"หากพวกมันไม่ยอมก้าวลงจากหลังเสือด้วยความสมัครใจ... เราก็แค่สร้างความหวาดกลัวจนพวกมันอยากกระโดดลงไปตายเองนะคะ ฝ่าบาท"
เสียงกระซิบแผ่วเบาที่เจือความเย็นยะเยือกดังขึ้นท่ามกลางความมืดมิดภายในตำหนักลับ ซูเหม่ยหลินยืนอยู่เบื้องหน้าโต๊ะไม้จันทน์แดง แสงเทียนวับแวมสาดส่องกระทบใบหน้าด้านข้างของนาง ปรากฏแววตาที่ลึกล้ำราวกับห้วงมหาสลักที่ไม่มีวันหยั่งถึง ปลายเรียวนิ้วของนางกำลังหมุนป้ายหยกประจำตัวอย่างเชื่องช้า ราวกับกำลังปั่นหัวใจของเหล่าขุนนางกังฉินในราชสำนักให้ปั่นป่วนเล่น
หลี่จวินเหยา ฮ่องเต้หนุ่มผู้ทรงประทับอยู่บนเก้าอี้พนักสูงในเงาสลัว ทรงทอดพระเนตรนางด้วยแววตาที่อ่านยาก ริมฝีปากหยักลึกยกยิศยเยาะเล็กน้อย "เจ้ามั่นใจเพียงใดว่า 'ข่าวลือ' เรื่องทัณฑ์สวรรค์และวิญญาณแค้นตระกูลอดีตเสนาบดี จะทำให้เสนาบดีจางและพรรคพวกหวาดกลัวจนถึงขั้นแตกคอกันเองได้? พวกมันผ่านสมรภูมิการเมืองมาโชกโชน เกรงว่าแผนการนี้จะกลายเป็นเพียงเรื่องตลกขบขันในสายตาพวกมันเท่านั้น"
ซูเหม่ยหลินแย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่ทอประกายความมั่นใจและอำมหิตอยู่ในที นางก้าวเข้าไปใกล้พระองค์อีกนิด กลิ่นกายหอมกรุ่นจางๆ คละคลุ้งผสมผสานกับกลิ่นหมึกจีนชั้นดี "ฝ่าบาททรงลืมไปแล้วหรือเพคะว่า... คนที่ทำชั่วจนกินไม่นอนไม่หลับ ย่อมเปรียบเสมือนไม้แห้งที่รอเพียงประกายไฟเพียงน้อยนิด พวกมันไม่ได้กลัววิญญาณแค้นหรอกเพคะ... แต่พวกมันกำลังกลัว 'เงาของตัวเอง' ที่เกิดจากความสำนึกผิดต่างหาก"
นางหยิบม้วนกระดาษสารพัดแผนการที่เขียนด้วยลายมืออันงดงามแต่เฉียบคมส่งให้พระองค์
"ในยามนี้ เมืองหลวงกำลังถูกปกคลุมด้วยความเงียบงันที่ผิดปกติ ข้าพเจ้าได้ส่งคนกระจายข่าวลือในตลาดสด โรงเตี๊ยม และหอสุรา ว่ากันว่า... ดวงวิญญาณของขุนนางตระกูลลู่ที่ถูกประหารชีวิตอย่างไร้ความผิดเมื่อสิบปีก่อน กำลังวนเวียนกลับมาทวงหนี้เลือดในยามวิกาล และเป้าหมายแรกก็คือ ผู้ที่เคยลงชื่อถวายฎีกาใส่ร้ายในคราวนั้น"
หลี่จวินเหยาคลี่ม้วนกระดาษออกอ่าน สายพระเนตรคมกริบกวาดผ่านตัวอักษรแต่ละบรรทัดอย่างพินิจพิเคราะห์ พระองค์ทรงแย้มพระสรุปออกมาในลำคอ "เจ้าใช้จิตวิทยาเล่นงานความรู้สึกผิดของพวกมัน... ใช้ความหวาดระแวงกัดกินพันธมิตรที่เปราะบางของตระกูลจาง ช่างเป็นวิธีที่ทั้งงดงามและเลือดเย็นยิ่งนัก"
"ความปรานีต่อศัตรู คือความโหดร้ายต่อตนเองและบ้านเมืองเพคะ" ซูเหม่ยหลินกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าหนักแน่นทุกพยางค์ "เมื่อคืนนี้ จวนของเสนาบดีจางเกิดเหตุการณ์ประหลาด มีคนพบรอยเลือดปริศนาสลักเป็นอักษรอาคมหน้าประตูเรือนพักของเขา แม้จะเป็นเพียงแผนการสร้างภาพที่ข้าพเจ้าให้คนสนิทลอบทำ แต่ท่านเสนาบดีผู้ยิ่งใหญ่ผู้นั้นกลับขวัญกระเจิงจนสั่งลงโทษบ่าวไพร่ไปถึงห้าคนในยามดึก แสดงว่าจิตใจของเขาเริ่มสั่นคลอนแล้วเพคะ"
ฮ่องเต้หนุ่มทรงวางม้วนกระดาษลง ชั่วขณะหนึ่งแววตาสرانฉายประกายชื่นชมก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความจริงจัง "ดี... ในเมื่อพวกมันเริ่มหวาดระแวง เราก็ต้องเร่งเร้าจังหวะกลองให้เร็วยิ่งขึ้น ข้าจะออกพระราชโองการลับแต่งตั้งเจ้าเป็นทูตพิเศษในการตรวจสอบบัญชีลับของกระทรวงการคลัง เป็นการโยนหินถามทางและบีบให้พวกมันต้องรีบขยับตัว"
ซูเหม่ยหลินย่อกายถวายความเคารพอย่างงดงาม "รับด้วยเกล้าเพคะ ข้าพเจ้าจะทำให้พวกมันเห็นว่า... นรกบนดินที่แท้จริงหน้าตาเป็นเช่นไร"
บรรยากาศภายในตำหนักกลับคืนสู่ความเงียบงัน ทว่าเต็มไปด้วยกระแสคลื่นใต้น้ำที่พร้อมจะซัดสาดทำลายล้างทุกสิ่งที่ขวางทาง ซูเหม่ยหลินหันหลังเดินกลับออกไปในความมืดมิดของราตรีกาล ฝ้าวเท้าของนางมั่นคงและเด็ดเดี่ยว ไม่มีร่องรอยของความลังเลใจแม้แต่น้อย
ทว่า ในขณะที่นางกำลังจะก้าวพ้นประตูโค้งของตำหนัก ข้ารับใช้คนสนิทก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาด้วยความเร่งรีบ เนื้อตัวสั่นเทาจนแทบยืนไม่อยู่ "คุณหนู... เกิดเรื่องใหญ่แล้วเพคะ!"
ซูเหม่ยหลินขมวดคิ้วเล็กน้อย หยุดฝีปลายเท้า "มีเรื่องอันใด? ไยต้องตื่นตระหนกถึงเพียงนี้"
"คนที่พวกเราส่งไปปล่อยข่าวลือในตลาด... ถูกพบเป็นศพถูกฆ่าตัดหัวเสียบประจานไว้ที่ประตูเมืองทิศใต้แล้วเพคะ! และ... และในมือของศพ มีจดหมายเตือนสติส่งตรงถึงท่านโดยเฉพาะ..."
หัวใจของซูเหม่ยหลินกระตุกวูบไปชั่วขณะ รอยยิ้มเยือกเย็นเมื่อครู่เลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย สายตาคมกวาดมองไปเบื้องหน้า ความมืดมิดยามวิกาลราวกับกำลังหัวเราะเยาะความมั่นใจของนาง
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านม่านหมอกมากับหลิวเยี่ยนซีในตอนนี้นะคะ
ม่านหมอกลับเหลี่ยมบัลลังก์ทมิฬ•ตอนที่ 33
ข่าวลือและจิตวิทยา
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ม่านหมอกลับเหลี่ยมบัลลังก์ทมิฬ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!