กาน้ำชาเคลือบกระเบื้องลายครามใบงามถูกกระแทกลงบนโต๊ะไม้จันทน์เสียงดังสนั่น หยดน้ำชาร้อนจัดกระเด็นโดนปลายนิ้วเรียวยาวของซูเหม่ยหลิน แต่นางกลับไม่มีทีท่าสะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อย ดวงตาหงส์คู่คมกวาดมองขุนนางเฒ่าเจ้าเมืองหนานเจียงที่กำลังนั่งตัวสั่นเทาอยู่เบื้องหน้าด้วยแววตาสมเพชแกมเย้ยหยัน
"ใต้เท้าเฉิน... ท่านคิดว่าอำนาจในมือของพวกตระกูลขุนนางเก่าแก่จะปกป้องท่านจากคมดาบของราชสำนักได้ไปตลอดชีวิตเช่นนั้นหรือ?"
น้ำเสียงหวานใสดุจดั่งเสียงกระดิ่งแก้ว แต่กลับเยียบเย็นจนคนฟังต้องลอบกลืนน้ำลายลงคอ ซูเหม่ยหลินโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย อาภรณ์สีม่วงเข้มปักลายหงส์บินสะท้อนกับแสงตะเกียงวับแวม นางจับจ้องบุรุษวัยกลางคนผู้ขึ้นชื่อว่าหัวดื้อและเคี่ยวเข็ญที่สุดในหัวเมืองภาคใต้ ทว่าเวลานี้กลับเหงื่อกาฬแตกพลั่กเต็มแผ่นหลัง
"สนม... เอ่อ พระสนมซู ท่านกำลังบีบคั้นข้าเกินไปแล้ว!" เฉินฮ่าวเฟิงเค้นเสียงลอดไรฟัน พยายามรักษาศักดิ์ศรีของเจ้าเมืองผู้กุมกำลังทหารสามหมื่นนายไว้ "หัวเมืองหนานเจียงเป็นอิสระมาหลายชั่วอายุคน แม้ฝ่าบาทจะทรงขึ้นครองราชย์ แต่ฮ่องเต้หุ่นเชิดไร้อำนาจเช่นนั้น จะเอาอะไรมาค้ำจุนพวกเรา?"
"หุ่นเชิดอย่างนั้นหรือ?"
เสียงทุ้มต่ำแต่ทรงอำนาจดังขึ้นจากหลังฉากกั้นผ้าไหมปักลายมังกรทะยานฟ้า หลี่จวินเหยาในชุดฉลองพระองค์สีดำสนิทปักดิ้นทอง ปรากฏกายขึ้นอย่างเงียบเชดดุจพยัคฆ์ย่างสามขุม พระเนตรคมกลาบมองเฉินฮ่าวเฟิงราวกับมองมดปลวกตัวหนึ่ง ความกดดันมหาศาลแผ่ซ่านกดทับห้องโถงจนแทบหายใจไม่ออก เฉินฮ่าวเฟิงเข่าอ่อนทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้นทันทีด้วยความหวาดกลัว
"ถวายบังคมฝ่าบาท... กระหม่อมสมควรตาย..." เฉินฮ่าวเฟิงละล่ำละลักโขกศีรษะ
ซูเหม่ยหลินแย้มสร้อยยิ้มบางเบา นางลุกขึ้นยืนแล้วเดินเข้าไปใกล้ฮ่องเต้หนุ่ม ปรนนิการจัดฉลองพระองค์ให้เข้าที่อย่างอ่อนโยน ทว่าสายตายังคงไม่ละไปจากเหยื่อตรงหน้า
"ใต้เท้าเฉิน ท่านเป็นคนฉลาด ย่อมรู้ดีว่าลมฝ่ายใดกำลังพัดแรงในยามนี้" ซูเหม่ยหลินกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ตระกูลเฉินของท่านภักดีต่อราชสำนักมาเนิ่นนาน เหตุใดต้องเอาอนาคตของคนนับร้อยชีวิตไปเสี่ยงกับอำนาจมืดของอัครเสนาบดีหวังที่รอวันล่มสลายเล่า? ฝ่าบาทเสด็จมาถึงหนานเจียงด้วยพระองค์เอง นั่นคือเกียรติยศสูงสุดที่ทรงมอบให้ท่านแล้ว... หรือท่านต้องการให้กองกำลังของฝ่าบาทเข้ามา 'จัดระเบียบ' เมืองนี้เสียใหม่ด้วยโลหิต?"
คำพูดของนางแม้จะเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แต่กลับมีความหมายเชือดเฉือนถึงชีวิต หลี่จวินเหยาไม่ตรัสสิ่งใดเพิ่ม ทว่าแววตาที่ทอดมองนั้นเต็มไปด้วยความเหี้ยมเกรียมและเด็ดขาด ซึ่งเป็นสิ่งที่เฉินฮ่าวเฟิงไม่เคยคาดคิดว่าฮ่องเต้หนุ่มพระองค์นี้จะมี
ชายชราเจ้าเมืองหนานเจียงตัวสั่นเทิ้ม ย่อมรู้ซึ้งดีว่าหากปฏิเสธในนาทีนี้ ศีรษะของตนคงไม่ได้อยู่บนบ่าเป็นแน่ แต่อีกใจหนึ่ง ความหวาดกลัวต่ออิทธิพลเก่าก็ยังคงค้างคา
"กระหม่อม... กระหม่อมเพียงแต่กังวลเรื่องเสบียงและอาวุธ..." เฉินฮ่าวเฟิงเอ่ยเสียงสั่น พยายามหาทางลง "หากหนานเจียงต้องสนับสนุนกองทัพหลวง ข้าเกรงว่าคลังหลวงของเราจะไม่พอ..."
ซูเหม่ยหลินหัวנסเบาๆ ในลำคอ นางก้าวเข้าไปใกล้ชายชรา กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกเหมยwinterที่นางชอบใช้ลอยแตะจมูก "เรื่องเสบียง ท่านไม่ต้องกังวล... ตระกูลซูสาขาภาคใต้เตรียมพร้อมไว้เรียบร้อยแล้วครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่ง... ข้าเชื่อว่าตระกูลผู้มีอิทธิพลอีกสี่ตระกูลในหนานเจียง ยินดีที่จะ 'บริจาค' เพื่อความสงบสุขของแผ่นดิน เช่นเดียวกับที่ท่านกำลังจะทำ... ใช่หรือไม่เจ้าคะ ใต้เท้าเฉิน?"
สายตาที่มองมาเต็มไปด้วยการคุกคามทางจิตวิทยาที่เฉินฮ่าวเฟิงไม่อาจหลีกหนีได้ สุดท้าย ขุนนางเฒ่าก็ได้แต่หลบสายตาและโขกศีรษะคำนับรับบัญชาด้วยความจำยอม
การรวบรวมพันธมิตรจากหัวเมืองใต้แห่งแรกสำเร็จลุล่วงด้วยดี ทว่าในยามวิกาล บรรยากาศภายในห้องพักส่วนตัวของซูเหม่ยหลินกลับมิได้ผ่อนคลายลงเลยแม้แต่น้อย
นางยืนมองแผนที่แผ่นใหญ่ที่กางอยู่บนโต๊ะ ปลายพู่กันในมือจดบันทึกรายชื่อหัวเมืองต่างๆ ที่ยังลังเลใจ การเดินทางครั้งนี้ไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิด ยิ่งเดินลึกเข้าไปในเครือข่ายผลประโยชน์ ขุนนางแต่ละคนยิ่งมีเขี้ยวเล็บที่แหลมคม
"เจ้าเหนื่อยแล้ว"
เสียงทุ้มกระซิบแผ่วเบาข้างใบหู พร้อมกับวงแขนแข็งแกร่งที่สวมกอดจากด้านหลัง หลี่จวินเหยาซบพระพักตร์ลงบนลาดพระอังสาของนาง ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดต้นคอระหง ซูเหม่ยหลินชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะผ่อนคลายกล้ามเนื้อลงในอ้อมกอดนั้น
"หม่อมฉันไม่เหนื่อยเพคะ... เพียงแต่คิดว่า หมากตาต่อไปที่เราต้องเดินในเมืองหลวงบูรพา น่ากลัวกว่าที่นี่หลายเท่า" ซูเหม่ยหลินเอ่ยเสียงแผ่ว ดวงตาเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างที่มืดมิด
"ไม่ว่าเบื้องหน้าจะเป็นหุบเหวหรือกองเพลิง ข้าจะยืนเคียงข้างเจ้าเสมอ" หลี่จวินเหยาตรัสสัญญาด้วยน้ำเสียงจริงจังและหนักแน่น พระหัตถ์อุ่นกุมมือเรียวของนางไว้แน่น
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังอบอวลไปด้วยความผูกพันอันลึกซึ้ง เสียงเคาะประตูก็จู่โจมดังขึ้นสามครั้งอย่างเร่งรีบ ทำลายความเงียบสงบในยามวิกาล
*ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!*
ซูเหม่ยหลินขมวดคิ้วมุ่น นางผละออกจากอ้อมกอดของฮ่องเต้ หันไปส่งสัญญาณให้พระองค์ถอยไปหลบหลังฉากกั้น ก่อนจะเดินไปเปิดประตูด้วยความระแวดระวัง
เบื้องหน้าประตูคือนางกำนัลคนสนิทที่มีสภาพเนื้อตัวมอมแมมและหอบหายใจอย่างรุนแรง ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด
"พระสนมเพคะ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วเพคะ!" นางกำนัลละล่ำละลักคุกเข่าลงแทบเท้า "จดหมายลับจากเมืองหลวงที่ท่านแม่ทัพส่งมา... ถูกสกัดกลางทาง... และ... และ..."
"และอะไร? พูดให้ชัดเจน!" ซูเหม่ยหลินใจหายวาบ สัญชาตญาณเตือนภัยกรีดร้องลั่น
"และคนที่ดักชิงจดหมายไป... คือ 'คนผู้นั้น' ที่พวกเราคิดว่าตายไปแล้วเมื่อสิบปีก่อนเพคะ!"
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านม่านหมอกมากับหลิวเยี่ยนซีในตอนนี้นะคะ
ม่านหมอกลับเหลี่ยมบัลลังก์ทมิฬ•ตอนที่ 32
แผนที่มิตรสหาย
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ม่านหมอกลับเหลี่ยมบัลลังก์ทมิฬ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!