ปลายกระบอกโลหะเย็นเฉียบสีดำสนิทจ่อตรงนิ่งอยู่ที่กลางหน้าอก แรงกดดันจากคมกระสุนในรังเพลิงแทบทำให้บรรยากาศรอบตัวแข็งค้าง ธันวาไม่ได้มาเพื่อเจรจา รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมบนมุมปากของอดีตนายตำรวจผู้ผันตัวมาเป็นมือสังหารรับจ้างบ่งบอกชัดเจนว่า นิ้วชี้ที่แตะอยู่บนไกปืนพร้อมจะเหนี่ยวลั่นได้ทุกเมื่อหากเรย์ขยับตัวแม้แต่ปลายนิ้ว
"เจอตัวสักทีนะ... เจ้าหนูนักสืบ" เสียงทุ้มต่ำของธันวากดลึกราวกับเสียงคำรามของสัตว์ป่าล่าเหยื่อ "รู้ไหมว่าแกทำให้ฉันต้องเสียเวลาตามเช็ดก้นไปกี่สนามบินแล้ว"
เรย์ไม่แม้แต่จะกะพริบตา ความตายอยู่ห่างจากหัวใจเขาแค่ไม่ถึงคืบ แต่รอยยิ้มกวนประสาทที่มุมปากกลับยิ่งเด่นชัดขึ้นไปอีก นักสืบหนุ่มไหวไหล่เบาๆ ท่ามกลางสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน ราวกับกำลังยืนเลือกเมนูอาหารในภัตตาคารหรูมากกว่าจะถูกปืนจ่อ
"เสียเวลาไปตามเช็ดก้น? ฟังดูน่าขนลุกพิลึกนะครับ คุณธันวา... รสนิยมคุณนี่แปลกกว่าที่ผมคิดไว้อีกนะเนี่ย" เรย์สวนกลับด้วยน้ำเสียงลอยชาย ดวงตาสีเข้มพราวระยับด้วยประกายความท้าทาย ไร้ซึ่งความหวาดกลัวใดๆ ทั้งสิ้น
ธันวาหรี่ตาลง รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจากตัวผู้มีอิทธิพลจนอากาศรอบข้างราวกับลดอุณหภูมิลดลงฮวบฮาบ "ปากเก่งให้มันตลอดรอดฝั่งเถอะ... หวังว่าตอนที่ฉันฝังลูกกระสุนฝังลงไปในอกแก ปากดีๆ นี่จะยังส่งเสียงร้องขอชีวิตได้นะ"
*แกร็ก!*
เสียงปลดเซฟปืนดังขึ้นชัดเจนท่ามกลางความเงียบงัน เรย์รู้ดีว่านี่คือวินาทีเป็นวินาทีตาย แต่ในจังหวะนั้นเอง ประตูห้องครัวที่ปิดสนิททางด้านหลังของธันวากลับถูกกระชากเปิดออกอย่างแรงด้วยฝ่ามือที่อัดแน่นไปด้วยแรงโทสะ
"ลดปืนลงซะ... ก่อนที่สมองแกจะเป็นรูแทนที่จะเป็นเด็กนี่"
น้ำเสียงเยียบเย็นที่ทรงพลังและคุ้นเคยดังขึ้น คินก้าวพ้นขอบประตูออกมาในสภาพที่เสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนขึ้นถึงข้อศอก บนใบหน้าหล่อเหลาไร้รอยยิ้มแววตาคมกริบคู่นั้นฉายแววดุดันราวกับพญามัจจุราชที่พร้อมจะฉีกกระชากทุกคนเป็นชิ้นๆ ที่สำคัญ ในมือของเชฟหนุ่มเจ้าระเบียบไม่ได้ถือตะหลิวหรือมีดทำครัว แต่เป็นมีดแล่เนื้อสเตนเลสสตีลเกรดพรีเมียมความยาวเกือบสิบฟุตที่สะท้อนแสงไฟวิบวับอย่างน่ากลัว
ธันวาชะงัก หันขวับไปมองผู้มาใหม่ด้วยความประหลาดใจเล็กน้อยก่อนจะหัวเราะในลำคอ "โอ้... เชฟปากจัดแห่งเซฟเฮาส์ นึกว่าจะหลบหัวซุกหัวซุนอยู่แต่หลังเตาซะอีก ที่แท้ก็อยากเอาตัวมาตายแทนสุนัขรับจ้างนี่หรอกเหรอ"
"ผมไม่ใช่สุนัขรับจ้างนะคุณ... เสียมrยจัง ผมออกจะหล่อเหลาดูดีมีชาติตระกูลขนาดนี้" เรย์ยังคงหาจังหวะหยอกล้อ แม้สถานการณ์จะตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก สายตาของเขาเหลือบมองแผ่นหลังกว้างของคินที่ก้าวเข้ามาขวางกลางระหว่างเขากับปลายกระบอกปืนอย่างไม่เกรงกลัวความตาย
เคมีบางอย่างระหว่างคนทั้งสองระอุขึ้นในความเงียบ คินยืนนิ่งเป็นโล่กำบังให้เรย์โดยไม่ปริปากบ่นสักคำ ความอบอุ่นแผ่ซ่านออกมาจากแผ่นหลังนั้น แม้เจ้าตัวจะยังมีสีหน้าบึ้งตึงและแผ่รังสีความหงุดหงิดออกมาเต็มพิกัดก็ตาม
"ถอยไปซะ เชฟคิน เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับแก ส่งตัวเรย์มาแล้วฉันจะไว้ชีวิตคนในร้านนี้ทั้งหมด" ธันวาขู่พรางหรี่ตามองประเมินคู่ต่อสู้
"ร้านนี้... และตัวของไอ้เด็กปากมากนี่ เป็นอาณาเขตของผม" คินก้าวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกก้าว ปลายมีดในมือชี้ตรงไปที่คอหอยของธันวาอย่างไม่เกรงกลัวอำนาจมืด "และไม่มีใครหน้าไหนมีสิทธิ์มาแตะต้องคนของผม ในบ้านของผม... จำใส่กะโหลกไว้ด้วย"
*คนของผม?*
เรย์เบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย หัวใจที่เต้นเป็นจังหวะปกติมาตลอดเริ่มสั่นไหวอย่างควบคุมไม่ได้ คำพูดนั้นหลุดออกมาจากปากของเชฟหนุ่มผู้เย็นชาและสร้างกำแพงระยะห่างกับคนอื่นมาตลอดเนี่ยนะ? บ้าจริง... ทำไมจังหวะการเต้นของหัวใจเขาถึงได้รัวเร็วผิดจังหวะเอาตอนนี้ล่ะ
ธันวาแค่นยิ้มหยัน "ปากกล้าดีนี่ งั้นก็ตายไปพร้อมกันซะเลยเถอะ!"
นิ้วชี้ของธันวาเริ่มออกแรงกดลงบนไกปืน เรย์ที่ไวกว่าพุ่งตัวคว้าข้อแขนของคินแล้วกระชากถอยหลังหลบวิถีกระสุนในเสี้ยววินาทีที่เสียงคำรามของโลหะกัมปนาทดังสนั่นลั่นห้อง!
*ปัง!*
กระสุนเจาะทะลุกำแพงไม้ด้านหลังจนเศษไม้กระจายว่อน ควันสีขาวพวยพุ่งออกจากปากกระبوقปืน กลิ่นดินปืนคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ ในขณะที่เรย์และคินล้มกลิ้งลงไปกองกับพื้นห้องด้วยกัน โดยมีร่างหนาของคินทาบทับโถมลงมาปกป้องร่างของเรย์ไว้อย่างมิดชิด
ลมหายใจร้อนผ่าวของคนทั้งคู่ปะทะกันในระยะประชิด กลิ่นหอมสะอาดเจือกลิ่นอายควันบุหรี่และกลิ่นเครื่องเทศจางๆ จากตัวคินลอยเข้าจมูก เรย์แหงนหน้ามองคนด้านบนที่กำลังจ้องมองเขาด้วยแววตาซับซ้อน ทั้งดุเดือด ทั้งกังวล และ... ซ่อนความห่วงใยไว้ลึกซึ้งจนแทบปิดไม่มิด
"นาย... บ้าหรือเปล่าเรย์?" คินกัดฟันกรอด น้ำเสียงลอดไรฟันด้วยความโกรธปนความตกใจ "ถ้าตะกี้หลบไม่ทัน นายรู้ไหมว่าจะเป็นยังไง?"
เรย์ยิ้มบางๆ รอยยิ้มที่ไม่มีความกวนประสาทเจืออยู่เลยแม้แต่น้อย ดวงตาสคู่สวยทอประกายลุ่มลึกยามที่จ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีนิลของเชฟหนุ่ม "ก็เป็นห่วงผมไม่ใช่เหรอครับ... เชฟคิน"
คินชะงัก ลมหายใจของเขาติดขัดไปชั่วขณะเมื่อเจอคำถามตรงไปตรงมานั้น ใบหน้าหล่อเหลาขึ้นสีแดงเรื่อจางๆ อย่างไม่คุ้นชิน แต่ยังไม่ทันที่คินจะได้เอ่ยปากแก้ตัวอะไร เสียงฝีเท้าหนักๆ ของลูกน้องธันวาอีกหลายคนก็ดังขึ้นที่ด้านนอกประตู พร้อมกับเสียงตะโกนลั่น
"หัวหน้าครับ! ตำรวจมาแล้ว! พวกมันปิดล้อมตึกไว้หมดแล้วครับ!"
ธันวาหน้าถอดสีทันทีเมื่อได้ยินคำว่าตำรวจ เขากวาดสายตาอาฆาตมาที่เรย์และคินที่ยังคงนอนกอดกันอยู่บนพื้น "ฝากไว้ก่อนเถอะ... พรหมลิขิตของพวกแกคงไม่ยืนยาวนักหรอก!"
พูดจบทหารรับจ้างตัวฉกาจก็หมุนตัววิ่งหนีออกทางหน้าต่างด้านหลังอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงความเสียหายและกลิ่นดินปืนที่ยังคงหลงเหลืออยู่
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง เรย์ยังคงนอนอยู่ใต้ร่างของคิน มือเรียวข้างหนึ่งยกขึ้นแตะเบาๆ ที่กรอบหน้าคมคายของเชฟหนุ่ม บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกดูดกลืนให้เหลือเพียงเสียงหัวใจที่เต้นรัวเป็นจังหวะเดียวกัน คินก้มหน้าลงมามอง ปลายจมูกของคนทั้งสองแทบจะชนกันอยู่แล้วในนาทีนี้
"นี่..." เรย์กระซิบเสียงแผ่วเบา ดวงพราวระยับมองลึกเข้าไปในดวงตาของคนที่ค่อมอยู่ด้านบน "ที่พูดเมื่อกี้... หมายความว่ายังไงเหรอครับ"
คินนิ่งงันไปอึดใจหนึ่ง ลูกกระפולตาคมกวาดมองริมฝีปากบางเฉียบที่ขยับพูดก่อนจะเลื่อนขึ้นมาสบตากับเรย์ตรงๆ แววตาของเชฟหนุ่มไหววูบเล็กน้อยราวกับกำลังพยายามต่อสู้กับกำแพงความรู้สึกที่ตนเองสร้างขึ้นมาทั้งชีวิต
"หมายความว่า..." คินเว้นจังหวะ น้ำเสียงทุ้มต่ำลึกลงจนทำให้หัวใจคนฟังกระตุกวูบ "เลิกทำตัวเป็นภาระแล้วอยู่เงียบๆ ซะที... ไอ้เด็กดื้อ"
เรย์หัวเราะเบาๆ ในลำคออย่างชอบใจ เขายกมือขึ้นโอบรอบลำคอของคินดึงให้ใบหน้าหล่อเหลานั้นโน้มลงมาใกล้ขึ้นอีก จนริมฝีปากแทบจะแนบชิดกัน "ปากแข็งชะมัดเลยนะครับ... เชฟคิน"
คินเม้มปากแน่น หัวใจในอกเต้นแรงจนแทบทะลุออกมานอกซี่โครง มือหนาข้างหนึ่งยันพื้นไว้ข้างตัวเพื่อไม่ให้ทาบน้ำหนักลงไปทั้งหมด แต่อีกข้างกลับเอื้อมขึ้นไปแตะที่แก้มเนียนของเรย์โดยสัญชาตญาณ สัมผัสนุ่มนวลที่เจ้าตัวไม่เคยคิดจะมอบให้ใครมาก่อนถูกถ่ายทอดออกไปอย่างเผลอไผล
"ถ้าฉันยังปากแข็งกว่านี้... นายจะทำไมล่ะ?" คินท้าทายกลับด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ดวงตาสีนิลฉายแววปรารถนาบางอย่างที่ถูกเก็บกดไว้มานานนับแรมเดือน
เรย์แย้มยิ้มกว้าง ดวงตาสีเข้มเป็นประกายระยับด้วยความเจ้าเล่ห์ เขาขยับริมฝีปากกระซิบคำพูดเบาหวิวที่ข้างใบหูของเชฟหนุ่ม จนทำให้ลมหายใจของคินสะดุดกึกในทันที
"งั้นผมคงต้อง... พิสูจน์ให้ดูหน่อยแล้วล่ะครับ ว่าคำพูดที่ไม่อยากฟังคำปฏิเสธเนี่ย... มันรู้สึกยังไง"
ทันทีที่เรย์เอ่ยจบประโยค มือที่โอบรอบคอของคินก็ออกแรงรั้งลงมาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับริมฝีปากที่ประทับจูบลงบนกลีบปากหยักของเชฟหนุ่มโดยไม่เปิดโอกาสให้ตั้งตัว!
คินเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ร่างกายแข็งทื่อไปชั่ววินาทีจากสัมผัสที่อุ่นร้อนและวาบหวามที่จู่โจมเข้ามาอย่างกะทันหัน แต่ในเสี้ยววินาทีต่อมา ก่อนที่คินจะทันได้ตอบสนองหรือผลักไส... เสียงเคาะประตูกระจกหน้าร้านที่แตกละเอียดก็ดังขึ้นขัดจังหวะ พร้อมกับร่างของใครบางคนที่ก้าวพรวดพราดเข้ามาในร้านโดยไม่ได้รับเชิญ!
"พี่คิน! เกิดอะไรขึ้นวะ ทำไมสภาพร้านถึง—"
เสียงทุ้มคุ้นหูของบุคคลที่สามดังแทรกเข้ามากลางอากาศ พร้อมกับจังหวะที่คินสะดุ้งสุดตัวผละออกจากเรย์อย่างรวดเร็ว เรย์หันขวับไปมองผู้มาใหม่ด้วยความหงุดหงิดระคนตกใจ ดวงตาสีเข้มเบิกกว้างขึ้นเมื่อเห็นใบหน้าของคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าประตู
ไม่ใช่ตำรวจ... และไม่ใช่ลูกน้องของธันวา
แต่เป็นใบหน้าของคนที่เรย์คาดไม่ถึงที่สุดในวินาทีนี้—คนที่ถือครองกุญแจสำคัญดอกสุดท้ายของคดีที่เขากำลังตามหา!
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้างและเดินทางร่วมกันมาจนถึงตอนนี้นะครับ
*(โปรดติดตามตอนต่อไป)*
เซฟเฮาส์ลับฉบับตัวตึงกับเชฟปากจัด•ตอนที่ 14
คำพูดที่ไม่ต้องการคำตอบ
ผลงานโดย ดาร์กไนท์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดาร์กไนท์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ลับฉบับตัวตึงกับเชฟปากจัด นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!