"เงินจำนวนสามแสนตำลึงทองนี้ ท่านเสนาบดีจะเลือกจ่ายเป็นตั๋วแลกเงินสดจากธนาคารหลวง หรือจะให้ข้าพเจ้าไปเบิกตรงจากห้องคลังของตระกูลท่านด้วยตัวเองดีล่ะคะ?"
น้ำเสียงหวานใสทว่าเฉียบคมราวกับใบมีดที่เคลือบด้วยยาพิษดังขึ้นกลางห้องโถงรับรอง เสนาบดีกรมการคลังเบิกตากว้างจนแทบถลอกจากเบ้า ใบหน้าอ้วนท้วมเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำสลับขาวทันที เหงื่อกาฬเม็ดโตผุดพรายเต็มขมับจนเส้นผมเปียกลู่ ไร้ซึ่งท่าทีโอหังเย่อหยิ่งเช่นตอนก้าวเข้ามาเหยียบเรือนไร่ตระกูลเว่ยเมื่อยามสาย
หลินฟางเซียนนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลักอย่างสบายอารมณ์ ในมือเรียวบางถือถ้วยกระเบื้องเคลือบสีมรกตที่กำลังส่งไอความร้อนกรุ่นของชาดอกอู่หลงชั้นเลิศ
รอยยิ้มประดับบนเรียวปากบางของนางช่างดูงดงามแต่กลับสร้างความหนาวสะท้านไปถึงขั้วหัวกระดูกแก่ผู้พบเห็น ใครเล่าจะคาดคิดว่าสตรีที่เคยถูกตราหน้าว่าเป็น 'นางร้าย' ไร้สมองและดีแต่สร้างเรื่องอับอายขายหน้าผู้นี้ จะสามารถใช้หลักฐานบัญชีสัญญาสกปรกและการค้าขายลับๆ ของขุนนางกังฉินมาพลิกเกมบีบเค้นเสนาบดีผู้มีอำนาจล้นฟ้าให้คุกเข่าอยู่แทบเท้าได้ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม
"คุณ... คุณผู้หญิงหลิน เรื่องนี้... เกรงว่าเราน่าจะเจรจากันด้วยไมตรีจิตได้มากกว่านี้นะขอรับ" เสนาบดีหนูตกถังข้าวสารเอ่ยเสียงสั่นเทา พยายามฝืนยิ้มประจบประแจงทั้งที่น้ำตาแทบจะไหลพราก "สามแสนตำลึงทองมัน... มันมากเกินไปสำหรับเบี้ยหวัดข้าราชการอย่างข้า..."
"มากหรือคะ?" ฟางเซียนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ดวงตากลมโตเป็นประกายวาววับด้วยความเฉลียวฉลาด นางวางถ้วยชาลงบนโต๊ะกระทบกันเบาๆ เกิดเสียงก้องกังวานในความเงียบงัน "เทียบกับการที่ท่านแอบลักลอบระบายข้าวหลวงออกไปขายให้ชนเผ่าทางเหนือ จนทำให้ทหารแนวหน้าของสามีข้าต้องอดอยากจนต้องกินหญ้าประทังชีวิต... เงินแค่นี้ยังน้อยไปด้วยซ้ำสำหรับการซื้อลมหายใจเน่าเฟะของท่านนะคะ"
บรรยากาศในห้องโถงเย็นเยียบลงทันตาเห็น ทหารยักษ์ใหญ่ที่ยืนอารักขาอยู่ด้านหลังก้าวออกมาก้าวหนึ่งโดยพร้อมเพรียงกัน แรงกดดันจากไอสังหารของค่ายทหารรบพิเศษแผ่ซ่านจนเสนาบดีร่างอ้วนเข่าอ่อนยวบลงไปกองกับพื้น พนมมือไหว้ปะหลกๆ อย่างน่าสมเพช
ทว่า ในขณะที่เกมการเมืองกำลังดำเนินไปถึงจุดเข้มข้น สายตาคมกริบอีกคู่หนึ่งที่แอบมองผ่านม่านโปร่งกลับไม่ได้จับจ้องไปยังท่าทีหวาดกลัวของเสนาบดีผู้นั้นเลย
แม่ทัพเว่ยอิงยืนกอดอกพิงเสาเรือนด้วยใบหน้าเรียบเฉย นัยน์ตาคมดุจเหยี่ยวคู่นั้นกวาดมองภรรยาตัวน้อยตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ความรู้สึกระคนทึ่งและสงสัยอัดแน่นอยู่ในอก
เขารู้จักฟางเซียนดี... ภรรยาของเขาไม่เคยมีความรู้เรื่องการทำบัญชีซับซ้อน ไม่เคยเดินทางไปป์กิ่ง ไม่เคยมีเส้นสายกับพ่อค้าตลาดมืดระดับชาติ แล้วนางไปเอา 'สมุดบัญชีลับ' เล่มนี้มาจากไหน? ยิ่งไปกว่านั้น... เมื่อครู่ตอนที่นางต้องการเอกสารยืนยันหลักฐานด่วน นางเพียงแค่สะบัดแขนเสื้อเข้าไปหยิบมันออกมาจาก 'ความว่างเปล่า' ชั่วพริบตาเดียว!
เว่ยอิงหรี่ตาลงอย่างใช้ความคิด ความเงียบงันและสัญชาตญาณของยอดแม่ทัพสนามรบกำลังบอกเขาว่า สตรีที่นอนเคียงข้างเขามาหลายเดือนและร่วมฝ่าฟันวิกฤตด้วยกันผู้นี้ มี 'ความลับ' บางอย่างซ่อนอยู่ ความลับที่น่าเหลือเชื่อเกินกว่าสามัญสำนึกของมนุษย์ทั่วไปจะจินตนาการได้
กระทั่งเมื่อเสนาบดีตกลงยอมจ่ายเงินและรีบคลานหนีออกจากเรือนไปด้วยความหวาดผวา บรรยากาศรอบตัวจึงกลับคืนสู่ความสงบ ทว่าสายตาของเว่ยอิงที่มองตรงมายังฟางเซียนกลับเต็มไปด้วยคำถามมากมายที่รอการปลดล็อก
"มองอะไรอยู่หรือคะท่านพี่ หน้าของข้ามีทองคำติดอยู่หรือไร ถึงได้จ้องเสียจนขนตาแทบจะไหม้อยู่แล้วนะคะ" ฟางเซียนหันมาเลิกคิ้วเย้าแหย่ พลางลุกขึ้นบิดขี้เกียจเบาๆ คลายความเมื่อยล้าจากการใช้สมองอย่างหนัก นางกวาดสายตามองไปยังถาดอาหารว่างที่เพิ่งยกเข้ามา
บนโต๊ะไม้สักทองปรากฏจานกระเบื้องลายครามบรรจุ 'หมูกรอบซอสมะขาม' ชิ้นโตที่หนังฟูฟ่องกรอบสนิท ตัดกับสีน้ำตาลอมส้มของน้ำซอสรสชาติเปรี้ยวหวานกลมกล่อม โรยด้วยหอมเจียวสีเหลืองทองกรอบกรุบ ส่งกลิ่นหอมหวลตลบอบอวลไปทั่วทั้งเรือน เคียงคู่มากับ 'แกงเขียวหวานลูกชิ้นปลากรายหน่อไม้ดอง' ที่ต้มในกะบวยดินเผาเดือดปุดๆ ควันโขมง น้ำแกงข้นคลั่กส่งกลิ่นหอมของเครื่องแกงตำเองและกะทิสดมันย่อง ชวนให้ท้องไส้ปั่นป่วนด้วยความหิวโหย
เว่ยอิงก้าวเท้าเข้ามาใกล้ กลิ่นหอมเย้ายวนของอาหารตรงหน้าเกือบจะทำให้เขาลืมเรื่องที่คาใจไปชั่วขณะ แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มพึงพอใจบนใบหน้าสวยหวานของภรรยา ความตั้งใจที่จะคลี่คลายปริศนาก็ผุดขึ้นมาในหัวสมองอีกครั้ง
"ฟางเซียน..." เสียงทุ้มต่ำเอ่ยเรียกเรียบเรื่อย ทว่าแฝงความจริงจังเอาไว้เต็มเปี่ยม มือหนายื่นออกไปหยิบถ้วยชาขึ้นมาหมุนเล่นเบาๆ "เจ้าไปเอาสมุดบัญชีของเสนาบดีกระทรวงการคลังเล่มนั้นมาจากไหน? และที่สำคัญกว่านั้น..."
นางเอกสาวชะงักมือที่กำลังจะคีบหมูกรอบเข้าปาก รอยยิ้มบนมุมปากแข็งค้างไปชั่วเสี้ยววินาที
"...เมื่อครู่ตอนที่เจ้าหยิบมันออกมา ข้าเห็นประกายแสงสีฟ้าจางๆ วาบขึ้นมาจากอากาศธาตุเบื้องหน้า เจ้ามีคาถาอาคมอันใดซ่อนไว้ หรือว่า... เจ้าไม่ใช่ฟางเซียนภรรยาของข้ากันแน่?"
คำถามนั้นทิ่มแทงเข้ามาตรงกลางเป้าหมาย ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมพื้นที่ทันที ไม่มีเสียงนกร้อง ไม่มีเสียงลมพัด มีเพียงเสียงหัวใจของคนทั้งสองที่เต้นระรัวอยู่ในอก ท่ามกลางกลิ่นหอมเย้ายวนของหมูกรอบซอสมะขามที่ยังคงลอยอวลอยู่รอบตัว ทว่าบรรยากาศกลับตึงเครียดจนแทบขาดผึ่ง
ฟางเซียนค่อยๆ วางตะเกียบลงในจานอย่างใจเย็น เงยหน้าสบตากับสามีผู้ฉลาดเป็นกรดด้วยแววตาที่ไหววับชั่วขณะ ก่อนที่มุมปากจะยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างท้าทาย
"ถ้าข้าบอกว่าข้าคือปีศาจจำแลงกายมาเพื่อกินท่านเป็นอาหารล่ะคะ... ท่านพี่จะกลัวข้าไหม?"
เว่ยอิงไม่ตอบ เขาก้าวประชิดตัวเข้ามาจนชิด ขยับใบหน้าเข้าไปใกล้จนลมหายใจอุ่นร้อนปัดป่าวอยู่ที่ข้างแก้มเนียน นัยน์ตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตราวกับจะค้นหาความจริงทั้งหมดที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังม่านหมอกแห่งความลับนี้
"ต่อให้เจ้าเป็นปีศาจจริงๆ..." เสียงกระซิบพร่าต่ำดังชิดริมหู ทำเอาฟางเซียนขนลุกซู่ไปทั้งร่าง "...ข้าก็จะกลืนกินเจ้าลงท้องเสียก่อนที่เจ้าจะได้กินข้า แต่ก่อนจะถึงตอนนั้น... เจ้าต้องสารภาพมาก่อนว่า ในพื้นที่ว่างเปล่าที่เจ้าซ่อนของไว้นั้น... ยังมีเหล้าหมักชั้นดีซ่อนอยู่อีกกี่ไหกันแน่?"
ดัชเชสโพดำขอกราบขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปพร้อมกับความลับที่กำลังจะถูกเปิดเผยในตอนนี้นะคะ!
นางร้ายสายสตรอง ปฏิวัติวิถีฟาร์มหลวง•ตอนที่ 10
ความลับที่ใกล้จะเปิดเผย
ผลงานโดย ดัชเชสโพดำ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดัชเชสโพดำ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นางร้ายสายสตรอง ปฏิวัติวิถีฟาร์มหลวง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!