ม่านหมอกลับเหลี่ยมบัลลังก์ทมิฬ•ตอนที่ 35

ย้อนรอยสู่เมืองหลวง

ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
เสียงล้อไม้บด 2 ข้างกระทบกับพื้นหินกรวดของประตูเมืองหลวงดังสะท้อนก้องกังวาน ราวกับเสียงกลองศึกที่รัวเร่งจังหวะหัวใจของคนในราชสำนักให้สั่นระรัว ม่านผ้าไหมสีเข้มปักลายเมฆาและพยัคฆ์ซ่อนลายถูกลมหนาวปลายฤดูพัดกระพือเปิดออกเล็กน้อย เผยให้เห็นเรียวหน้านิ่งสงบของสตรีผู้หนึ่ง นัยน์ตาดำขลับคู่นั้นกวาดมองกำแพงเมืองสูงตระหง่านที่คุ้นเคย แต่อัดแน่นไปด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนผันไปราวฟ้ากับดิน ซูเหม่ยหลินยกปลายนิ้วเรียวขึ้นลูบถ้วยชาอุ่นในมือแผ่วเบา สัมผัสความร้อนระอุถ่ายทอดผ่านเนื้อกระเบื้องเคลือบเข้ามาถึงปลายนิ้ว คล้ายกับไฟแค้นในอกที่นางสะสมและควบคุมให้อยู่ในกรอบมาตลอดหลายปี การเดินทางกลับมาสู่เมืองหลวงในครั้งนี้ มิใช่การกลับมาเยี่ยมเยียนบ้านเกิดเมืองนอน หรือการหวนคืนสู่ตระกูลซูผู้สูงศักดิ์ที่เคยขับไล่นางราวกับสุนัขจนตรอก... แต่เป็นการกลับมาเพื่อทวงคืนทุกสิ่งทุกอย่างที่ควรเป็นของนาง และเพื่อชำระสะ้างบัญชีโลหิตที่ค้างคา "เจ้ากำลังคิดอะไรอยู่?" เสียงทุ้มต่ำแต่ราบเรียบดังขึ้นจากฝั่งตรงข้าม หลี่จวินเหยา ฮ่องเต้หนุ่มผู้ทรงประทับอยู่ภายใต้ชุดคลุมเรียบง่ายไม่บ่งบอกฐานะ พระเนตรคมกริบทอดพระเนตรนางนิ่งนาน ราวกับสามารถทะลุทะลวงผ่านชั้นผิวหนังเข้าไปอ่านความนึกคิดภายในจิตใจของนางได้ พระองค์ทรงยกจอกชาขึ้นจิบอย่างใจเย็น แม้ภายนอกจะดูเหมือนองค์ชายตกอับผู้เดินทางกลับมารับโทษทัณฑ์ แต่รัศมีกดดันที่แผ่ออกมาจากพระวรกายนั้นกลับทำให้บรรยากาศภายในรถม้าคันโตนี้อึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก "หม่อมฉันเพียงแต่คิดว่า... กำแพงเมืองหลวงแห่งนี้ช่างสูงใหญ่เสียจริงเพคะ" เหม่ยหลินแย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มนั้นไปไม่ถึงดวงตา "สูงจนผู้คนที่อยู่เบื้องล่างหลงคิดไปว่า พวกเขาจะปลอดภัยจากเงื้อมมือของความตายและกาลเวลา... แต่พวกเขากลับลืมไปว่า ยิ่งกำแพงสูงเท่าไหร่ เมื่อมันพังทลายลงมา ทับถมร่างของคนข้างใต้ก็จะยิ่งแหลละเอียดจนไม่เหลือชิ้นดีเท่านั้น" หลี่จวินเหยาแย้มพระสรวลน้อยๆ พระโอษฐ์หยักลึกยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเยียบเย็นและรู้ทัน "เจ้าเปรียบเปรยตระกูลซูของเจ้าได้เห็นภาพชัดเจนยิ่งนัก... พวกเขาคิดว่าอำนาจในมือที่มีอยู่ตอนนี้มั่นคงดั่งขุนเขาไท่ซาน ทว่ายามที่ข้ากับเจ้าขยับหมากกระดานนี้ ข้าอยากรู้นักว่า สีหน้าของเสนาบดีซูผู้ยิ่งใหญ่ จะยังคงเย่อหยิ่งจองหองได้อีกสักกี่น้ำ" "พระองค์ทรงวางพระทัยเถอะเพคะ" เหม่ยหลินโน้มตัวเข้าหาเล็กน้อย กลิ่นหอมจางๆ คล้ายดอกเหมยหลอมรวมกับกลิ่นอายความเย็นเยือกของฤดูหนาวลอยแตะนาสิกของฮ่องเต้หนุ่ม "ความโลภและความทะเยอทะยาน คือจุดอ่อนที่รักษาไม่หายของตระกูลซู หม่อมฉันใช้เวลาหลายปีในการศึกษา รดน้ำพรวนดินความเย่อหยองของพวกเขาจนเติบโตงอกงาม... บัดนี้ ถึงเวลาเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วเพคะ" รถม้าเคลื่อนผ่านประตูเมืองเข้ามา เสียงจอแจของผู้คนในตลาดและพ่อค้าแม่ขายดังแว่วเข้ามา แต่เมื่อขบวนรถม้าเคลื่อนผ่านจุดตรวจพิเศษที่ประทับตรารับรองลับ ความเงียบงันก็เข้าปกคลุมรอบด้านทันที ทหารยามหน้าประตูซ้มคำนับด้วยความเคารพยำเกรง แม้จะมองไม่เห็นใบหน้าที่แท้จริงของผู้ที่อยู่ภายใน แต่สัญลักษณ์ประจำพระองค์ที่หลี่จวินเหยาชูขึ้นเพียงเสี้ยววินาที ก็เพียงพอที่จะทำให้พวกมันต้องก้มหน้าจนชิดพื้น ห้ามเงยหน้าขึ้นมองเด็ดขาด การกลับมาครั้งนี้ หลี่จวินเหยาจงใจเลือกใช้เส้นทางลับและปราศจากพิธีรีตรอง เพื่อซ่อนเร้นเขี้ยวเล็บและอำนาจที่แท้จริงเอาไว้เบื้องหลังม่านหมอกแห่งความประมาทของเหล่าขุนนางกังฉินที่กุมอำนาจเบ็ดเสร็จในราชสำนัก พวกมันคิดว่าฮ่องเต้หนุ่มพระองค์นี้เป็นเพียงหุ่นเชิดที่ไร้พิษสง ปล่อยให้มัวเมาในอิสตรีและสุรา ไร้ซึ่งความสามารถในการบริหารแผ่นดิน แต่พวกมันหารู้ไม่ว่า ทุกย่างก้าวที่ฮ่องเต้ถอยหลังไปก่อนหน้านี้ เป็นเพียงการถอยเพื่อตั้งหลัก และเปิดทางให้ซูเหม่ยหลินเดินหมากตานี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ รถม้ามาหยุดนิ่งสนิทหน้าจวนสกุลซู—บ้านเรือนอันโอ่อ่าที่ครั้งหนึ่งเคยขับไล่นางออกไปกลางสายฝนด้วยข้อหาอัปยศที่พวกมันกุขึ้นมาเอง เหม่ยหลินเงยหน้าขึ้นมองป้ายชื่อตระกูล "ซู" ที่สลักด้วยตัวอักษรสีทองอร่าม บ่งบอกถึงความมั่งคั่งและเกียรติยศที่สั่งสมมาหลายชั่วอายุคน ดวงตาของนางไหววูบไปชั่วขณะ ภาพเหตุการณ์ในอดีตย้อนกลับมาในหัวราวกับฉายภาพยนตร์ ความหนาบีบคั้นของความอยุติธรรม ความเย็นชาของบิดา และสายตาดูถูกเหยียดหยามของบรรดาพี่น้องร่วมสายเลือด *เจ้ารออีกนิดเถอะนะ... ความพินาศที่พวกเจ้ามอบให้ข้าในวันนั้น ข้าจะทบต้นทบดอกคืนให้พวกเจ้าเป็นร้อยเท่าพันทวี* "ลงไปกันเถอะเพคะ" เหม่ยหลินกล่าวเสียงเรียบ แต่แฝงไปด้วยพลังอำนาจที่ทำให้หลี่จวินเหยาต้องลอบมองนางด้วยความชื่นชม สตรีผู้นี้ไม่เคยทำให้พระองค์ผิดหวัง ความแค้นของนางไม่ใช่ความแค้นตื้นเขินที่ใช้แต่อารมณ์ แต่มันคือความแค้นที่ถูกขัดเกลาด้วยสติปัญญา กลยุทธ์ และความอดทนรอคอยจังหวะเวลาที่เหมาะสมที่สุด เมื่อก้าวลงจากรถม้า บรรยากาศรอบด้านก็เย็นเยียบลงทันที ข้ารับใช้หน้าจวนสกุลซูผู้ทำหน้าที่เฝ้าประตูหันมามองผู้มาเยือนด้วยสายตารังเกียจและระแวง เนื่องจากเห็นสภาพการแต่งกายที่ไม่สะดุดตาและไม่มีขบวนแห่ต้อนรับ "พวกเจ้าเป็นใคร? ที่นี่คือจวนเสนาบดีซู เป็นเขตหวงห้าม ไสหัวไปให้พ้น!" บ่าวรับใช้ร่างท้วมคนหนึ่งร้องตะคอกเสียงดัง พร้อมกับทำท่าจะเข้ามาผลักไส หลี่จวินเหยาเพียงแค่ปรายพระเนตรมองเพียงนิดเดียว ไม่ต้องมีรับสั่งใดๆ องครักษ์เงาที่แฝงตัวอยู่ด้านหลังก็เคลื่อนไหวราวดั่งภูตผี พริบตานั้นคมดาบสีเงินวาววับก็จ่อเข้าที่ลำคอของบ่าวรับใช้ผู้นั้นจนเลือดซิบ เสียงตะคอกเงียบหายไปในลำคอทันที ร่างของมันสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวจนล้มพับลงไปกองกับพื้น "บังอาจนัก!" เสียงตะโกนด้วยความตกใจดังมาจากด้านในประตูจวน พร้อมกับการปรากฏตัวของพ่อบ้านใหญ่ตระกูลซู ผู้มีใบหน้าหยิ่งยโสตามนาย พ่อบ้านเฒ่ากวาดตามองกลุ่มคนตรงหน้าด้วยความโกรธเกรี้ยว "พวกเจ้ากล้าดียังไงมาสร้างความวุ่นวายหน้าจวนเสนาบดี! รู้หรือไม่ว่าที่นี่คือ..." ซูเหม่ยหลินก้าวเท้าเดินผ่านหน้าองครักษ์ออกไปช้าๆ นางปรายตามองพ่อบ้านเฒ่าด้วยสายตาที่เรียบเฉยไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ มุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่ทำให้พ่อบ้านเฒ่าถึงกับชะงักงัน รู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาดแต่ก็นึกไม่ออกว่าสตรีผู้นี้คือใคร "พ่อบ้านกง... แกแก่ลงไปมากทีเดียว จนจำเจ้านายเก่าคนนี้ไม่ได้แล้วหรือ?" เสียงหวานใสแต่เยือกเย็นราวกับลมหนาวพัดผ่านกลางฤดูร้อนเอ่ยขึ้น พ่อบ้านกงเบิกตากว้าง จ้องมองใบหน้านั้นอย่างพินิจพิเคราะห์อีกครั้ง เมื่อเงาแสงแดดกระทบเข้ากับดวงตาคู่นั้น ความทรงจำอันเลือนรางแต่ฝังใจก็ผุดวาบขึ้นมาในหัว สมองของเขาขาวโพลนทันที ร่างกายเริ่มสั่นเทาอย่างควบคุมไม่อยู่ "คุณ... คุณหนูใหญ่...!" พ่อบ้านกงอุทานออกมาเสียงหลง ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด ราวกับเห็นผีกลางวันแสกๆ "เป็นไปไม่ได้... เจ้า... เจ้าควรจะตายอยู่ที่แดนเนรเทศสิ!" เหม่ยหลินก้าวเท้าเดินผ่านร่างที่กำลังสั่นสะท้านของพ่อบ้านเข้าไปในเขตประตูจวนอย่างสง่างาม ชายผ้าไหมสะบัดพลิ้วตามจังหวะการก้าวเดิน นางไม่ได้หันกลับมามองบ่าวรับใช้ที่ขาสั่นพับเหล่านั้นอีกเลย ร่างบางหยุดยืนอยู่ที่ลานกว้างกลางจวนสูดกลิ่นอายความทรงจำในอดีตเข้าปอดลึกๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ดังพอจะสะท้อนก้องไปทั่วทุกเรือนของตระกูลซู "ข้ากลับมาแล้ว... และพวกเจ้าทุกคน เตรียมตัวรับชะตากรรมที่หลีกหนีไม่พ้นได้เลย" ในวินาทีนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยนายก็ดังขึ้นจากด้านหลังกำแพงจวน เสียงเกราะกระทบกันก้องกังวาน พร้อมกับธงประจำตระกูลซูที่ถูกปลดลงอย่างกะทันหัน ร่างของแม่ทัพใหญ่ตระกูลซูผู้เป็นพี่ชายแท้ๆ ของนาง ก้าวเดินออกมาจากโถงใหญ่ด้วยสีหน้าถมึงทึง ดวงตาดุดันจ้องมองมาที่นางราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ พร้อมกับกระบี่ในมือที่ชักออกมาครึ่งเล่ม "นังตัวดี! กล้าดีอย่างไรถึงบุกรุกเข้ามาในจวนตระกูลซูของข้า!" เสียงคำรามของพี่ชายดังลั่น ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุด หลี่จวินเหยาที่ยืนเงียบมาตลอดก็ก้าวออกมาข้างหน้า ทรงปลดผ้าคลุมหน้าออกเผยให้เห็นพระพักตร์ที่แท้จริง พร้อมกับรอยยิ้มเยارันที่ทำให้แม่ทัพตระกูลซูถึงกับผงะ ถอยหลังไปสามก้าวด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด "บังอาจนัก... แม่ทัพซู เจ้ากล้าชักกระบี่ใส่ต่อหน้าฮ่องเต้อย่างนั้นหรือ?" ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านม่านหมอกมากับหลิวเยี่ยนซีในตอนนี้นะคะ
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ม่านหมอกลับเหลี่ยมบัลลังก์ทมิฬ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%