาต'?" นางหยิบม้วนกระดาษประทับตราหยกสีแดงสดออกจากแขนเสื้อ แล้วคลี่ออกช้า ๆ เผยให้เห็นตราประทับจากองค์จักรพรรดิที่ประทานอำนาจสิทธิ์ขาดให้แก่ "เรือนหอมหมื่นลี้" ในการค้าขายทั่วอาณาจักรอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เสนาบดีกรมการคลังเบิกตากว้างจนแทบถลอกจากเบ้า ใบหน้าอ้วนท้วมเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำสลับขาวทันที --- ขอขอบพระคุณรี้ดдерที่น่ารักทุกท่านที่ติดตามการเดินทางของนางร้ายสายสตรองผู้ไม่เคยยอมจำนนต่อโชคชะตา แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
สารจากนักเขียน (ดัชเชสโพดำ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นางร้ายสายสตรอง ปฏิวัติวิถีฟาร์มหลวง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%