นางร้ายสายสตรอง ปฏิวัติวิถีฟาร์มหลวง•ตอนที่ 14

จัดระเบียบจวนให้เป็นป้อมปราการ

ผลงานโดย ดัชเชสโพดำ
"ถ้าสะใภ้ใหญ่กล้าก้าวล่วงเข้ามาในเขตเรือนพักของข้าอีกแม้แต่ก้าวเดียว ข้าจะตัดข้อเท้าทั้งสองข้างของนางให้ไปนั่งขอทานที่หน้าตลาดสดเสียให้เข็ด!" น้ำเสียงเยียบเย็นก้องกังวานของหลินฟางเซียนดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของห้องโถงหลัก ร่างระหงในชุดผ้าไหมปักลายหงส์สีนวลก้าวเท้าลงน้ำหนักอย่างมั่นคง แววตากวาดมองบ่าวไพร่ตระกูลเว่ยที่ถูกส่งมาสอดแนมด้วยสายตาดุจคมมีดที่พร้อมเฉือนเนื้อคนได้ทุกเมื่อ ย้อนกลับไปเมื่อครึ่งชั่วยามก่อน หลังจากที่นางเพิ่งจัดเตรียมบัญชีรายรับจากการส่งออกแป้งหมี่ล็อตแรกเสร็จสิ้น ความสงบสุขของจวนแม่ทัพก็เกือบจะถูกทำลายลงด้วยเงาหัวหนูสกปรกที่แอบย่องเบาเข้ามาขโมยเอกสารลับในห้องทำงานของสามี นางจึงใช้โอกาสนี้แหละค่ะ ในการประกาศศักดาและจัดระเบียบโครงสร้างความปลอดภัยของจวนแห่งนี้เสียใหม่ ชนิดที่เรียกว่าถอนรากถอนโคนพวกสายสืบและบ่าวสองหน้าออกไปให้หมดจด "ฮูหยินเจ้าคะ... บ่าว... บ่าวไม่ได้ตั้งใจ บ่าวแค่ได้รับคำสั่งจากคุณหนูรองให้มาเก็บกวาด..." หญิงรับใช้ร่างท้วมหน้าตาเลิกลั่กคุกเข่าลงแทบเท้า ร่างกายสั่นเทาเหมือนลูกนกตกน้ำ นางพยายามกราบกรานขอความเมตตา แต่สำหรับฟางเซียนแล้ว ความเมตตาที่ไม่ถูกเวลาคือความโง่เขลา "เก็บกวาด? ถึงขนาดต้องงัดลิ้นชักลับของท่านแม่ทัพเชียวหรือ?" ฟางเซียนแค่นหัวเราะในลำคอ นางก้าวเข้าไปใกล้ ใช้ปลายรองเท้าแตะคางของอีกฝ่ายให้เงยขึ้นสบตา "จำใส่กะโหลกหนาๆ ของพวกเจ้าเอาไว้ ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป จวนแม่ทัพเว่ยไม่ใช่ตลาดสดที่ใครจะเดินเข้าออกตามอำเภอใจ อยากจะมาสอดรู้สอดเห็นเรื่องบนเตียงหรือเรื่องราชสำนัก ไปตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเงาหัวตัวเองเสียก่อน!" บรรยากาศในจวนตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก เหล่าทหารองครักษ์ที่ยืนรักษาการณ์อยู่รอบนอกต่างพากันกลืนน้ำลายลงคอด้วยความหวาดหวั่น ไม่มีใครคิดเลยว่าฮูหยินผู้เคยอ่อนแอและถูกรังแกมาตลอด จะแปรเปลี่ยนเป็นสตรีผู้ทรงอำนาจและเฉียบขาดได้รวดเร็วเพียงนี้ ในขณะที่สถานการณ์กำลังคุกรุ่น เสียงฝีเท้าหนักแน่นและคุ้นเคยก็ดังขึ้นจากทางประตูใหญ่ แม่ทัพเว่ยอิงในชุดเกราะสนามเต็มยศ ก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทว่าดวงตากลับพราวระยับด้วยความขบขันและประกายความหลงใหลที่ยากจะซ่อนเร้น เขาปรายตามองกลุ่มบ่าวไพร่ที่หมอบราบคาบศิลา ก่อนจะก้าวตรงดิ่งเข้ามาหาร่างบางที่ยืนกอดอกรอท่าอยู่ "เกิดเรื่องอันใดขึ้นอีกเล่า ภรรยาข้า เจ้าถึงได้ทำหน้าดุเสียจนแมวในจวนพากันวิ่งหนีหายไปหมด" เว่ยอิงเอ่ยเย้าด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มที่จงใจให้ได้ยินกันแค่สองคน ทว่าสายตากลับกวาดมองความเรียบร้อยรอบตัวภรรยาอย่างชื่นชม ฟางเซียนค้อนขวับใส่สามีหนุ่มไปหนึ่งที "ท่านยังมีอารมณ์มาแซوةอีกหรือคะ? ดูเอาเถอะ บ้านของท่านมีรูรั่วเสียยิ่งกว่ากระชอนกรองแป้ง พวกสุนัขจิ้งจอกข้างนอกถึงได้ส่งสายลับเข้ามาเดินเล่นในเรือนได้ตามใจชอบ หากวันนี้ข้าไม่ลุกขึ้นมาจัดระเบียบใหม่เกรงว่าพรุ่งนี้คอพวกเราคงหลุดจากบ่าเพราะเอกสารลับทางราชการรั่วไหลไปแล้วกระมัง" เว่ยอิงยิ้มมุมปาก มือหนายื่นออกไปโอบเอวคอดกิ่วของนางเข้ามาแนบชิดโดยไม่เกรงใจสายตาบ่าวไพร่ที่กำลังหมอบอยู่ "เจ้าจัดการได้ดีเยี่ยมแล้ว ข้าบอกแล้วอย่างไรเล่าว่าทรัพย์สินและอำนาจในจวนนี้... มอบให้เจ้าถือสิทธิ์ขาดแต่เพียงผู้เดียว ใครกล้าขัดคำสั่งเจ้า เท่ากับประกาศศึกกับข้า" คำพูดของสามีเปรียบเสมือนโล่ทองคำที่ช่วยหนุนหลังนางได้อย่างดีเยี่ยม ฟางเซียนปรายตามองเหล่าบ่าวที่ตัวสั่นงันทับถมกันยิ่งกว่าเดิม ก่อนจะสะบัดหน้าสั่งการเสียงเฉียบขาด "ลากตัวพวกมันไปโบกคนละสามสิบไม้ แล้วขับไล่ออกจากจวนตระกูลเว่ยทันที! ส่วนใครที่ยังคิดจะภักดีต่อบ้านเดิมของอนุแม่หรือฮูหยินรอง เชิญเก็บสัมภาระออกไปเสียตอนนี้ ข้าไม่เลี้ยงคนกินข้าวเปล่าๆ ปลี้ๆ ที่คอยแทงข้างหลังนายตนเองหรอกนะคะ" สิ้นเสียงคำสั่ง ทหารองครักษ์กรูเข้ามาจัดการลากตัวบ่าวทรยศออกไปอย่างไร้ความปรานี เสียงกรีดร้องโหยหวนดังสะท้อนก้องไปทั่วเรือนพัก ทว่าฟางเซียนหาได้ใส่ใจไม่ นางหันกลับมาสนใจแผนผังการปรับปรุงโครงสร้างความปลอดภัยที่นางร่างขึ้นด้วยตนเอง "ท่านดูนี่สิคะ..." นางผายมือเชิญชวนให้เว่ยอิงก้าวเข้ามาดูแผ่นกระดาษบนโต๊ะทำงาน ซึ่งเต็มไปด้วยลายเส้นสถาปัตยกรรมแปลกตา "ข้าจะให้ช่างไม้มาต่อเติมระบบกลไกประตูอัตโนมัติรอบเรือนหลัก พร้อมกับสร้างกำแพงชั้นในแยกสัดส่วนระหว่างเรือนรับรองกับเรือนพักส่วนตัวอย่างเด็ดขาด นอกจากนี้ ในมิติลับของข้ายังมีกล้องวงจรปิด... เอ่อ หมายถึง กระจกสะท้อนเงาพิเศษและระฆังเตือนภัยที่ต่อสายระโยงระยาง สามารถรู้ได้ทันทีหากมีผู้บุกรุกยามวิกาล" เว่ยอิงเลิกคิ้วสูงอย่างทึ่งจัด แม้เขาจะเป็นแม่ทัพผู้ผ่านศึกสงครามมาโชกโชน แต่กลยุทธ์การป้องกันภัยภายในเคหสถานและการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลอย่างเป็นระบบของภรรยานั้น... ละเอียดลออและล้ำหน้ากว่าตำราพิชัยสงครามเล่มไหนๆ ที่เขาเคยศึกษามาเสียอีก "ภรรยา... เจ้าเอาความคิดประหลาดล้ำเหล่านี้มาจากไหนกัน? บางครั้งข้าก็สงสัยเหลือเกินว่าภายใต้สมองอันปราดเปรื่องของเจ้านั้น มีความลับอะไรซ่อนอยู่อีกบ้าง" สามีหนุ่มกระซิบชิดริมใบหูของนาง ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดต้นคอจนฟางเซียนต้องย่นคอหนีด้วยความจั๊กจี้ "ความลับของสตรี เป็นสิ่งที่ไม่ควรซักไซร้นะคะท่านแม่ทัพ..." นางหันไปสบตาเขา รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นที่มุมปาก "สู้เอาเวลามาช่วยข้าตรวจบัญชีการค้าและวางกำลังพลคุ้มกันขบวนสินค้าล็อตใหม่ที่จะส่งออกไปทางเหนือยังจะมีประโยชน์เสียกว่า" ขณะที่สองสามีภรรยากำลังวางแผนการบริหารจัดการจวนให้กลายเป็นป้อมปราการไร้ช่องโหว่อย่างขะมักเขม้น กลิ่นหอมกรุ่นของอาหารจานเด็ดที่แม่ครัวใหญ่เพิ่งเคี่ยวเสร็จก็ลอยโชยมาตามสายลม เย้ายวนชวนน้ำลายสอ เป็นกลิ่นหอมของ 'หมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงซอสมะขามสูตรลับเฉพาะ' ที่ส่งกลิ่นตลบอบอวลไปทั่วทั้งเรือน จนบ่าวไพร่ที่กำลังทำงานอยู่ต่างพากันกลืนน้ำลายเฮือกใหญ่ ฟางเซียนสูดกลิ่นหอมเข้าปอดลึกๆ กำลังจะหันไปสั่งให้จัดสำรับมื้อค่ำมารับประทานร่วมกับสามี ทว่าจู่ๆ เสียงเคาะประตูหน้าจวนก็ดังขึ้นรัวเร็วผิดปกติ ตามด้วยเสียงตะโกนร้องขอความช่วยเหลือด้วยความตื่นตระหนก "ฮูหยินขอรับ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับ! ขบวนสินค้าการเกษตรที่เราส่งไปขายที่ตลาดมืดถูกปล้นกลางทาง และตอนนี้... ตอนนี้มีคนส่งพัสดุเลือดปริศนามาวางไว้ที่หน้าประตูจวน พร้อมกับตราประทับของตระกูลใหญ่ฝั่งศัตรู!" ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุนความสตรองของฟางเซียนมาโดยตลอดนะคะ!
สารจากนักเขียน (ดัชเชสโพดำ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นางร้ายสายสตรอง ปฏิวัติวิถีฟาร์มหลวง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%