หมึกสีดำเข้มข้นหยดลงบนกระดาษซวนจื่อราคาแพง หยดแล้วหยดเล่าจนรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อน บ่งบอกถึงความลังเลที่เจ้าของพู่กันไม่กล้าแม้แต่จะจรดน้ำหนักลงไปให้เสร็จสิ้น
ซูเหม่ยหลินนิ่งงันอยู่เบื้องหน้าโต๊ะทรงอักษร แผ่นหลังบอบบางภายใต้ชุดคลุมผ้าไหมปักลายหงส์เพลิงไหววูบตามจังหวะลมหายใจที่กระชั้นถี่ แววตาที่เคยฉายแววเยือกเย็นและคำนวณผลได้เสียมาตลอดชีวิตของนาง บัดนี้กลับสั่นไหวระริกราวกับผิวน้ำในยามที่ถูกก้อนหินพุ่งเข้ากระทบอย่างแรง
เบื้องหน้าของนางคือหลี่จวินเหยา พระองค์ไม่ได้ประทับอยู่บนบัลลังก์มังกรสูงส่ง แต่ทรงก้าวเข้ามาประชิดจนระยะห่างระหว่างคนทั้งสองแทบไม่เหลือพื้นที่ให้สายลมผ่าน เงาร่างสูงสง่าทาบทับร่างของนางไว้ทั้งหมด ดวงเนตรคมกริบที่มักซ่อนความดุดันและเล่ห์กลทางการเมืองเอาไว้ภายใต้หน้ากากความอ่อนแอ บัดนี้กลับทอดมองนางด้วยความลึกล้ำ ชนิดที่ต่อให้นางฉลาดปราดเปรื่องเพียงใดก็ไม่อาจหาคำตอบมาอธิบายความหมายในแววูบนั้นได้
"เจ้าย่อตัวลงเขียนแผนการโค่นอำนาจตระกูลเซียวด้วยความมั่นใจมาโดยตลอดเหตุใดวันนี้พู่กันในมือเจ้าจึงหนักอึ้งถึงเพียงนี้เล่า, เหม่ยหลิน"
น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นแผ่วเบา ทว่าก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของนาง ความใกล้ชิดนี้ทำให้กลิ่นอายบุรุษผสมผสานกับกลิ่นหมึกจางๆ ลอยกรุ่นอยู่ปลายจมูก หัวใจของซูเหม่ยหลินเต้นรัวระรัวจนแทบกระโจนออกมานอกอก นางกำด้ามพู่กันในมือแน่นจนข้อต่อปลายนิ้วขาวซีด
"ฝ่าบาท..." นางเอ่ยเสียงสั่น พยายามดึงสติอันน้อยนิดกลับคืนมาเพื่อสร้างกำแพงป้องกันตนเองตามสัญชาตญาณ "หม่อมฉันเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งในกระดานอำนาจของพระองค์ หมากตัวหนึ่งย่อมมีหน้าที่เดินไปตามทิศทางที่ผู้เล่นกำหนด หาใช่มีสิทธิ์มาลังเลใจไม่เพคะ"
หลี่จวินเหยาไม่ตรัสตอบทันที พระองค์ทรงยกหัตถ์ขึ้น ปลายนิ้วเรียวยาวดึงด้ามพู่กันออกจากมือของนางอย่างนุ่มนวล ทว่าเด็ดขาด ก่อนจะวางมันลงบนแท่นหมึกอย่างไร้ความสนใจ จากนั้นนิ้วอุ่นจัดนั้นก็เอื้อมมาแตะที่ปลายคางมนของนางอย่างแผ่วเบา บังคับให้นางเงยหน้าขึ้นสบตาโดยไม่มีทางหลีกหนี
ความเย็นชาที่เคยมีมลายหายไปสิ้น แทนที่ด้วยประกายไฟแห่งความปรารถนาอันร้อนแรงที่พระองค์ทรงเก็บงำไว้ใต้ก้นบึ้งของหัวใจมาเนิ่นนาน
"หมากหรือ..." หลี่จวินเหยาแค่นพระsuraยิ้มหยันตัวเองเล็กน้อย แววตาทอดมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความตัดพ้อที่หาได้ยากยิ่ง "เจ้าคิดว่าเรามองเจ้าเป็นเพียงหมากจริงหรือ ซูเหม่ยหลิน เจ้าฉลาดล้ำเลิศจนมองทะลุกลอุบายของขุนนางชั่ว แต่มืดบอดต่อความรู้สึกของตัวเราเองหรืออย่างไร"
คำพูดนั้นราวกับสายฟ้าที่ผ่าลงกลางใจของซูเหม่ยหลิน หยาดน้ำใสเอ่อคลอขึ้นมาที่หน่วยตาอย่างห้ามไม่อยู่ ความแค้นฝังใจที่นางมีต่อตระกูลซูผู้ให้กำเนิดและการถูกทอดทิ้งให้เผชิญความตายในกองเพลิงเมื่อวัยเยาว์ เคยหล่อหลอมให้นางกลายเป็นสตรีไร้หัวใจ นางใช้ชีวิตอยู่เพื่อการแก้แค้นและอำนาจ นางไม่เคยคิดเลยว่าจะมีใครสักคนมองทะลุเปลือกนอกอันเย็นชา เข้ามาสัมผัสหัวใจที่แหลกสลายของนางได้อย่างแท้จริง
และคนๆ นั้น... กลับเป็นโอรสสวรรค์ผู้กุมชะตากรรมของแผ่นดิน ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดอันตรายที่สุดในใต้หล้า
"พระองค์ทรงเป็นถึงฮ่องเต้..." นางหลบสายตา พยายามกลั้นเสียงสะอื้นที่จุกแน่นอยู่ในลำคอ "พวกเราต่างก็รู้ดีว่าเส้นทางที่เรากำลังเดินอยู่เต็มไปด้วยหยาดเลือดและศัตรู ความรัก... เป็นสิ่งฟุ่มเฟือยเกินไปสำหรับคนเช่นเราเพคะ"
"ความรักฟุ่มเฟือยงั้นรึ?" หลี่จวินเหยาโน้มพระพักตร์ลงมาใกล้จนลมหายใจอุ่นร้อนรินรดอยู่บนพวงแก้มเนียน ความดุดันในฐานะผู้ปกครองแผ่นดินแปรเปลี่ยนเป็นความเวทนาและโหยหา "ท่าikinที่เจ้าเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องเราในท้องพระโรงวันนั้น หรือแววตาสั่นระริกยามที่เราบาดเจ็บ สิ่งเหล่านี้คือการกระทำของคนไร้หัวใจกระนั้นหรือซูเหม่ยหลิน"
พระองค์ทรงขยับเข้าประชิดยิ่งขึ้นจนร่างของทั้งสองแนบชิดไร้ช่องว่าง หลี่จวินเหยาใช้มืออีกข้างโอบกระชับเอวบางของนางไว้มั่น สัมผัสผ่านเนื้อผ้าแพรบางเบาทำให้ซูเหม่ยหลินสะท้านเฮือก ความอบอุ่นจากพระวรกายของชายหนุ่มแผ่ซ่านเข้ามาเยียวยาความหนתเหน็บที่กัดกินจิตใจของนางมาแรมปี
"หม่อมฉันกลัว..." ในที่สุด กำแพงทิฐิทั้งหมดก็พังทลายลง ซูเหม่ยหลินซบใบหน้าลงกับอกแผงกว้างของหลี่จวินเหยา ปล่อยให้น้ำตาที่กลั้นมานานไหลรินซึมผ่านฉลองพระองค์ "หม่อมฉันกลัวว่าหากมอบใจให้พระองค์แล้ว วันหนึ่ง... พระองค์จะต้องเลือกบัลลังก์มากกว่าหม่อมฉัน"
หลี่จวินเหยาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนที่อ้อมแขนแกร่งจะรัดแน่นขึ้น ราวกับต้องการหลอมรวมร่างของนางให้กลาย0เป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ พระองค์ซุกพระพักตร์ลงกับเรือนผมนุ่มสลวย สูดดมกลิ่นหอมจางๆ ที่คุ้นเคย พลาฃกระซิบข้างใบหูด้วยน้ำเสียงจริงจังและหนักแน่นดั่งคำปฏิญาณ
"ฟังเราให้ดี... ซูเหม่ยหลิน" พระองค์ตรัสเน้นทีละคำด้วยความเด็ดเดี่ยว "บัลลังก์มังกรนี้ หากไม่มีเจ้าเคียงข้าง นั่งไปก็ไร้ซึ่งความหมาย เรายอมสูญเสียแผ่นดินนี้ได้ หากต้องแลกมาด้วยการสูญเสียเจ้า... แต่ในเมื่อเราเป็นฮ่องเต้ เราจะไม่ยอมสูญเสียทั้งแผ่นดิน และจะไม่ยอมสูญเสียเจ้าไปเช่นกัน!"
คำพูดนั้นสะท้านสะเทือนลึกถึงก้นบึ้งจิตวิญญาณ ซูเหม่ยหลินเงยหน้าขึ้นสบตาพระองค์อีกครั้ง ในแววตาคู่นั้นไม่มีความลังเลหลงเหลืออยู่อีกต่อไป มีเพียงความแน่วแน่และความรักที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะหาคำใดมาเปรียบเปรย
นางยกมือขึ้นสัมผัสใบหน้าคมคายของบุรุษผู้ทรงอำนาจที่สุดในแผ่นดิน นิ้วเรียวเกลี่ยปอยผมที่ระพระนลาฏอย่างแผ่วเบา รอยยิ้มที่งดงามหยาดเยิ้มและจริงใจที่สุดในชีวิตปรากฏขึ้นบนเรียวปากอิ่ม
"ถ้าเช่นนั้น... หม่อมฉันจะขอร่วมเดิมพันด้วยชีวิตและหัวใจกับพระองค์เพเพคะ"
หลี่จวินเหยาแย้มพระสรวลออกมาด้วยความโล่งอกและยินดีอย่างยิ่งยวด ก่อนที่พระองค์จะโน้มพระพักตร์ลงมาประทับริมฝีปากลงบนเรียวปากของนางอย่างอ่อนโยน ทว่าหนักแน่นและยาวนาน เป็นการยอมรับหัวใจของกันและกันท่ามกลางม่านหมอกแห่งการแย่งชิงอำนาจที่กำลังคืบคลานเข้ามาปกคลุมเมืองหลวง
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศภายในตำหนักชั้นในกำลังอบอวลไปด้วยความรักและความเด็ดเดี่ยว ทันใดนั้น... เสียงฝีเท้าหนักหน่วงและเร่งรีบก็ดังขึ้นที่หน้าประตูปิดทึบ ตามด้วยเสียงเคาะประตูรัวเร็วด้วยความตื่นตระหนก
"กราบทูลฝ่าบาท! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" เสียงของขันทีสนิทด้านนอกดังแทรกขึ้นมาทำลายความเงียบ "แม่ทัพใหญ่ตระกูลเซียว นำกำลังทหารหลวงบุกมาถึงหน้าตำหนักตงกงโดยไม่ได้รับอนุญาต อ้างว่าได้รับพระราชโองการลับจากไทเฮาให้มาปลดอาศัยขุนนางกบฏพ่ะย่ะค่ะ!"
หลี่จวินเหยาผละออกจากร่างบางชั่วพริบตา แววตาที่เพิ่งอ่อนโยนเมื่อครู่กลับแปรเปลี่ยนเป็นความเยือกเย็นดั่งน้ำแข็งในฤดูเหมันต์ในเสี้ยววินาที พระองค์หันมาสบตากับซูเหม่ยหลิน ซึ่งแววตาของหญิงสาวบัดนี้กลับมาคมกริบและเต็มไปด้วยจิตสังหารไม่แพ้กัน
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านม่านหมอกมากับหลิวเยี่ยนซีในตอนนี้นะคะ
ม่านหมอกลับเหลี่ยมบัลลังก์ทมิฬ•ตอนที่ 34
ความรักที่ข้ามเส้น
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ม่านหมอกลับเหลี่ยมบัลลังก์ทมิฬ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!