นางร้ายสายสตรอง ปฏิวัติวิถีฟาร์มหลวง•ตอนที่ 25

ศัตรูในคราบมิตร

ผลงานโดย ดัชเชสโพดำ
"ข้าไม่คิดเลยว่าใต้เท้าสือ จะมีความสามารถในการ 'ชักใย' อยู่เบื้องหลังโรงเตี๊ยมสกุลหูได้แนบเนียนถึงเพียงนี้" น้ำเสียงของหลินฟางเซียนราบเรียบ ทว่าทุกพยางค์ที่เปล่งออกมากลับคมกริบราวกับใบมีดที่อาบยาพิษ นางค่อย ๆ วางถ้วยชาเคลือบหยกในมือลงบนโต๊ะไม้เนื้อดี เสียงกระทบเบา ๆ ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันที่กดดันจนแทบหายใจไม่ออก ภายในห้องรับรองส่วนตัวของจวนแม่ทัพ บรรยากาศเวลานี้เคร่งเครียดเสียยิ่งกว่าสนามรบ สือเฉิง ขุนนางฝ่ายคลังผู้มีใบหน้ายิ้มแย้มอยู่เสมอ บัดนี้รอยยิ้มจอมปลอมนั้นแข็งค้าง รอยเหี่ยวย่นรอบดวงตากระตุกยิกด้วยความตกใจระคนหวาดหวั่น เขามองสตรีเบื้องหน้าผู้มีอายุน้อยกว่าตนเกือบครึ่งชีวิตด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง นางไม่ใช่สะใภ้บ้านนอกที่วัน ๆ เอาแต่ก้มหน้าทำไร่ไถนาอีกต่อไปแล้ว แต่นางคือภัยคุกคามอันดับหนึ่งที่กำลังสาวไส้เขาจนแทบไม่เหลือชิ้นดี "ฮูหยินหลิน ท่านกำลังกล่าวหาข้าด้วยเรื่องเหลวไหลอันใดกัน ข้าเป็นถึงขุนนางขั้นสี่ มีหน้าที่ดูแลท้องคลังหลวง จะไปเกี่ยวצงอันใดกับโรงเตี๊ยมชั้นต่ำพวกนั้นเล่า" สือเฉิงเค้นเสียงปฏิเสธ ใบหน้าเริ่มซีดเผือดแต่ยังคงพยายามรักษาฟอร์มของขุนนางผู้ใหญ่ไว้ ฉับพลัน เว่ยอิงที่ยืนตระหง่านอยู่ด้านหลังภรรยาไม่พูดพร่ำทำเพลง มือหนากระชากดาบออกจากฝักเสียงดัง *กริ๊ง!* คมดาบวาววับจ่อเข้าที่ลำคอของสือเฉิงในระยะประชิด ชนิดที่ว่าหากขยับอีกเพียงนิดเดียวโลหิตคงได้ไหลนองพื้น "วาจาของฮูหยินข้า คือประกาศิต หากนางบอกว่าเจ้าเกี่ยว... เจ้าก็คือเกี่ยว" เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจของแม่ทัพหนุ่มเยือกเย็นจนสือเฉิงเข่าอ่อนทรุดฮวบคุกเข่าลงกับพื้น ฟางเซียนโบกมือเป็นเชิงห้ามสามีเล็กน้อย นางลุกขึ้นยืนแล้วเดินเข้าไปใกล้ชายวัยกลางคน ชายกระโปรงผ้าไหมปักลายดอกโบตั๋นกวาดผ่านพื้นอย่างเชื่องช้า นางโน้มตัวลงเล็กน้อย ดวงตากลมโตเป็นประกายวาววับจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่ลุกลี้ลุกลนของอีกฝ่าย "ใต้เท้าสือ... ท่านคิดว่าการที่ท่านแอบลักลอบระบายเกลือเถื่อนผ่านเส้นทางขนส่งเสบียงของกองทัพ โดยใช้ชื่อโรงเตี๊ยมสกุลหูเป็นฉากหน้า ข้าจะไม่รู้เชียวหรือคะ? บัญชีลับที่ท่านทำหล่นไว้ในห้องพักรับรองของโรงเตี๊ยมเมื่อคืนก่อน บัดนี้มันนอนสงบนิ่งอยู่ในมือของข้าเรียบร้อยแล้ว" คำพูดนั้นราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางกระหม่อม สือเฉิงเบิกตากว้างจนแทบถลนออกมา เขาอ้าปากพะงาบ ๆ เหมือนปลาขาดน้ำ เหงื่อกาฬไหลซกเต็มแผ่นหลัง ทรัพย์สินมหาศาลและการทุจริตคดโกงที่สั่งสมมาหลายปี บัดนี้ถูกรื้อถอนจนรากเหง้าสั่นคลอนด้วยฝีมือของสตรีเพียงคนเดียว "เจ้า... เจ้าได้มันมาอย่างไร..." สือเฉิงเค้นเสียงถามด้วยความสิ้นหวัง "ความลับของแม่ค้า ย่อมไม่บอกลูกค้ารายย่อยหريكะ" ฟางเซียนยิ้มเยาะ "แต่ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ เบื้องหลังของท่าน... ยังมีเงามืดก้อนใหญ่กว่านี้คอยหนุนหลังอยู่ใช่ไหมคะ? ขุนนางระดับท่าน ไม่มีทางกล้าฮุบเสบียงคลังหลวงโดยไม่มี 'นายใหญ่' คอยถือหาง" สือเฉิงตัวสั่นเทิ้มริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่น แม้จะกลัวตายเพียงใด แต่ดูเหมือนว่าความหวาดกลัวต่อผู้ที่อยู่เบื้องหลังเขาจะน่ากลัวเสียยิ่งกว่าคมดาบของเว่ยอิงเสียอีก เขากัดฟันกรอด ปิดปากเงียบสนิทไม่ยอมปริปากพูดชื่อบุคคลปริศนานั้นออกมาแม้แต่คำเดียว ฟางเซียนหรี่ตาลงเล็กน้อย นางรู้ทันทีว่าการใช้กำลังบีบคั้นคงไม่ได้ผลกับสุนัขจนตรอกตัวนี้ นางจึงเปลี่ยนกลยุทธ์ หมุนตัวกลับไปหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นมาจากโต๊ะ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรื่อย ๆ แต่เฉียบขาด "ไม่ยอมพูดสินะคะ ไม่เป็นไร... ในเมื่อท่านรักนายเหนือหัวของท่านมากนัก ข้าก็จะส่งสำเนาบัญชีชุดนี้ไปยังโต๊ะทำงานของฮ่องเต้ และอีกฉบับส่งตรงให้แม่ทัพใหญ่ผู้ตรวจการแผ่นดิน รับรองว่าตระกูลสือของท่านคงได้ไปเดินเล่นรวมกันที่ลานประหารในอีกสามวันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาแน่นอนค่ะ" "อย่า! อย่าทำเช่นนั้น!" สือเฉิงโผเข้ากอดชายเสื้อของฟางเซียนด้วยความตื่นตระหนก น้ำตานองหน้า "ฮูหยินโปรดเมตตา! ข้า... ข้าเพียงแค่ทำตามคำสั่ง... ข้าไม่ได้อยากทำเลยสักนิด!" "ถ้าเช่นนั้นก็จงคายความจริงออกมาค่ะ ว่าใครคือคนที่สั่งให้ท่านทำลายเสบียงในเขตชายแดน" เว่ยอิงกดปลายดาบลงลึกอีกนิดจนผิวเนื้อที่คอมีเลือดซึมออกมาเล็กน้อย สือเฉิงตัวสั่นสะท้าน เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองฟางเซียนด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ราวกับกำลังนึกถึงปีศาจร้าย "คือ... คือ..." สือเฉิงอ้าปากเตรียมจะเอ่ยชื่อนั้นออกมา *ฉึบ!* เสียงแหวกอากาศดังขึ้นเสี้ยววินาที พร้อมกับลูกธนูอาบยาพิษดอกหนึ่งที่พุ่งทะลุหน้าต่างกระดาษเข้ามาด้วยความเร็วสูงปานสายฟ้าแลบ ปักเข้าที่กลางลำคอของสือเฉิงอย่างแม่นยำไร้ที่ติ! สือเฉิงเบิกตากว้าง มือที่กำชายเสื้อของฟางเซียนคลายออกทันที เลือดสีดำคล้ำพุ่งทะลักออกจากปาก ร่างท้วมล้มฟุกกระแทกพื้นแน่นิ่งไปชั่วพริบตา ดวงตาเบิกโพลงด้วยความตายที่มาเยือนเร็วกว่าที่คาดคิด "ระวัง!" เว่ยอิงคว้าตัวฟางเซียนเข้าสู่อ้อมแขนทันที พร้อมกับซัดซัดฝักดาบไปที่บานหน้าต่างที่แตกกระจาย เบื้องนอกราตรีอันมืดมิด มีเงาร่างสีดำสายหนึ่งทะยานหายไปกับความมืดด้วยวิชาตัวเบาอันรวดเร็วราวนกเหิน เว่ยอิงขมวดคิ้วมุ่นเตรียมจะไล่ตามออกไป แต่ฟางเซียนเอื้อมมือไปจับแขนสามีไว้แน่น สายตานางมองไปยังศพของสือเฉิงที่นอนแข็งทื่อบนพื้น ก่อนจะก้มลงมองเศษกระดาษที่เปื้อนเลือดข้างกายศพ นิ้วเรียวเล็กหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาดู บนนั้นมีรอยเลือดที่สือเฉิงพยายามใช้นิ้วที่เหลือแรงเฮือกสุดท้ายเขียนตัวอักษรหวัด ๆ ขึ้นมาสามตัวก่อนสิ้นใจ ฟางเซียนไล่สายตาอ่านอักษรเหล่านั้น หัวใจกระตุกวูบ นั่นไม่ใช่ชื่อขุนนางในราชสำนัก... แต่เป็นตราสัญลักษณ์รูป 'ดอกเบญจมาศสีเลือด' ที่นางคุ้นเคยเป็นอย่างดีจากความทรงจำในชาติก่อน เบื้องหลังความวุ่นวายทั้งหมด ไม่ใช่ใครอื่น... แต่เป็นคนใกล้ตัวที่นางคาดไม่ถึงที่สุด ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุน "ดัชเชสโพดำ" มาโดยตลอดนะคะ
สารจากนักเขียน (ดัชเชสโพดำ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นางร้ายสายสตรอง ปฏิวัติวิถีฟาร์มหลวง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%