ถ้วยกระเบื้องเคลือบสีนิลร่วงกระทบพื้นหินอ่อนแตกละเอียด น้ำชาสีชาดร้อนระอุสาดกระเซ็นเปื้อนชายอาภัพปักลายเมฆาของเสนาบดีเฒ่าหลินอี้ เสียงกระเบื้องแตกก้องกังวานไปทั่วตำหนักส่วนตัว ทว่าไม่มีขันทีหรือนางกำนัลคนใดกล้าแม้แต่จะขยับตัวเข้ามาเก็บกวาด
ความเงียบงันที่น่าอึดอัดแผ่ซ่านไปทั่วห้องโถง หลินอี้หายใจหอบกระชั้น มือเหี่ยวย่นสั่นเทาด้วยความโกรธเกรี้ยว ดวงตาฝ้าฟางจ้องมองรายงานลับในมือที่ยับยู่ยี่จนแทบแหลกคาอุ้งมือ แคว้นเหนือที่เขาลงทุนลงแรงสนับสนุนเสบียงและเบี้ยหวัดลับๆ บัดนี้กลับถูกกองทัพหลวงของฮ่องเต้ปิดล้อมเส้นทางลำเลียงอย่างไร้ร่องรอย และที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือ ตราประทับหยกประจำตระกูลที่ควรจะอยู่กับบุตรชายคนโต กลับถูกส่งตรงมาวางไว้บนโต๊ะทำงานของเขา พร้อมรอยเปื้อนเลือดแห้งกรัง
"เป็นไปได้อย่างไร..." หลินอี้เค้นเสียงลอดไรฟัน สีหน้าที่เคยเย่อหยิ่งและควบคุมทุกสิ่งในราชสำนักมานานนับทศวรรษ บัดนี้กลับซีดเผือด
เบื้องหลังม่านโปร่งสีมุกที่ทอดตัวลงมา หลี่จวินเหยานั่งเอกเขนกอยู่บนเก้าอี้พนักพิงไม้จันทน์อย่างสบายอารมณ์ นิ้วเรียวยาวเคาะโต๊ะเป็นจังหวะเชื่องช้า ทว่าก้องกังวานในความรู้สึกของขุนนางเฒ่า ฮ่องเต้หนุ่มผู้ถูกตราหน้าว่าทรงอ่อนแอมาตลอดหลายปี ไม่ได้ส่งเสียงเร่งเร้าหรือตะโกนด่าทอ แต่ความนิ่งเงียบนั้นกลับกดดันเสียยิ่งกว่ากองทัพนับหมื่นนาย
"เสนาบดีหลินดูท่าทางจะไม่ค่อยสู้ดีนักนะคะ" ซูเหม่ยหลินก้าวเท้าออกมาจากเงาสลัวของเสาต้นใหญ่ รอยยิ้มบางเบาบนริมฝีปากของนางไม่ได้ไปถึงดวงตา คู่นงามทอประกายเยียบเย็น นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่บาดลึกถึงกระดูก "หรือว่า... อำนาจที่ท่านเคยกำไว้ในมือ มันเริ่มลื่นหลุดราวกับสายน้ำแล้วหรือคะ?"
หลินอี้หันขวับมามองสตรีที่ตนเคยคิดว่าเป็นเพียงเบี้ยตัวเล็กๆ ในเกมการเมือง เขากัดฟันกรอด "ซูเหม่ยหลิน... เจ้ากล้าดียังไง ถึงกล้าเข้ามาเหยียบที่นี่!"
"ข้าไม่ได้มาเพื่อเหยียบย่ำท่านหรอกค่ะ เสนาบดีหลิน" เหม่ยหลินก้าวเข้าไปใกล้ทีละน้อย ทุกย่างก้าวของนางประดุจเสียงฝีเท้าของมัจจุราชที่นับถอยหลังเวลาชีวิตของอีกฝ่าย "ข้าเพียงแต่มาทวงความยุติธรรม... ให้กับผู้บริสุทธิ์ที่ตระกูลหลินเคยเหยียบย่ำ และมาดูจุดจบของคนที่คิดว่าตนเองค้ำฟ้าต่างหาก"
"สามหรม! เจ้าคิดว่ามีฮ่องเต้หนุนหลังแล้วจะทำอะไรข้าก็ได้งั้นรึ!" หลินอี้ตบโต๊ะเสียงดังสนั่น ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แม้จะชราภาพแต่บารมีที่สะสมมานานยังคงแผ่ซรัศมีกดดัน ทว่าเขากลับลืมไปแล้วว่า คนที่นั่งอยู่หลังม่านนั้นคือเจ้าเหนือหัวของแผ่นดิน
หลี่จวินเหยาค่อยๆ ปัดม่านโปร่งออก ช้าๆ ทว่ามั่นคง พระพักตร์หล่อเหลาไร้รอยยิ้ม แววตาคมกริบดุจใบมีดโกนกวาดมองขุนนางเฒ่าราวกับมองซากศพไร้ค่า
"ท่านเสนาบดี" สุรเสียงทุ้มนุ่มเอ่ยขึ้น เรียบเรื่อยแต่น่าเกรงขาม "朕 (เจิ้น) ให้เกียรติท่านในฐานะขุนนางอาวุโสมานาน แต่ดูเหมือนว่าความเมตตาของ朕 จะทำให้ท่านลืมไปเสียแล้วว่า... แผ่นดินนี้เป็นของใคร"
"ฝ่าบาท!" หลินอี้ทรุดฮวบคุกเข่าลงกับพื้นด้วยความตกใจ แม้เขาจะกระด้างกระเดื่องในใจมาตลอด แต่การเผชิญหน้ากับอำนาจเด็ดขาดที่แท้จริงของฮ่องเต้ในยามนี้ กลับทำให้เขารู้สึกได้ถึงความตายที่คืบคลานเข้ามาใกล้จนสัมผัสได้ "กระหม่อม... กระหม่อมถูกใส่ร้าย!"
"ใส่ร้ายงั้นหรือ?" ซูเหม่ยหลินหัวנסเบาๆ ในลำคอ นางย่อกายลงเล็กน้อยเพื่อให้สายตาอยู่ในระดับเดียวกับขุนนางเฒ่า มือเรียวยื่นม้วนกระดาษอีกฉบับไปตรงหน้า "บัญชีลับการค้าเกลือเถื่อนและการติดነต่องבกับแคว้นศัตรู พร้อมลายมือชื่อประทับตราประจำตัวของบุตรชายท่าน... นี่ก็คือการใส่ร้ายด้วยกระนั้นหรือคะ?"
ดวงตาของหลินอี้เบิกกว้างจนแทบถลน เมื่อเห็นหลักฐานชิ้นเอกที่เขาพยายามซ่อนไว้ในห้องลับใต้ดินถูกนำมาวางอยู่ตรงหน้า ความลับที่ควรจะมีเพียงเขากับคนสนิทไม่กี่คนล่วงรู้ บัดนี้กลับอยู่ในมือของศัตรูตัวฉกาจ หัวใจของขุนนางเฒ่ากระหน่ำเต้นด้วยความหวาดกลัวเป็นครั้งแรกในชีวิต อำนาจที่เคยยิ่งใหญ่ เงินทองที่เคยล้นฟ้า และเครือข่ายขุนนางที่เคยแผ่ขยาย บัดนี้พังทลายลงในชั่วพริบตา ราวกับปราสาททรายที่ถูกคลื่นซัดสาด
หลี่จวินเหยาลุกขึ้นยืน เสื้อคลุมลายมังกรสะท้อนกับแสงตะเกียงวับแวม พระองค์เสด็จเข้ามาใกล้ หลุบพระเนตรมองขุนนางผู้กำอำนาจมาเนิ่นนานด้วยความเวทนาที่เจือด้วยความเย็นชา
"เจ้าแก่ลงมากแล้วจริงๆ หลินอี้" ฮ่องเต้ตรัสเสียงแผ่วเบา "อำนาจทำให้คนตาบอด... และมันก็ทำให้เจ้าลืมคิดไปว่า สุนัขที่ดุร้ายแค่ไหน เมื่อหมดประโยชน์แล้ว ย่อมต้องถูกถอดเขี้ยวเล็บ"
หลินอี้ตัวสั่นเทา ริมฝีปากอ้าพะงาบๆ คล้ายอยากจะเอ่ยแก้ตัว แต่คำพูดทั้งหมดกลับติดอยู่ที่ลำคอ เมื่อองครักษ์เสื้อแพรนับสิบคนพากันพังประตูเข้ามาในตำหนัก พร้อมดาบเบิกทางที่เปล่งประกายวาววับในความมืด สถานการณ์หลุดจากการควบคุมของเขาไปโดยสมบูรณ์ และไม่มีทางหวนกลับคืนมาได้อีกแล้ว
ซูเหม่ยหลินยืนมองภาพตรงหน้านิ่งนาน ความแค้นที่สุมอกมาหลายปีควรจะทำให้Binsสะใจ แต่นางกลับพบว่าความว่างเปล่าเข้าเกาะกุมหัวใจ ทว่าก่อนที่นางจะได้ทันคิดอะไรไปมากกว่านั้น เสียงฝีเท้าเร่งรีบของขันทีหน้าตำหนักก็ดังแทรกขึ้นมาทำลายความเงียบ
"ฝ่าบาท!แย่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" ขันทีผู้นั้นล้มลุกคลุกคลานเข้ามาด้วยความตื่นตระหนก ใบหน้าซีดเผือกยิ่งกว่ากระดาษ "กองกำลังทหารนอกเมือง... กองกำลังส่วนตัวของท่านอัครมหาเสนาบดี... กำลังเคลื่อนพลปิดล้อมพระราชวังแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
หลี่จวินเหยาขมวดพระขนมเล็กน้อย ทว่ายังคงรักษาความสงบเยือกเย็นไว้ได้ ขณะที่ซูเหม่ยหลินหันขวับไปมองนอกหน้าต่าง ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นสัญญาณไฟสีแดงเพลิงที่ถูกจุดขึ้นบนหอคอยสูง ท่ามกลางราตรีที่มืดมิด...
ทว่า สิ่งที่ทำให้ลมหายใจของนางสะดุดกึก ไม่ใช่เพราะกองทัพปิดล้อมวังหลวง หากแต่เป็นเงาร่างของบุรุษผู้หนึ่งที่ก้าวเข้ามาทางประตูหน้าตำหนัก พร้อมรอยยิ้มเย็นเยียบที่นางจดจำได้ไม่มีวันลืม... บุรุษที่ควรจะตายไปในกองเพลิงเมื่อสัปดาห์ก่อน!
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านม่านหมอกมากับหลิวเยี่ยนซีในตอนนี้นะคะ
ม่านหมอกลับเหลี่ยมบัลลังก์ทมิฬ•ตอนที่ 37
อำนาจที่สั่นคลอน
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ม่านหมอกลับเหลี่ยมบัลลังก์ทมิฬ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!