นางร้ายสายสตรอง ปฏิวัติวิถีฟาร์มหลวง•ตอนที่ 18

ข้อพิพาทเรื่องที่ดินทำกิน

ผลงานโดย ดัชเชสโพดำ
"ถ้าสำเนาโฉนดฉบับนี้เป็นของปลอม เช่นนั้นตราประทับของว่าที่อำเภอเมืองและลายมือชื่อของท่านเจ้าเมืองหยางเมื่อสามปีก่อน คงเป็นรอยหมึกที่ปีศาจป้ายเล่นกระามมังคะใต้เท้าเฉิน!" เสียงหวานใสที่กังวานก้องไปทั่วลานกว้างหน้าสำนักงานที่ดินตำบลหินผา ไม่ได้สั่นเครือเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม น้ำเสียงนั้นเจือไปด้วยรอยยิ้มเยาะหยันที่ทำเอาผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นอย่าง 'เฉินไห่' หน้าถอดสี สันหลังวาบขึ้นมาด้วยความหนาวเหน็บ ท่ามกลางชาวบ้านนับร้อยคนที่มารวมตัวกันดูเหตุการณ์ความอยุติธรรมในครั้งนี้ หลินฟางเซียนยืนหยัดอย่างสง่างาม นางอยู่ในชุดผ้าฝ้ายปักลายเรียบง่ายแต่ตัดเย็บอย่างประณีต ขับเน้นรูปร่างระหงและท่าทีที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจ แผ่นหลังของนางตั้งตรง ไม่ก้มหัวให้ผู้มีอำนาจหน้าไหนทั้งสิ้น ร่างสูงใหญ่ของแม่ทัพเว่ยอิงผู้เป็นสามี ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหลังนางราวกับภูเขาผาหินที่พร้อมจะถล่มทับทุกคนที่กล้าแม้แต่จะชายตามองภรรยาของเขาด้วยสายตาไม่ เหตุการณ์และจุดทิ้งปมจากตอนที่แล้วยังคงร้อนระอุ นางหันไปสบตากับสามีผู้เป็นแม่ทัพ นัยน์ตาทั้งคู่ประกายแสงแห่งความดุดันและพร้อมจะฟาดฟันอย่างไร้ความปรานี! เฉินไห่กัดฟันกรอด สายตาคมกริบมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความแค้นเคือง เขาเป็นถึงญาติห่างๆ ของขุนนางในเมืองหลวง คิดไม่ถึงว่าสะใภ้ตระกูลเว่ยที่เคยถูกมองว่าเป็นแค่หญิงไร้ค่า จะกล้ามนงัดข้อกับเขาถึงเพียงนี้ "หลินฟางเซียน! เจ้าอย่ามาปากดีนะ ที่ดินผืนนี้ห้าร้อยไร่ติดลำน้ำหลงจู๊ บรรพบุรุษตระกูลเฉินของข้าทำกินมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าสถาปนาแคว้น โฉนดที่เจ้าถืออยู่มันเป็นกระดาษลอยๆ ที่แอบอ้างขึ้นมาต่างหาก!" เฉินไห่ตะคอกเสียงดังหวังจะใช้ความดังกลบเกลื่อนความผิด ใบหน้าอ้วนท้วมบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ ทว่า ฟางเซียนกลับไม่สะทกสะท้าน นางตวัดยิ้มมุมปากอย่างเยือกเย็น ก่อนจะก้าวเท้าเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานไม้เนื้อAแข็งของสำนักงานที่ดินช้าๆ ส้นรองเท้าผ้าปักกระทบพื้นหินส่งเสียงก้องกังวานราวกับจังหวะกลองศึกที่เร่งเร้าความตึงเครียดของบรรยากาศ "อ๋อ... บรรพบุรุษตระกูลเฉินทำกินมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าอย่างนั้นหรือคะ?" ฟางเซียนทวนคำ น้ำเสียงเจือแววขบขัน "แต่ช่างน่าแปลกเสียจริงนะเจ้าคะ ที่ในบันทึกทะเบียนราษฎร์และสารบบที่ดินหลวง แคว้นต้าถังของเราเพิ่งจะมีการประกาศพระราชกฤษฎีกาจัดสรรที่ดินรกร้างให้เป็นกรรมสิทธิ์ของราษฎรเมื่อเจ็ดปีก่อนนี่เอง... หรือว่าบรรพบุรุษของใต้เท้าเฉินจะข้ามมิติเวลามาจากยุคบรรพกาลเพื่อมาจับจองที่ดินก่อนใครเพื่อนกันแน่คะ?" เสียงฮือฮาดังขึ้นจากฝูงชนชาวบ้านทันที หลายคนแอบหัวเราะคิกคักกับคำเหน็บแนมอันเจ็บแสบของฟางเซียน เฉินไห่หน้าดำคร่ำเครียดจนแทบจะกลายเป็นสีม่วง เขาชี้หน้าด่าด้วยความเหลืออด "นังสารเลว! ปากดีนักนะ ทหาร! เอาตัวนังนี่ไปขังข้อหาหมิ่นประมาทเจ้าพนักงาน!" สิ้นเสียงคำสั่งของเฉินไห่ สมุนรับจ้างร่างกำำยำนับสิบคนชักดาบออกจากฝักหมายจะพุ่งเข้ามาล้อมกรอบสองสามีภรรยา ทว่ายังไม่ทันที่ใครจะได้ขยับตัวไปมากกว่านั้น ร่างสูงใหญ่ของเว่ยอิงก็ก้าวออกมาบังภรรยาไว้ นัยน์ตาคมกริบดุจพญาอินทรีย์กวาดมองกลุ่มสมุนด้วยรัศมีสังหารที่แผ่พุ่งออกมาจนทุกคนต้องผงะถอยหลังโดยสัญชาตญาณ "ใครกล้าขยับ... หัวหลุดออกจากบ่าแน่" น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงอำนาจดังกังวานราวกับเสียงคำรามของพยัคฆ์ แรงกดดันระดับแม่ทัพสนามรบที่ผ่านการฆ่าฟันมานับไม่ถ้วนแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วบริเวณ จนอากาศแทบจะหยุดนิ่ง เฉินไห่หน้าซีดเผือด ขาสั่นพับด้วยความหวาดกลัว เขาเกือบลืมไปสนิทว่าสามีของนังนี่คือ 'เว่ยอิง' แม่ทัพผู้โหดเหี้ยมและจงรักภักดีต่อฮ่องเต้เหนือสิ่งอื่นใด! "ใต้เท้าเฉินใจเย็นก่อนสิคะ เกมยังไม่ทันจบ อย่าเพิ่งรีบหัวร้อนจนเสียทรงสิเจ้าคะ" ฟางเซียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงระรื่น นางปัดฝุ่นที่ไหล่เสื้อของสามีเบาๆ ก่อนจะหยิบม้วนกระดาษอีกฉบับออกมาจากแขนเสื้อ ม้วนกระดาษนั้นคือ 'ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ฉบับปรับปรุงใหม่' ที่นางแอบร่างขึ้นมาเองโดยอิงจากข้อกฎหมายหลวงและประทับตรารับรองอย่างถูกต้องจากสำนักเสนาบดีกลาโหม (ซึ่งสามีผู้คลั่งรักจัดการหามาให้ด้วยอำนาจและอิทธิพลส่วนตัวในยามค่ำคืน) "พวกท่านอยากฟังเรื่องสนุกๆ เกี่ยวกับกฎหมายอาญามาตราที่สิบสอง เรื่องการฮุบที่ดินทำกินของรัฐและการฉ้อฉลเอกสารสิทธิ์ราชการไหมคะ?" ฟางเซียนกวาดสายตามองฝูงชน ก่อนจะคลี่ม้วนกระดาษออกอ่านด้วยน้ำเสียงฉะฉาน ชัดถ้อยชัดคำ ทุกตัวอักษรที่หลุดจากริมฝีปากของนางเปรียบเสมือนคมมีดที่กรีดเฉือนความผิดของเฉินไห่ทีละเปลาะ นางอธิบายเรื่องกฎหมาย การรังวัดที่ดิน และสิทธิอันชอบธรรมของเกษตรกรอย่างคล่องแคล่วว่องไว ชนิดที่ว่าขุนนางในท้องถิ่นยังต้องอาย เพราะความรู้ที่ฟางเซียนใช้นั้นล้ำสมัยและรัดกุมจนไม่มีช่องโหว่ให้บิดพลิ้วได้เลยแม้แต่น้อย นี่คือการใช้ความรู้กฎหมายจัดการผู้มีอิทธิพลอย่างแท้จริง โดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อแม้แต่หยดเดียว! เฉินไห่ทรุดฮวบลงนั่งคุกเข่ากับพื้น เหงื่อกาฬไหลท่วมแผ่นหลัง เมื่อรู้ตัวแล้วว่าวันนี้ตนเองได้เตะแผ่นเหล็กเข้าให้อย่างจัง นังผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่แค่ชาวบ้านธรรมดา แต่นางฉลาดเป็นกรดและมีอำนาจเบื้องหลังที่น่ากลัวเกินกว่าจะต่อกร ทว่า ในขณะที่สถานการณ์กำลังจะคลี่คลายและชัยชนะอยู่ในกำมือของสองสามีภรรยา... จู่ๆ ลมพายุหมุนลูกใหญ่ก็พัดโหมกระหน่ำเข้ามายังลานกว้างอย่างกะทันหัน พร้อมกับเสียงเกือกม้าจำนวนมากที่ควบทะยานเข้ามาล้อมรอบพื้นที่ไว้ทุกด้าน ฝุ่นตลบอบอวลจนมองแทบไม่เห็นทาง ธงสัญลักษณ์รูปพยัคฆ์ติดปีกโบกสะบัดอยู่บนยอดเสาของผู้มาใหม่ ฟางเซียนหรี่ตาลงเล็กน้อย นางขยับกายเข้าไปใกล้สามี ขณะที่เว่ยอิงชักดาบออกจากฝักครึ่งเล่มด้วยความระแวดระวัง บุคคลที่ก้าวลงมาจากหลังม้าตัวใหญ่ที่สุดสวมชุดเกราะทองคำประดับอัญมณีหรูหรา ใบหน้าคมคายหล่อเหลาแต่เย็นชาไร้ความรู้สึก นัยน์ตาคู่นั้นกวาดมองมาที่ฟางเซียนด้วยรอยยิ้มแปลกประหลาดที่ทำเอาหัวใจของนางกระตุกวูบ "ไม่นึกเลยว่า... ชายาของท่านแม่ทัพเว่ย จะมีความสามารถในการว่าความเก่งกาจถึงเพียงนี้ ข้าชักจะสนใจในตัวเจ้าขึ้นมาเสียแล้วสิ... น้องสะใภ้" ดัชเชสโพดำขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามอ่านและสนับสนุนกันมาโดยตลอดนะคะ
สารจากนักเขียน (ดัชเชสโพดำ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นางร้ายสายสตรอง ปฏิวัติวิถีฟาร์มหลวง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%