ม่านหมอกลับเหลี่ยมบัลลังก์ทมิฬ•ตอนที่ 36

การแทรกซึมขั้นสูงสุด

ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
กลิ่นอายกำยานนิ่งสนิทไร้คลื่นลมภายในตำหนักบูรพา ช่างแตกต่างจากพายุโลหิตที่โหมกระหน่ำอยู่เบื้องนอกยิ่งนัก ซูเหม่ยหลินก้าวข้ามธรณีประตูสีชาดเข้ามาด้วยฝีเท้าที่มั่นคงและเงียบเชียบ ปิ่นหยกขาวสลักลายหงส์บนมวยผมสั่นไหวเล็กน้อยตามจังหวะการเคลื่อนกาย อาภรณ์ผ้าไหมปักดิ้นทองลายเมฆาคลื่นซัดทอดสะท้อนแสงตะเกียงวับแวม นางมิใช่สนมหน้าใหม่ผู้ไร้เดียงสาที่หวาดหวั่นต่อสายตาคมปลาบของเหล่าขันทีนางกำนัลอีกต่อไปแล้ว การกลับมาครั้งนี้ นางมิได้เดินเข้ามาในฐานะหมากตัวหนึ่งบนกระดาน ทว่าก้าวเข้ามาในฐานะ "ผู้เล่น" ที่ถือมีดสั้นซ่อนไว้ในรอยยิ้ม "เจ้ากล้าดียังไง ถึงได้เหยียบย่างกลับมาที่นี่อีก ซูเหม่ยหลิน" น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่เย็นเยียบราวน้ำแข็งขั้วโลกดังขึ้นจากมุมมืดของห้องทรงพระอักษร หลี่จวินเหยา ในชุดฉลองพระองค์สีมังกรเข้มประทับนิ่งอยู่บนเก้าอี้พยัคฆ์ พระเนตรคมกริบดั่งใบมีดกวาดมองร่างบางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ทว่าลึกเข้าไปในแววูบไหวนั้น กลับซ่อนประกายระอุบางอย่างที่รู้กันเพียงแค่คนทั้งสอง ซูเหม่ยหลินย่อกายลงคำนับอย่างงดงามตามธรรมเนียมราชสำนักทุกระเบียดนิ้ว ทว่าช้าและจงใจทิ้งช่วงให้เกิดความอึดอัด ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบพระพักตร์โดยไม่หลบสายตา "ทูลฝ่าบาท หม่อมฉันเพียงแต่นำ 'ของล้ำค่า' ที่พระองค์ทรงรอคอยกลับมาคืนให้เจ้าของที่แท้จริงเพคะ" นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าแฝงความนัยคมกริบ หลี่จวินเหยาแค่นพระสรวลเบาๆ ในลำพระโอษฐ์ ความกดดันมหาศาลแผ่ซ่านกดทับบรรยากาศรอบตัวจนแทบหายใจไม่ออก พระองค์ทรงลุกขึ้นช้าๆ ก้าวพระบาทเข้ามาใกล้หญิงสาวทีละก้าว กลิ่นอายบุรุษสูงศักดิ์ผสมผสานกับกลิ่นชาอู่หลงชั้นดีลอยเข้ากระทบนาสิก "ของล้ำค่าอย่างนั้นรึ?" พระองค์โน้มพระพักตร์ลงกระซิบข้างพระ कर्ण (ใบหู) ของนาง น้ำเสียงทุ้มต่ำพร่าเลือนจนชวนใจสั่น "เจ้าหมายถึงอำนาจครึ่งหนึ่งของสกุลซูที่เจ้าเพิ่งเหยียบย่ำจนจมดิน หรือหมายถึงหัวใจที่เน่าเฟะของพวกขุนนางกังฉินที่เจ้าหิ้วหัวมาถวายกันแน่ หืม... เหม่ยหลินของเจิ้น" คำว่า "ของเจิ้น" ถูกเน้นย้ำหนักหน่วงราวกับตีตราจอง ซูเหม่ยหลินหัวใจกระตุกวูบ แต่นางควบคุมสีหน้าให้เรียบเฉยได้อย่างสมบูรณ์แบบ ปลายนิ้วเรียวยาวแสร้งยกขึ้นจัดอาภรณ์ให้พระองค์อย่างอาจหาญ เป็นการกระทำที่หากมีผู้ใดมาพบเห็นเข้าคงต้องถูกตัดหัวข้อหาล่วงเกินพระบรมเดชานุภาพ "หม่อมฉันมิกล้าอาจหาญถึงเพียงนั้นเพคะ สิ่งที่หม่อมฉันนำกลับมา คือความจงรักภักดี... และบัญชีลับที่ฝ่าบาททรงตามหามาแรมปีต่างหากเพคะ" สิ้นคำพูดของนาง พระเนตรของหลี่จวินเหยาพลันหรี่แคบลงทันที รังสีอำมหิตวูบผ่านนัยน์ตาคู่นั้นเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมที่มุมโอษฐ์ ฮ่องเต้หนุ่มผู้ถูกมองว่าอ่อนแอมาตลอด บัดนี้กลับแผ่ซังไอตบะของพญามังกรออกมาอย่างเต็มเปี่ยม "เจ้าฉลาดเกินไปแล้ว เหม่ยหลิน... คนฉลาดมักอายุไม่ยืน" พระองค์ตรัสพร้อมกับยื่นพระหัตถ์ไปเชยคางนางขึ้นบังคับให้สบตา แรงบีบที่ปลายคางพองามไม่ได้รุนแรงนัก แต่มันเพียงพอที่จะทำให้รับรู้ถึงความเด็ดขาดที่ซ่อนอยู่ภายใน "แต่คนโง่เขลา ย่อมไม่คู่ควรที่จะยืนเคียงข้างบัลลังก์มังกรของฝ่าบาทเช่นกันมิใช่หรือเพคะ?" นางสวนกลับทันควัน นัยน์ตาคู่สวยระยิบระยับด้วยความท้าทาย ไม่มีร่องรอยของความหวาดกลัวแม้แต่น้อย มีเพียงความเย่อหยิ่งของพยัคฆ์สาวที่พร้อมจะล่าเหยื่อร่วมกับพญามังกร ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ทั้งสองจ้องตา0กันราวกับกำลังประลองกำลังภายในที่มองไม่เห็น ต่างฝ่ายต่างอ่านความคิดของอีกฝ่ายทะลุปรุโปร่ง หลี่จวินเหยาชื่นชมความกล้าหาญและความเลือดเย็นของหญิงตรงหน้า ในขณะที่ซูเหม่ยหลินก็ล่วงรู้ดีว่า ฮ่องเต้ผู้นี้ไม่ได้มีจิตใจอ่อนโยนดังรูปโฉมภายนอก ความสัมพันธ์ของพวกเขามิใช่ความรักความเสน่หาตามประสาชายหญิง หากแต่มันคือ "การสมรู้ร่วมคิด" ของสองวิญญาณที่ถูกความแค้นแผดเผาจนแหลกสลาย และพร้อมจะใช้ เล่ห์กลหลอกลวงทั้งแผ่นดินเป็นเครื่องมือแก้แค้น "ดี..." หลี่จวินเหยาผ่อนพระหัตถ์ออก รอยยิ้มบนพระพักตร์ลึกล้ำขึ้นกว่าเดิม "ในเมื่อเจ้ากลับมาเหยียบวังหลวงในฐานะ 'สนมเอกซู' ผู้สูงศักดิ์อีกครั้ง เจิ้นก็จะจัดพิธีต้อนรับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดให้แก่เจ้า... เตรียมตัวให้พร้อม พรุ่งนี้เช้า ขุนนางเฒ่าทั้งหลายจะได้เห็นว่า ใครกันแน่คือผู้กุมชะตากรรมที่แท้จริงของแผ่นดินนี้" ซูเหม่ยหลินย่อกายถวายบังคมลาด้วยรอยยิ้มเยือกเย็น นางหมุนกายเดินผละออกจากตำหนักบูรพาโดยไม่หันกลับไปมองเบื้องหลัง ทว่าในวินาทีที่นางก้าวพ้นประตูออกไป เสียงฝีเท้าหนักแน่นและเสียงประกาศก้องของขันทีหน้าตำหนักก็ดังขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน "ราชโองการด่วนจากไทเฮา! มีรับสั่งให้เรียกตัวสนมเอกซูเหม่ยหลิน เข้าเฝ้า ณ ตำหนักเย็น ทันที!" ร่างบางชะงักฝีเท้าลงทันที ความเย็นยะเยือกแล่นริ้วขึ้นจากฝ่าเท้าสู่สันหลังในชั่วพริบตา ตำหนักเย็น... สถานที่ที่ถูกลืมเลือนและเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตาย ไทเฮาผู้กุมอำนาจหลังม่านมาตลอดจงใจเรียกตัวนางไปในยามวิกาลเช่นนี้ ย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน และเมื่อนางหันกลับไปมองทางด้านหลัง บานประตูตำหนักบูรพาที่ควรจะเปิดกว้าง กลับปิดสนิทลงด้วยฝ่ามือของขันทีคนสนิทของฮ่องเต้อย่างไร้เยื่อใย ประตูทุกบานถูกปิดตาย... เส้นทางข้างหน้าถูกตัดขาด และเกมการเมืองรอบใหม่กำลังเริ่มต้นขึ้นแล้วในความมืดมิด ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านม่านหมอกมากับหลิวเยี่ยนซีในตอนนี้นะคะ
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ม่านหมอกลับเหลี่ยมบัลลังก์ทมิฬ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%